บทความ
จีน-อียู บรรลุข้อตกลงประนีประนอมการค้ารถไฮบริด-ปลั๊กอินไฮบริด

จีน-EU ได้บรรลุข้อตกลงที่เป็นสัญญาณบวก เกี่ยวกับการส่งออกรถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด จากแผ่นดินจีนHighlight
หลังจากที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกจับตาดูความตึงเครียดทางกำแพงภาษีระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และจีนมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะหาทางออกร่วมกันได้สำเร็จ โดยเฉพาะในสมรภูมิของ "รถยนต์ไฮบริด (HEV และ PHEV)" ที่แบรนด์จีนกำลังสร้างผลกระทบอย่างหนักในยุโรป
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา หลังจากการประชุมกลไกการปรึกษาหารือด้านการค้าและการลงทุนจีน-สหภาพยุโรปครั้งที่ 2 ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน เพื่อจัดการกับปริมาณการส่งออกรถยนต์ไฮบริดจากจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ซึ่งข้อตกลงนี้จะช่วยให้ค่ายรถยนต์จากแดนมังกรรอดพ้นจากการถูกตั้งกำแพงภาษีนำเข้าเพิ่มเติมที่อาจรุนแรงเหมือนในกรณีของรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV)
หากเรากางตัวเลขดู จะเข้าใจทันทีว่าทำไมผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปถึงเริ่มนั่งไม่ติด ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 จีนส่งอกรถยนต์ไปยังยุโรปสูงถึง 1.56 ล้านคัน สิ่งที่น่าตกใจคืออัตราการเติบโตของกลุ่มรถไฮบริด
รถยนต์ไฟฟ้า (EV) 630,000 คัน (เติบโต 49%) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 490,000 คัน (เติบโตพุ่งกระฉูดถึง 179%) ไฮบริดทั่วไป (HEV) 270,000 คัน (เติบโต 142%)
สมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งยุโรป (ACEA) เผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แบรนด์รถยนต์จีนสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในยุโรปไปได้สูงถึง 25% ซึ่งกระโดดขึ้นมาอย่างน่ากลัวจากที่เคยมีส่วนแบ่งเพียง 2% เท่านั้นในปี 2024
การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ทำให้ยุโรปมองว่า หากปล่อยไว้โดยไม่มีการควบคุม อุตสาหกรรมและแรงงานในยุโรปอาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก
แม้รายละเอียดฉบับเต็มจะยังต้องรอการอนุมัติจากผู้นำของประเทศสมาชิก EU แต่ Maroš Šefčovič (มารอช เชฟโควิช) กรรมาธิการด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคณะกรรมาธิการยุโรป ได้เปิดเผยทิศทางของข้อตกลงนี้ว่า
ข้อตกลงนี้นับเป็นสัญญาณบวกสำหรับทั้งสองฝ่าย องค์กรยานยนต์ของเยอรมนี (VDA) ได้ออกมาแสดงความยินดี เพราะการเจรจาช่วยหลีกเลี่ยงสงครามการค้าที่อาจสร้างความเสียหายให้ทั้งสองฝั่ง
การถูกจำกัดโควตาการส่งออกโดยตรงจากแผ่นดินจีน จะบีบให้ค่ายรถยนต์จีนต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เราจะเห็นแบรนด์จีนระดับท็อป เร่งแผนการตั้งโรงงานผลิตในยุโรปเร็วขึ้น และจริงจังขึ้น เพื่อให้รถยนต์เหล่านั้นกลายเป็นรถยนต์ที่ผลิตในยุโรปอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยหลบเลี่ยงทั้งข้อจำกัดด้านการส่งออกและกำแพงภาษี
การตั้งราคาขายขั้นต่ำอาจทำให้แบรนด์จีนต้องหันไปแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและคุณภาพมากยิ่งขึ้น แทนที่จะใช้กลยุทธ์ราคาถูกเข้าสู้เพียงอย่างเดียว
สงครามการค้าอาจสงบลงชั่วคราว แต่นี่เพิ่งจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแข่งขันในระดับ "Localization" ที่แบรนด์จีนจะเข้าไปฝังรากลึกในซัพพลายเชนของยุโรป ค่ายรถยนต์ยุโรปจึงยังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งพัฒนา ก่อนที่คลื่นลูกใหญ่ที่ผลิตจากโรงงานในแผ่นดินยุโรปเองจะมาถึง
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวในวงการ รถยนต์


