บทความ
Virtual Engine Sound เสียงจำลอง ลูกเล่นใหม่คนอยากคำราม

Virtual Engine Sound นับเป็นลูกเล่นใหม่ของคนชอบความเร้าใจ สำหรับคนรักความเร็ว และหลงใหลในกลิ่นอายของรถเครื่องยนต์สันดาป "เสียงคำรามของเครื่องยนต์ และท่อ" ที่แผดกร้าวตอนเหยียบคันเร่ง และจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่กระชากอารมณ์Highlight
ยุคนี้ใครๆ ก็บอกว่ายานยนต์ยุคใหม่โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่นเรื่องความเงียบ นุ่มนวลชวนเคลิ้ม แต่อัตราเร่งที่มาไวแบบไม่ต้องรอรอบ และความนุ่มนวลชวนเคลิ้ม แต่สำหรับคนรักความเร็วและหลงใหลในกลิ่นอายของรถเครื่องยนต์สันดาป สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย คือ “เสียงท่อไอเสียที่แผดกร้าว” ตอนเหยียบคันเร่ง และจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่กระชากอารมณ์ บริษัทรถยนต์จึงได้สร้าง Virtual Engine Sound เสียงจำลองที่จะเป็นลูกเล่นใหม่ให้กับรถยนต์หลายๆ รุ่น
Virtual Engine Sound เป็นการใช้ระบบเสียงปล่อยออกมาโดยเสียงทั้งหมดจะถูกขับออกผ่านลำโพงคุณภาพสูงทั้งภายในห้องโดยสารเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่คนขับ และลำโพงภายนอกรถนอกจากเรื่องของ "อารมณ์การขับขี่" (Emotion) ที่ช่วยเติมเต็มความสนุกให้กับคนหลังพวงมาลัยแล้ว ระบบเสียงจำลองยังมีบทบาทสำคัญในเรื่อง "ความปลอดภัย" (Safety) อีกด้วย เนื่องจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าบางรุ่นยามที่วิ่งด้วยความเร็วต่ำจะเงียบมากจนคนเดินถนน หรือผู้ใช้จักรยานไม่ได้ยิน สหภาพยุโรป (EU) และอีกหลายประเทศจึงมีกฎหมายบังคับให้รถ EV ต้องติดตั้งระบบ AVAS (Acoustic Vehicle Alerting System) เพื่อส่งเสียงเตือนภายนอกรถ แต่เมื่อความปลอดภัยถูกเติมแต่งด้วยความคิดสร้างสรรค์ ค่ายรถต่างๆ จึงยกระดับมันให้กลายเป็นฟีเจอร์เด็ดเพื่อความบันเทิง และการขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้น
ระบบ Virtual Engine Sound ในปัจจุบันไม่ได้เป็นแค่การเปิดไฟล์เสียงเครื่องยนต์คลอไปเรื่อยๆ แต่เป็นระบบอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับสมองกลของรถ (ECU) โดยเสียงจะแปรผันตาม
น้ำหนักการเหยียบคันเร่ง ยิ่งกดลึก เสียงยิ่งดัง และทุ้มลึกขึ้น
ความเร็ว และรอบมอเตอร์ เสียงจะไล่ระดับความถี่สูงขึ้นตามความเร็วรถ
แรงจี (G-Force) และโหมดการขับขี่ หากเปิดโหมด Sport หรือ Track เสียงจะดุดัน ดิบ และเร้าใจกว่าโหมดปกติ
การจำลองจังหวะเปลี่ยนเกียร์ รถ EV ส่วนใหญ่มีเกียร์จังหวะเดียว (Single-speed) แต่ระบบนี้สามารถจำลองการ "ตัดรอบ" และ "กระตุก" ของเกียร์เพื่อให้ได้ฟีเจอร์การขับขี่เหมือนรถสปอร์ทเกียร์ Dual-Clutch หรือ Manual
ในปัจจุบันแต่ละแบรนด์ต่างดีไซจ์นซาวด์ (Sound Design) ออกมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจะมีรุ่นไหนบ้าง
Audi e-Tron GT : สร้างเสียงขึ้นใหม่ในชื่อ Audi e-tron sport sound โทนเสียงทุ้ม ขรึม และแน่น คล้ายยานอวกาศทรงพลัง โดยวิศวกรนำเสียงสังเคราะห์กว่า 32 เสียง รวมถึงเสียงพัดลมคอมพิวเตอร์ และท่อพลาสติค มา Mix และแปรผันตามความเร็วแบบ Real-time
BMW iX/BMW iX1/BMW iX2/BMW iX3/BMW i4/BMW i5/BMW i7 : จับมือกับ Hans Zimmer นักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ระดับฮอลีวูด สร้างสรรค์เสียง BMW Iconic Sounds Electric เปลี่ยนเสียงเร่งแซงให้กลายเป็นศิลปะที่ทรงพลังและตื่นเต้น
BYD Atto 3/BYD Seal : เพิ่มบรรยากาศด้วยโทนเสียงล้ำยุคแนว Sci-Fi เมื่อเปิดโหมดจะมีเสียงกระหึ่มแผ่วๆ และเน้นเสียงภายนอกรถ (AVAS) เพื่อความปลอดภัย
Ferrari Luce : ม้าลำพองไฟฟ้าคันแรกของค่ายที่ใช้เสียงจากมอเตอร์ พร้อมเกียร์จำลองเสียงเครื่องยนต์ V8 NA พร้อม Launch Control ตามแบบฉบับของ Ferrari ให้ได้เน้นอรรถรสการขับขี่สไตล์สปอร์ทได้สูงสุด
Honda Super-One EV : คันจิ๋วที่โดดเด่น ลบภาพจำความน่าเบื่อของรถไฟฟ้าด้วยระบบ Active Sound Control เมื่อใช้ Boost Mode นอกจากกำลังจะเพิ่มขึ้นแล้ว ระบบจะปล่อยเสียงเครื่องยนต์ที่ดุดันพร้อม จำลองจังหวะสับเกียร์ 7 สปีด ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถสปอร์ทสันดาปแท้ แม้ตัวรถจะเป็น EV
Hyundai Ioniq 5 N/Hyundai Ioniq 6 N : ค่ายนี้จัดเต็มเพื่อสายซิ่งด้วยระบบ N Active Sound+ ที่ไม่ได้จำลองแค่เสียงเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบ แต่ยังจำลองเสียงการเปลี่ยนเกียร์ 8 สปีด (N e-Shift) มีเสียงตื้อตอนถอนคันเร่ง และเสียงระเบิดปะทุ (Pop & Bang) ของท่อไอเสียแบบเนียนกริบจนแยกไม่ออก
Porsche Taycan/Porsche Macan/Porsche Cayenne : นำเสนอความหรูหราล้ำสมัยด้วย Porsche Electric Sport Sound ที่ไม่ได้ Coppy เสียงเครื่องยนต์สันดาปมาตรงๆ แต่เป็นการขยายเสียงการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าให้มีความขรึม ดุดัน และฟังดูล้ำอนาคตเหมือนยานอวกาศ
Mercedes AMG GT 4-Door/Mercedes-Benz EQ : แม้รถจะเป็น EV แล้วก็ตาม โหมด AMGFORCE S+ ตัวรถจะจำลองเสียง เครื่อง V8 พร้อม Simulated gearshift และแรงกระแทกตอนเปลี่ยนเกียร์ให้เหมือนรถ AMG น้ำมันจริง ซึ่งใช้ Sound files กว่า 1,600 ชุดในการสร้างประสบการณ์แบบ Realtime ที่ดีที่สุดในการขับขี่
Mini Cooper/Mini Aceman : จิ๊ดจ๊าดสไตล์รถโกคาร์ท เสียงจำลองเป็นส่วนหนึ่งของ Mini Experience Modes เมื่อบิดเข้า Go-Kart Mode รถจะปล่อยเสียงสังเคราะห์ที่จำลองอารมณ์รถแข่งคลาสสิค โทนเสียงแหลมสูง และกระฉับกระเฉง แถมมีเสียง Sound Collages ต้อนรับตั้งแต่เปิดประตูรถ สร้างอารมณ์รถแนวแฟชัน
Zeekr 7X : ระบบจะปล่อยเสียงทุ้มต่ำ และกระแสไฟประสิทธิภาพสูงเบาๆ แต่ยังเน้นความเงียบสงบในห้องโดยสารด้วยระบบเก็บเสียงขั้นเทพ มีให้เลือกเสียงได้ถึง 5 แบบ พร้อมทั้งมีเสียงแจ้งระบุความเร็วขณะขับขี่อีกด้วย
แน่นอนว่า Virtual Engine Sound มีทั้งคนที่ชอบ และไม่ชอบ ฝ่ายที่ชอบมองว่ามันช่วยแก้ปัญหา "ขับรถเร็วแต่รู้สึกเหมือนขับรถกอล์ฟ" ทำให้การกะจังหวะเบรค และเข้าโค้งทำได้เป็นธรรมชาติขึ้นผ่านโสตประสาท และเพิ่มความสนุกให้สายซิ่งรถได้เป็นกอง ฝ่ายที่ไม่ชอบ มองว่าเป็นการยัดเยียดสิ่งปลอมๆ และทำลายจุดเด่นที่ดีที่สุดของรถ EV นั่นคือความเงียบสงบ และความนุ่มนวล
แต่ข้อดีที่สุดของเทคโนโลยีนี้ คือ"ระบบสามารถเปิด-ปิดได้ตามใจชอบ" วันไหนที่คุณอยากขับรถส่งลูกไปโรงเรียนแบบเงียบๆ สบายๆ ก็แค่ปิดระบบ หรือวันไหนอยากออกไปซิ่งรับลมบนทางหลวงตอนกลางคืน ก็แค่เปิดโหมดซิ่งให้เสียงเครื่องยนต์จำลองกระหึ่มห้องโดยสาร
ดังนั้นมันอาจจะไม่ใช่แค่ของเล่นแก้เหงาของนักเล่นรถ แต่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง "โลกอนาคตของ EV" กับ "จิตวิญญาณความมันของยุคสันดาป" มันพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้โลกจะเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาด แต่วัฒนธรรมความเร้าใจในการขับขี่จะไม่มีวันถูกลบเลือนไป...แค่เปลี่ยนรูปแบบไปตามเทคโนโลยีเท่านั้นเอง


