ธุรกิจ
Honda ประกาศแผนธุรกิจปี 2026
Honda เผยการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ใหม่ และการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะกลางถึงระยะยาวHighlight
โทชิฮิโระ มิเบะ ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร และตัวแทนเจ้าหน้าที่บริหาร (Global CEO) บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานของ Honda ในการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ และทิศทางธุรกิจของ Honda ในอนาคต 5 หลัก สำคัญ
1. แนวทางการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน Honda มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในหลากหลายด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพัฒนา ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัพผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรองค์กรไปยังภูมิภาคที่เป็นตลาดสำคัญ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว Honda จะให้ความสำคัญการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ในช่วง 3 ปีข้างหน้า พร้อมตั้งเป้าสร้างกำไรจากการดำเนินงานรวม ซึ่งครอบคลุมทั้งธุรกิจรถจักรยานยนต์ และบริการทางการเงิน มูลค่ามากกว่า 1.4 ล้านล้านเยน ซึ่งจะเป็นสถิติสูงสุดใหม่ ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2572
2. แนวทางหลัก 3 ด้าน ในการดำเนินงานเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์
Honda กำหนด 3 แนวทางหลักสำหรับการดำเนินงาน ได้แก่
- การจัดสรรทรัพยากรองค์กรเชิงกลยุทธ์
- การยกระดับความแข็งแกร่งด้านการผลิตอย่างรอบด้าน
- การใช้ทรัพยากรภายนอกอย่างมีกลยุทธ์
2-1. การจัดสรรทรัพยากรองค์กรเชิงกลยุทธ์
- ทบทวนพอร์ทโฟลิโอระบบขับเคลื่อน เพื่อตอบรับแนวโน้มความต้องการในอนาคต
- Honda จะปรับการจัดสรรทรัพยากรทั้งด้านการพัฒนา และการผลิตไปที่รถยนต์ไฮบริด ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงในตลาดปัจจุบัน
- ตั้งแต่ปี 2027 (2570) เป็นต้นไป Honda จะเริ่มเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมระบบไฮบริด และพแลmฟอร์มใหม่ทั้งหมด โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่รวม 15 รุ่นทั่วโลก ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2030 (2573) โดยมุ่งเน้นทำตลาดในอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลัก ทั้งนี้ ในปี 2029 (2572) Honda มีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-Segment ขึ้นไปอีกด้วย
- เผยโฉมรถ Prototype ของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Honda Hybrid Sedan Prototype และ Acura Hybrid SUV Prototype ที่มีแผนจะเปิดจำหน่ายภายใน 2 ปีข้างหน้า
- Honda จะทำการปรับลดต้นทุนของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ให้ลดลงมากกว่า 30 % เมื่อเทียบกับระบบไฮบริดที่เปิดตัวในปี 2023 โดยการผสานประสิทธิภาพของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ พแลทฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ และระบบขับเคลื่อน AWD แบบไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นใหม่เข้าด้วยกัน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มอัตราการประหยัดน้ำมันของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ให้ดีขึ้นกว่า 10 % จากเดิม พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ และเร้าใจ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Honda ที่ตอบสนองความรู้สึกของผู้ขับขี่ได้ดั่งใจ
- ด้านการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ Honda กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา โดยมีแผนเปิดตัวสู่ตลาดในปี 2028 (2571) และจะทำการติดตั้งระบบดังกล่าวในรถยนต์มากกว่า 15 รุ่น ภายในระยะเวลา 5 ปี
-Honda จะจัดสรรกำลังการผลิตของโรงงานผลิตรถยนต์ในรัฐโอไฮโออย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และไฮบริดเพิ่มขึ้น พร้อมปรับโรงงานผลิตรถยนต์ทุกแห่งในอเมริกาเหนือ ให้สามารถรองรับการผลิตรถยนต์ไฮบริดได้ทั้งหมด
- สำหรับโรงงานแบทเตอรีร่วมทุนระหว่าง Honda และ LG Energy Solution ภายใต้บริษัท L-H Battery Company จะปรับบางส่วนของสายการผลิตแบทเตอรีรถยนต์ไฟฟ้า (EV Battery) ไปผลิตแบทเตอรีสำหรับรถยนต์ไฮบริด นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสำหรับชุดประกอบ (ASSY) รวมถึงชิ้นส่วนของมอเตอร์ และอินเวอร์เตอร์ให้มากกว่าระดับปัจจุบันถึง 4 เท่า เพื่อรองรับการขยายการผลิตรถยนต์ไฮบริด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน และบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา
การเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัพผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคหลัก
Honda กำหนดให้อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และอินเดีย เป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต และจะมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรไปยังตลาดเหล่านี้เป็นหลัก โดยนอกเหนือจากแผนงานในอเมริกาเหนือ Honda จะเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในญี่ปุ่น และอินเดีย รวมถึงจีน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างรอบด้าน
ญี่ปุ่น
Honda จะขยายไลน์อัพผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ K Car เป็นหลัก ซึ่งรวมถึงการเปิดตัว N-ox EV ในปี 2028 (2571) นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป Honda จะทยอยเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อมระบบ ADAS เจเนอเรชันใหม่ โดยเริ่มจาก All-New Vezel เป็นรุ่นแรก ขณะเดียวกันก็ยังมีแผนที่จะขยายไลน์อัพผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการนำเสนอรุ่นพิเศษอย่าง Sport Line และ Trail Line เพื่อผลักดันยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ให้สูงกว่าในปัจจุบัน พร้อมทั้งสร้างรากฐานธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
อินเดีย
Honda จะกำหนดสเปครถยนต์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดอินเดีย โดยเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตลาดอินเดียโดยเฉพาะในปี 2028 ภายใต้ 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มรถยนต์ความยาวไม่เกิน 4 ม. และกลุ่มรถยนต์ขนาดกลาง นอกจากนี้ Hondaจะใช้ประโยชน์จากรากฐานที่แข็งแกร่งของธุรกิจรถจักรยานยนต์ในอินเดีย ซึ่งมียอดจำหน่ายสูงเกือบ 6 ล้านคัน/ปี เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้รถจักรยานยนต์สู่รถยนต์ และผลักดันการเติบโตของธุรกิจในอินเดียอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว Honda ได้จัดตั้งบริษัท Honda Digital Innovation India เพื่อทำหน้าที่เป็นพแลทฟอร์มดิจิทอล รวมถึงเตรียมกระตุ้นยอดขายผ่านการให้บริการต่างๆ เช่น การให้บริษัทสินเชื่อภายในเครือแห่งใหม่ในอินเดีย ซึ่งมีกำหนดเริ่มดำเนินงานก่อนสิ้นปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2027 (2570)
จีน
ท่ามกลางสภาวะการดำเนินธุรกิจในประเทศจีนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Honda มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ และต้นทุน ผ่านการใช้ชิ้นส่วนมาตรฐาน และเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่จากภายซัพพลายเออร์ท้องถิ่น รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่พัฒนาบนพแลทฟอร์มร่วมกับพันธมิตรในประเทศจีน
2-2. การยกระดับความแข็งแกร่งด้านการผลิตอย่างรอบด้าน
Honda จะเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง การยกระดับประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน และการวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่น ให้พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง
สำหรับการบริหารจัดการต้นทุนชิ้นส่วนจากผู้ผลิตภายนอก Honda จะปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนทั่วโลก ผ่านการทบทวนมาตรฐานเฉพาะของ Honda และหันมาใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานให้มากขึ้น พร้อมทั้งนำข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่นในประเทศจีน และอินเดียมาปรับใช้
การยกระดับประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน
Honda จะเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการทบทวนการบริหารจัดการห่วงโซ่งานด้านวิศวกรรม (Engineering Chain Management) อย่างรอบด้าน ผ่านแนวคิด “Triple Half” ซึ่งมุ่งลด 3 ด้าน ได้แก่ 1. ต้นทุนการพัฒนา 2. ระยะเวลาการพัฒนา และ 3. ปริมาณภาระงานในการพัฒนา โดยจะลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2025
นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการออกแบบ การทดสอบ และการผลิตในช่วงต้น ผ่านการจำลองสภาพแวดล้อมดิจิทอล และเทคโนโลยี AI มาใช้ Honda จะเดินหน้าปฏิรูปกระบวนการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การทบทวนข้อกำหนดทางเทคนิค การวางแผนผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการบริหารจัดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยแนวทางดังกล่าว จะช่วยให้ Honda สามารถลดระยะเวลาการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่น Minor Change ลงครึ่งหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณนี้เป็นต้นไป ขณะที่รถยนต์รุ่น Full Model Change จะเริ่มลดระยะเวลาการพัฒนาลงครึ่งหนึ่งเช่นกัน โดยเริ่มจากพโรเจคท์ที่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาในปี 2028 เป็นต้นไป
การวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่น ให้พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
Honda ตั้งเป้าที่จะยกระดับประสิทธิภาพการผลิตขึ้นประมาณ 20 % ภายใน 5 ปีข้างหน้า ผ่านการบริหารเงินลงทุน และการจัดสรรทรัพยากร สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ และอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
2-3. การใช้ทรัพยากรภายนอกอย่างมีกลยุทธ์
Honda มีแผนที่จะใช้ทรัพยากรจากภายนอกอย่างยืดหยุ่น และมีกลยุทธ์มากขึ้น รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ความรวดเร็ว ตลอดจนการใช้ชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมของธุรกิจท้องถิ่นในจีน และอินเดีย สำหรับกลยุทธ์ด้านแบทเตอรี ในขณะนี้ Honda จะยังไม่เน้นการผลิตเองทั้งหมด แต่จะใช้ศักยภาพจากโรงงานของ L-H Battery อย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเติบโตในอนาคต Honda จะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วยการผลิตแบทเตอรีสำหรับรถยนต์ไฮบริดซึ่งมีความต้องการสูงในปัจจุบัน รวมถึงการผลิตเพื่อใช้งานในรูปแบบอื่นๆ นอกจากนี้ Honda จะเดินหน้ากลยุทธ์การจัดซื้อแบทเตอรี โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดอเมริกาเหนือเป็นหลัก
Honda ตัดสินใจระงับโครงการสร้างห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรในแคนาดาออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมทั้งทบทวนกลยุทธ์การจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Honda จะมุ่งเน้นการผสมผสานเทคโนโลยีหลักที่ Honda พัฒนาขึ้นเองเข้ากับทรัพยากรจากภายนอก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความไม่แน่นอน
3. ทิศทางในระยะกลางถึงระยะยาว
Honda ยังคงมุ่งมั่นในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 ในฐานะผู้นำด้านการขับเคลื่อนแบบครบวงจร โดยจะดำเนินการประเมินสภาพแวดล้อมทางตลาด และแนวโน้มความต้องการในแต่ละภูมิภาคอย่างรอบคอบ ควบคู่ไปกับการเร่งผลักดันแนวทางที่หลากหลาย เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด เชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน และเทคโนโลยีการชดเชยคาร์บอน
ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ฮอนด้า จะยังคงเดินหน้าวางรากฐานสำหรับการเปิดตัวพแลทฟอร์มฮาร์ดแวร์ EV ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงในอนาคต เพื่อให้มีความพร้อมในการรองรับความต้องการของตลาดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการวิจัย และพัฒนาแบทเตอรี All-Solid-State นอกจากนี้ Honda จะนำระบบปฏิบัติการ ASIMO OS มาใช้ ไม่เพียงเฉพาะกับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่รถยนต์ไฮบริดด้วย เพื่อยกระดับคุณค่าในการขับเคลื่อน เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง และภายในห้องโดยสาร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เพิ่มมากขึ้น
สำหรับสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้า และอีเลคทรอนิคส์ (E&E Architecture) Honda ได้นำแนวคิด "Domain-Based Architecture" มาใช้ ซึ่งช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นตามความแตกต่างของแต่ละประเทศ ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป และสภาพตลาด รวมถึงการใช้ทรัพยากรจากภายนอก และด้วยการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพสูงผ่านสถาปัตยกรรมซอฟท์แวร์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน Honda จะสามารถนำเสนอคุณค่าใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าได้อย่างทันท่วงที พร้อมมุ่งสร้างทั้งความยืดหยุ่น และขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน
4. กลยุทธ์ทางการเงิน
ในช่วง 3 ปีข้างหน้า Honda จะมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างธุรกิจรถยนต์ จากนั้นในอีก 2 ปีถัดไป เมื่อโครงสร้างธุรกิจได้รับการปรับอย่างแข็งแกร่งมั่นคงแล้ว Honda จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และยืดหยุ่น เพื่อผลักดันให้ธุรกิจรถยนต์กลับเข้าสู่ทิศทางที่สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด และยั่งยืน
Honda คาดการณ์ว่าจะสามารถจัดการกับผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ทั้งหมดภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 (2572) ซึ่งเมื่อผนวกกับการยกระดับการปรับโฉมโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัพผลิตภัณฑ์ใหม่ จะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจยานยนต์ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ด้วยการต่อยอดการเติบโตจากธุรกิจรถจักรยานยนต์และบริการทางการเงินที่มีฐานกำไรที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว Honda มุ่งมั่นที่จะสร้างกำไรจากการดำเนินงานรวมให้ได้มากกว่า 1.4 ล้านล้านเยน ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังคงมุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายอัตรา ROIC (Return on Invested Capital) ที่ 10 % ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวที่ตั้งไว้ ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2031 (2574)
การจัดสรรเงินทุน
ในช่วงระยะเวลา 3 ปี จนถึงปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 (2572) Honda จะดำเนินการจัดสรรทรัพยากรใหม่ โดยจะปรับงบประมาณที่เคยกำหนดไว้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไปยังรถยนต์ไฮบริดแทน และจะควบคุมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV ให้อยู่ที่ระดับประมาณ 0.8 ล้านล้านเยน โดย Honda จะลงทุน 1.0 ล้านล้านเยนในด้านเทคโนโลยีซอฟท์แวร์ และอีก 4.4 ล้านล้านเยนในกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และรถยนต์ไฮบริด ส่งผลให้มียอดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 6.2 ล้านล้านเยนในช่วง 3 ปีนี้
ในส่วนของกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หลังปรับปรุงรายการด้านการวิจัย และพัฒนาแล้ว Honda คาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดได้มากกว่า 7 ล้านล้านเยน (ไม่รวมผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV) จากการฟื้นตัวสู่ระดับทำกำไรของกลุ่มธุรกิจรถยนต์ และความแข็งแกร่งในการทำรายได้ของกลุ่มธุรกิจรถจักรยานยนต์ กระแสเงินสดนี้จะช่วยให้ Honda สามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการส่งมอบผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2030 (2573) เป็นต้นไป Honda จะประเมินแนวโน้มความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนในด้าน EV ต่อไป โดยจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนให้ดียิ่งขึ้นผ่านการดึงทรัพยากรจากภายนอกมาใช้ในเชิงรุก แทนการยึดติดกับการใช้ทรัพยากรภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว
ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
Honda จะรักษาการจ่ายเงินปันผลที่มั่นคง และต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายอัตรา DOE (Dividend on Equity) ไว้ที่ 3 %
5. การยกระดับธรรมาภิบาลองค์กร
บริษัทฯ จะดำเนินการ ทบทวน และปรับปรุงโครงสร้างธรรมาภิบาลองค์กร โดยเฉพาะการปรับสัดส่วนคณะกรรมการบริษัทให้มีกรรมการอิสระเป็นเสียงข้างมาก รวมถึงการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการชุดย่อยต่างๆ และการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กรอบการกำกับดูแล และการดำเนินงานของคณะกรรมการบริษัทโดยรวม ทั้งหมดนี้เพื่อให้การดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจในทุกด้านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อเนื่อง พร้อมทั้งเอื้อให้เกิดการตัดสินใจที่กล้าหาญ และโปร่งใส













