ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์/17/Oct/2569
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ พบกับลองขับ รถดาวเด่นในเดือนนี้ All New Mitsubishi Pajero ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 19 ตค. นี้ พร้อมการแข่งขันของค่ายจีน ที่เข้ามลงทุนในไทย Leapmotor เตรียมสู้ศึกรถจีนเต็มพิกัด พร้อมสาระข่าวสารอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์Highlight
ลองขับ All New Mitsubishi Pajero...กลับมาครั้งนี้ มีของดีเต็มคัน !
All New Mitsubishi Pajero เจเนอเรชันที่ 5 การกลับมาของราชันแห่งทะเลทราย ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โมเดลนี้ห่างหายจากตลาดรถทั่วโลก การกลับมาครั้งนี้มีอะไรใหม่ และโดดเด่นบ้าง เป็นคำถามที่มีคำตอบรออยู่
สิ่งที่แตกต่างจาก Pajero รุ่นก่อน มีหลากหลายประเด็น เช่น All New Mitsubishi Pajero ถูกพัฒนาขึ้นบนโครงสร้างแชสซีส์แบบขั้นบันได, มีรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เพิ่มเติมเข้ามาในเซกเมนท์ใหม่ เพราะเชื่อว่าตัวเลขยอดจำหน่ายรถเอสยูวีรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ มีสัดส่วนมากถึง 70 % และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ประมาณ 30 %, Pajero รุ่นใหม่นี้ ผลิตที่ประเทศไทย และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ เริ่มขายที่ประเทศไทย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เป็นตลาดกลุ่มแรกสำหรับปีนี้ มีส่วนช่วยสร้างเม็ดเงิน สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทย ส่วนปี 2027 จะเริ่มส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก, เป็นรถเอสยูวี หรือพีพีวี ประเด็นนี้มีผลต่อพิกัดภาษี สร้างแต้มต่อในการทำราคาสู้กับคู่แข่งในตลาด, จะลงแข่งรายการ AXCR หรือไม่ ? สรุปว่า ปี 2027 ลงแข่งแน่นอน
และที่ชาวเนทถกเถียงว่า รถรุ่นนี้เปรียบเทียบกับคู่แข่งรายไหนบ้าง...ในเวทีโลก All New Mitsubishi Pajero จะถูกเทียบกับ Toyota Land Cruiser 250 แต่ในประเทศไทย เราอดเทียบกับ Ford Everest Platinum และ Toyota Fortuner GR Sport ไม่ได้จริงๆ ข้อมูลที่ถูกพูดถึงกันอยู่นี้ เราค้นหาคำตอบมาให้แล้ว ลองติดตามจากบทความนี้ครับ
All New Mitsubishi Pajero ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Grand Charisma” สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดูทรงพลังในฐานะ SUV Flagship ผ่านสัดส่วนตัวถังที่บึกบึน ใหญ่ที่สุดในคลาสส์เดียวกัน เส้นสายรอบคันที่โฉบเฉี่ยว และมีมิติ พร้อมสอดแทรกองค์ประกอบซิกเนเจอร์ของ Mitsubishi Pajero รุ่นก่อน เสา C ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโรลล์บาร์ของ Pajero รุ่นแรก ส่วนการออกแบบด้านท้ายรถนำตําแหน่งยางอะไหล่ของรุ่นก่อน มาเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่
ภายนอกออกแบบใหม่หมด ดีไซจ์นกระจังหน้ามีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ กระจังหน้าแบบ Kendo Mask สไตล์ญี่ปุ่น เป็นกระจังหน้าแนวนอน จะอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ทั้งรุ่น GLS และ GSR ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Exceed จะติดตั้งกระจังหน้าแบบ Honeycomb ที่นํากระจังหน้าจากตํานาน Dakar Rally ของ Pajero รุ่นแรกมาพัฒนาใหม่ ให้ดูมีความทันสมัย พร้อมทั้งเสริมบุคลิกให้แกร่งขึ้น ด้วยชุดตกแต่งกันชนหน้า, กันชนหลัง และแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ
ไฟหน้า และไฟท้ายแบบ LED จัดเรียงเป็นรูปตัวทีในแนวนอน สร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่าง พร้อมถ่ายทอดกลิ่นอายของ Pajero รุ่นแรก ด้วยการฝังไฟหน้า และไฟตัดหมอกแบบ LED เข้าไปในตัวรถ ช่วยปกป้องชุดไฟจากการใช้งานในเส้นทางสมบุกสมบัน รวมถึงฟังค์ชันการใช้งานที่สอดคล้องอย่างลงตัว เพิ่มความโดดเด่นด้วยไฟหน้า และไฟท้ายแบบไดนามิค (Dynamic Flow Light) ที่ให้ Animation ไฟเคลื่อนไหวเมื่อทําการลอค และปลดลอครถ อีกทั้งยังมีระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้า และไฟสูงแบบอัตโนมัติ (Automatic Headlight and Automatic High Beam) จุดเด่นของไฟหน้า LED แบบปรับระดับลําแสงอัตโนมัติ (Adaptive LED Headlight) มีระบบไฟส่องสว่างอัตโนมัติเมื่อปลดลอค และระบบไฟนําทางหลังดับเครื่องยนต์ (Welcome Light and Coming Home Light System) และไฟส่องพื้นพร้อมสัญลักษณ์ Pajero (Puddle Lamp with Pajero Logo)
ซุ้มล้อขนาดใหญ่จัดทรงให้ดูทะมัดทะแมง จับคู่กับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ในรุ่น GLS ล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 20 นิ้ว ในรุ่น GSR และล้ออัลลอยสีทูโทนรมดําขนาด 20 นิ้ว ในรุ่น Super Exceed โดยคิ้วซุ้มล้อรองรับการติดตั้งสนอร์เคิล ใต้ท้องรถมีระยะตํ่าสุดถึงพื้น (Ground Clearance) สูงสุดถึง 228 มม. เหมาะมากกับภารกิจลุยน้ำท่วมสูง
ภายในห้องโดยสาร ยกระดับความไฮเอนด์ด้วยโทนสีนํ้าตาลอ่อน-ดํา (Camel-Black) ที่ได้รับการจัดวางคู่กัน พร้อมไฟ Ambient Light
สำหรับเบาะนั่งหุ้มด้วยหนังแท้ Semi-Aniline ที่มีผิวสัมผัสนุ่มนวล ทนทาน ดูแลรักษาง่าย และหนังสังเคราะห์เกรดพรีเมียม รวมถึงหลังคากระจกพาโนรามา (Panoramic Roof) ขนาดใหญ่ที่สุดในคลาสส์ พร้อมเปิดรับทัศนียภาพภายนอกได้อย่างเต็มเปี่ยม และมือจับขึ้น-ลงรถบริเวณแผงคอนโซลหน้า นําดีเอนเอจาก Pajero รุ่นแรกมาใส่ไว้ ยกระดับความประณีตด้วยแผงด้านหน้าที่ใช้เทคนิคการเดินด้ายแบบงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของญี่ปุ่น หรือ Kimekomi ในการฝังหนังสังเคราะห์คุณภาพสูงให้แนบลึกไปกับพื้นผิว ขณะที่แผงประตูตกแต่งด้วยตะเข็บรูปตัว S
หน้าจอระบบสัมผัส และหน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบชิ้นเดียว (Monolithic Dual Display) ขนาด 14.3 นิ้ว ในรุ่น Super Exceed และขนาด 12.3 นิ้ว ในรุ่น GLS และ GSR แสดงผลทั้งคอนเทนท์ และข้อมูลการทํางานของรถได้อย่างครบถ้วน ผ่านกราฟิคไดนามิค 16 รูปแบบ สามารถปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลาของวันได้แบบเรียลไทม์ ดีไซจ์นมาตรวัด 3 ช่องจากรุ่นก่อนหน้า ยังถูกนํามาตีความใหม่เป็นหน้าจอมัลทิมิเตอร์รูปแบบดิจิทอล ที่แสดงผลข้อมูลต่างๆ เช่น ระดับความสูง, ทิศทางการเดินทาง, อุณหภูมิ และระดับความชัน/ความเอียง
ส่วนระบบความบันเทิง Mitsubishi จับมือกับค่ายเครื่องเสียงระดับโลก Yamaha เลือกใช้ระบบเสียง Dynamic Sound Yamaha Ultimate มาพร้อมลําโพง 12 ตําแหน่งรวมซับวูเฟอร์ และวัสดุลดแรงสั่นสะเทือนภายในโครงสร้างประตู ช่วยลดการสั่น รวมถึงระบบชดเชยเสียง 3 รูปแบบที่สามารถปรับระดับความดัง และย่านความถี่ได้ตามสถานการณ์ต่างๆ ได้แก่ ระบบชดเชยเสียงตามความเร็วรถ (Speed Compensated Volume) ระบบชดเชยเสียงเมื่อฝนตก (Rain Compensated Volume) และระบบชดเชยเสียงตามระบบปรับอากาศ (Air-Conditioner Compensated Volume) อีกทั้งยังสามารถเลือกปรับโหมดเสียงได้ 4 รูปแบบ ประกอบด้วย Signature, Lively, Powerful และ Relaxing พร้อมปรับตําแหน่งการรับฟังได้ถึง 5 ตําแหน่ง ครอบคลุมทั้งห้องโดยสาร
ห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบพื้นที่ภายในที่ใหญ่ที่สุดในคลาสส์ ให้พื้นที่เหนือศีรษะ พื้นที่หัวไหล่ และพื้นที่วางขาที่กว้างสําหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง โดยเบาะนั่งด้านคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังปรับด้วยไฟฟ้า และระบบระบายอากาศ รวมถึงระบบจดจําตําแหน่งทั้งเบาะนั่งตอนหน้า พวงมาลัยไฟฟ้าหุ้มหนังปรับ 4 ทิศทาง สูง-ตํ่า และเข้า-ออก ตลอดจนกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวปรับ และพับด้วยไฟฟ้า ซึ่งเบาะนั่งแถว 2 สามารถเลื่อนตําแหน่งหน้า-หลังได้ถึง 150 มม. ช่วยเพิ่มพื้นที่วางขาให้กว้างขึ้น และใช้งานร่วมกับฟังค์ชันพับเบาะไปด้านหน้า (Tumble) เพื่อให้ผู้โดยสารเข้า-ออกเบาะนั่งแถว 3 ได้อย่างสะดวก ส่วนเบาะนั่งแถว 3 กว้างขวาง รองรับสรีระในท่านั่งที่เป็นธรรมชาติ และสามารถพับได้แบบ 50:50 เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกด้วยประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบแฮนด์ฟรี
อีกหนึ่งจุดเด่นที่สัมผัส คือ ความเงียบภายในห้องโดยสารด้วยกระจกกันเสียงรบกวน (Acoustic Glass) ถึง 5 บาน ที่ติดตั้งบริเวณกระจกหน้า กระจกประตูแถวหน้า และกระจกประตูแถวหลัง พร้อมวัสดุซับเสียงรอบคัน ช่วยลดเสียงรบกวนจากลมปะทะ พื้นถนน และเครื่องยนต์ ให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งพูดคุยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายตลอดการเดินทาง
เครื่องยนต์คลีนดีเซล 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง เป็นเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล DOHC 16 วาล์ว พร้อมเทอร์โบแปรผันแบบ Wide Range Single-VGT ที่ตอบสนองได้ดีในทุกย่านความเร็วด้วยเทอร์โบเพียงลูกเดียว ให้การเร่งแซงฉับไว และนุ่มนวล รวมถึงอินเตอร์คูเลอร์ระบายความร้อนด้วยนํ้า และระบบหมุนเวียนไอเสียกลับมาเผาไหม้ใหม่แบบแรงดันตํ่าที่ลดการใช้เชื้อเพลิง และมลพิษ
พละกําลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวทันเมตร ให้อัตราเร่งฉับไว ทํางานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะรุ่นใหม่ ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่น พร้อม Sport Mode และ Paddle Shift เพิ่มความคล่องตัว และความสนุกในการควบคุมรถทุกเส้นทาง
โครงสร้างตัวถังรถแบบขั้นบันได (Ladder Frame) ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ให้มีความทนทานยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูง ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งต่อแรงบิด และแรงดัด ส่งผลให้ตัวรถมีเสถียรภาพในการควบคุม และเสริมสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด
ระบบกันสะเทือนด้านหน้าอิสระ แบบปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ติดตั้งในตําแหน่งสูง ทํางานร่วมกับระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบไฟว์ลิงค์ ทอร์คอาร์ม พร้อมเหล็กกันโคลง ให้ระยะยืด-ยุบที่กว้าง ส่งผลให้ล้อสามารถสัมผัสพื้นถนนได้อย่างมั่นคง แม้ในสภาพเส้นทางที่ท้าทาย
นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน Super-All Wheel Control (S-AWC) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II (SS4-II) เอกสิทธิ์ของ Mitsubishi Motors ที่ประสานการทํางานของระบบพื้นฐานในการควบคุมรถ ทั้งการเร่ง การเข้าโค้ง และการเบรค ช่วยเสริมเสถียรภาพ การควบคุม การตอบสนองของรถให้เป็นธรรมชาติในทุกการขับขี่ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II (SS4-II) ที่จะพาคุณผ่านทุกอุปสรรค
ระบบ Super Select 4WD-II (SS4-II) ให้ผู้ขับขี่เลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพพื้นผิว และสถานการณ์ในการขับขี่ อาทิ
• 2H: ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ควบคุมรถได้ง่าย และแม่นยํา เหมาะสําหรับการขับขี่บนถนนทั่วไปในชีวิตประจําวัน
• 4H: ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลล์ไทม์ กระจายแรงบิดระหว่างเพลาหน้า-หลังในอัตราส่วน 40:60 ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน เหมาะสําหรับการขับขี่บนถนนเปียกลื่น
• 4HLC: ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์ ลอคเพลาขับหน้า-หลังเข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะบนพื้นผิวที่สมบุกสมบัน
• 4LLC: ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมลอคเพลาขับหน้า-หลัง และใช้อัตราทดเกียร์ตํ่า ให้แรงขับเคลื่อนสูงในช่วงความเร็วตํ่า เหมาะสําหรับเส้นทางทุรกันดาร พื้นโคลน หรือเส้นทางที่มีเนินสลับ และทางลาดชัน
ระบบ Super-All Wheel Control (S-AWC) ยังทํางานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลล์ไทม์ (4H) เข้ากับระบบควบคุมการขับเคลื่อน และสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control-AYC) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล (Active Stability and Traction Control-ASTC) และระบบป้องกันล้อลอคขณะเบรค (Anti-Lock Braking System-ABS) ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย มั่นใจ และสะดวกสบาย ในหลากหลายสภาพอากาศ และเส้นทาง
ส่วนโหมดการขับขี่มีให้เลือก 7 รูปแบบ ได้แก่ Normal, ECO, Gravel, Snow, Mud, Sand และ Rock ได้รับการปรับให้เหมาะกับสภาพเส้นทางที่แตกต่างกัน ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถ และเดินทางได้อย่างมั่นใจบนพื้นผิวถนนที่หลากหลาย
เสริมสมรรถนะการขับขี่ด้วยระบบ Active LSD เพื่อช่วยลดอาการล้อหมุนฟรีบนพื้นผิวลื่น หรือเมื่อล้อข้างใดข้างหนึ่งสูญเสียการยึดเกาะ ด้วยการส่งแรงเบรคไปยังล้อที่สูญเสียการยึดเกาะ และถ่ายแรงขับเคลื่อนไปยังล้อที่ยังมีการยึดเกาะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะบนเส้นทางที่หลากหลาย รวมถึงระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control-HDC) ที่ช่วยควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติบนทางชัน หรือพื้นลื่น และทํางานได้ขณะถอยหลัง เพื่อให้รถเคลื่อนตัวได้อย่างมั่นคง
All New Mitsubishi Pajero มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน โดยอาศัยการตรวจสอบสภาพแวดล้อมตัวรถจากกล้อง, เซนเซอร์ และเรดาร์ ซึ่งทํางาน และมีสัญญาณเตือนผู้ขับขี่ เมื่อเกิดสภาวะฉุกเฉิน หรือต้องระมัดระวัง เช่น
• ระบบลอคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control-ACC)
• ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning-BSW)
• ระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Lane Change Assist-LCA)
• ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation-FCM)
• ระบบคาดการณ์การชนซ้อนสองคันข้างหน้า (Predictive Forward Collision Warning-PFCW)
• ระบบเตือน และป้องกันการออกนอกเลน (Land Departure Prevention/Land Departure Warning-LDP/LDW)
• ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification-LCDN)
• ระบบเตือนเมื่อมีรถวิ่งตัดผ่านด้านหน้า (Front Cross Traffic Alert-FCTA)
• ระบบเตือนด้านหลัง ขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert-RCTA)
• ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน ในกรณีเหยียบคันเร่งผิดพลาด (Emergency Assist for Pedal Misapplication-EAPM)
• กล้องมองภาพรอบคัน พร้อมมุมมองใต้พื้นรถด้านหน้า (Multi Around Monitor with Hood Transparent View-MAM)
• ระบบตรวจจับวัตถุเคลื่อนที่ (Moving Object Detection-MOD)
• ระบบเบรคอัตโนมัติขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Brake-RCTB)
• ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keep Assist-LKA)
• ระบบจดจําป้ายจราจร (Traffic Sign Recognition-TSR)
นอกจากนี้ ยังติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยเชิงป้องกันด้วยถุงลม 7 ตําแหน่ง ได้แก่ ด้านหัวเข่าคนขับ ผู้โดยสารตอนหน้า ด้านข้าง และม่านถุงลม อีกทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยพื้นฐาน 22 ระบบ ให้ทุกคนภายในห้องโดยสารได้เดินทางอย่างอุ่นใจไร้กังวล
และเสริมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ MI-Pilot สั่งการได้ง่ายเพียงกดสวิทช์บนพวงมาลัย ผสานการทํางานระหว่างระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control-ACC) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keep Assist-LKA) ช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า พร้อมควบคุมตําแหน่งรถให้อยู่ใกล้แนวกึ่งกลางของช่องทางเดินรถอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ Mitsubishi Connect คือ ระบบเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่กับรถยนต์ ช่วยสนับสนุนการใช้งานในชีวิตประจําวัน ตั้งแต่บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน, การขอความช่วยเหลือบนท้องถนน ไปจนถึงการตรวจสอบ และควบคุมฟังค์ชันต่างๆ ของรถจากระยะไกล ให้ผู้ขับขี่เข้าถึงข้อมูล และบริการที่จําเป็นได้สะดวกยิ่งขึ้น อาทิ
• ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อเกิดการชน (Automatic Collision Notification)
• ระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน SOS ผ่านตัวรถ (SOS Emergency Assistance-eCALL)
• ระบบขอความช่วยเหลือบนถนน (Roadside Assistance-bCALL)
• ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถถูกโจรกรรม (Stolen Vehicle Notification)
• ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถถูกลาก หรือยก (Tow-Away Notification)
• ระบบแจ้งเตือนสถานการณ์ลอคประตู และกระจกหน้าต่าง (Door Lock and Window Remider Alerts)
• ระบบควบคุมระบบปรับอากาศจากระยะไกล (Remote Climate Control)
• รายงานสถานะรถยนต์ (Vehicle Status Report)
• ระบบสั่งเปิดสัญญาณไฟ และเสียงแตรจากระยะไกล (Remote Horn/Light)
• ระบบระบุตําแหน่งรถยนต์ (Car Finder)
• บริการช่วยเหลือข้อมูล (Information Assitance-iCall)
• ระบบบันทึก และตรวจสอบระยะทางขับขี่ (Mileage Tracker)
เรามีโอกาสขับทั้งรุ่นทอพ Super Exceed และรุ่นรองทอพ GSR รถทั้ง 2 รุ่นมีข้อแตกต่างกันพอสมควร ในรุ่นทอพ กระจังหน้าแบบรังผึ้ง ส่วนรุ่นรองทอพ และรุ่นเริ่มต้น GLS กระจังหน้าแบบเส้นแนวนอน คล้ายหน้ากาก Kendo, รุ่นทอพ มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และแผ่นการ์ดกันกระแทกใต้ท้องรถ แต่รุ่นรองทอพ และรุ่นเริ่มต้นไม่มี ส่วนล้ออัลลอยขนาดจะไม่เท่ากัน โดยรุ่นเริ่มต้นได้ล้อขนาด 18 นิ้ว มาพร้อมยาง 255/55 R18 อีก 2 รุ่นจะได้ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางขนาด 255/55 R20
ส่วนสีสันของภายในห้องโดยสาร รุ่นทอพตกแต่งโทนน้ำตาลดำแบบทูโทน รุ่นรองทอพ และรุ่นเริ่มต้นได้ภายในห้องโดยสารสีดำ หน้าจอ LED ขนาดต่างกันเล็กน้อย โดยรุ่นทอพ หน้าจอดูอัลขนาด 14.3 นิ้ว รุ่นทอพ และรุ่นเริ่มต้นจอขนาด 12.3 นิ้ว
สิ่งที่พบจากการทดลองขับ พบว่าอัตราเร่งแซงของทั้ง 2 รุ่น ไม่แตกต่างกัน เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบเดี่ยว 2.4 ลิตร ให้กำลังสุงสุด 204 แรงม้า ที่ 3,500 รตน. แรงบิด 480 นิวทันเมตร ที่ 1,750-2,500 รตน. ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ให้ความไหลลื่นดีมาก มีแค่จังหวะออกตัว ที่วิศวกรปรับแต่งคันเร่งให้มีจังหวะกระชากนิดหน่อย สิ่งที่ชอบมาก คือ การปรับเซทระบบรองรับที่ทำได้ดีมาก ไม่ย้วย ไม่ยวบยาบ เป็นช่วงล่างที่มีความนุ่มหนึบเกาะถนน ซับแรงกระแทก และลดอาการเด้งตามรอยต่อถนน หรือคอสะพาน ในเส้นทางลูกรัง รับรู้ได้เลยว่า All New Pajero ถูกเซทช่วงล่างมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ
พวงมาลัยไฟฟ้าให้น้ำหนักที่เหมาะมือมาก ไม่เบาจนเกินไป ทำให้เราควบคุมรถที่มีความยาวตัวถังเกือบ 5 ม. ได้แบบสบายๆ แถมยังมีวงเลี้ยวแคบสุดแค่ 5.8 ม.
และต้องชื่นชมทีมวิศวกรที่บรรจงตกแต่งภายในห้องโดยสารได้เนียนตาจริงๆ ความคมชัดของจอ กราฟิคที่ใช้ดูง่าย สบายตา เพราะจอสามารถปรับแสงได้ตามช่วงเวลาของวันแบบเรียลไทม์, หน้าจอดีไซจ์นมาตรวัด 3 ช่องของรุ่นก่อน ถูกนำมาตีความใหม่ ทำให้ดูทันสมัยมากขึ้น และขอชมว่าปุ่มบังคับควบคุมที่ใช้งานบ่อย จะถูกแยกออกมาอย่างชัดเจน ดีไซจ์นให้ใช้งานง่าย เช่น ปุ่มปรับระบบปรับอากาศ, ปุ่มปรับระดับเสียง, ปุ่มสัญญาณไฟฉุกเฉิน และอื่นๆ สรุปโดยรวม All New Pajero Gen.5 คันนี้ ทำออกมาได้ดีมาก ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย เป็นรถเอสยูวีกลุ่ม D-Segment ที่น่าสนใจ กลับมาครั้งนี้เขามีฟีเจอร์ดีๆ เต็มคันจริงๆ
All New Mitsubishi Pajero มี 3 รุ่นให้เลือก ได้แก่ GLS 2WD, GSR 2WD และรุ่น Super Exceed 4WD สีรถมีให้เลือกทั้งแบบทูโทน และโมโนโทน รวม 8 สี โดยมีสีไฮไลท์ 2 สี ได้แก่ สี Armor Copper และสี Phantom Blue
สำหรับราคาจำหน่าย จากความเห็นส่วนตัวผมคาดการณ์ว่า รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ประมาณ 1.4-1.6 ล้านบาท ส่วนรุ่นทอพขับเคลื่อน 4 ล้อ ประมาณ 1.9 ล้านบาท เราต้องรอลุ้นว่า Mitsubishi จะเปิดราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ที่ราคาเท่าใด ?
......................................................................................................................
Leapmotor ตั้ง Leapmotor Thailand ทำตลาดไทย
Leapmotor ตั้ง Leapmotor Thailand บริหารงานในประเทศไทย ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การขาย และการดูแลเครือข่ายผู้จำหน่าย การตลาด การบริหารอะไหล่ และลอจิสติคส์ รวมไปถึงบริการหลังการขาย
การปรับรูปแบบการบริหารครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ทีมงานในประเทศไทยสามารถทำงานใกล้ชิดกับตลาด เครือข่ายผู้จำหน่าย และลูกค้าได้มากขึ้น ช่วยให้การตัดสินใจ การสนับสนุนเครือข่าย และการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทำได้รวดเร็ว และคล่องตัวยิ่งขึ้น
Liam Liu General Manager, Leapmotor Thailand กล่าวว่า ทิศทางของ Leapmotor Thailand ต่อจากนี้จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะด้านการขายเท่านั้น แต่จะครอบคลุมการดำเนินงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทั้งเครือข่ายผู้จำหน่าย และลูกค้าโดยตรงมากขึ้น ตั้งแต่การบริหารงานขาย และการตลาด ไปจนถึงระบบอะไหล่ ลอจิสติคส์ และบริการหลังการขาย
การเพิ่มบทบาทของทีมงานในประเทศไทยจะช่วยให้แต่ละส่วนสามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น ตั้งแต่การรับฟังเสียงจากตลาดในประเทศ และลูกค้า การสนับสนุนเครือข่ายผู้จำหน่าย ไปจนถึงการดูแลลูกค้าหลังส่งมอบรถ โดย Leapmotor Thailand วางแนวทางการดำเนินงานหลักไว้ดังนี้
ด้านการขาย Leapmotor Thailand จะเข้ามาทำงานร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายในประเทศไทยอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ตั้งแต่การวางแผน และจัดสรร การสนับสนุนการขาย ไปจนถึงการรับฟังข้อมูล และข้อเสนอแนะจากตลาด การเชื่อมโยงระหว่างบริษัท และเครือข่ายผู้จำหน่ายโดยตรงมากขึ้น จะช่วยให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ของตลาด และความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ทำได้รวดเร็วขึ้น
ด้านการตลาด Leapmotor Thailand จะเข้ามาดูแลการสื่อสาร และกิจกรรมทางการตลาดในประเทศมากขึ้น ครอบคลุมทั้งการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แคมเปญผลิตภัณฑ์ โปรโมชัน สื่อดิจิทอล และโซเชียลมีเดีย ตลอดจนกิจกรรมสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น Motor Expo, มอเตอร์โชว์ และกิจกรรมอื่นๆ
แนวทางนี้จะช่วยให้การสื่อสารของ Leapmotor สามารถปรับให้เข้ากับตลาด พฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้รวดเร็ว และเหมาะสมยิ่งขึ้น
เสริมความพร้อมด้านอะไหล่ และลอจิสติคส์
อีกหนึ่งส่วนสำคัญ คือ การเตรียมยกระดับระบบอะไหล่ และลอจิสติคส์สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่การนำเข้าอะไหล่ การจัดเก็บ และบริหารคลังสินค้า ไปจนถึงการกระจายอะไหล่ให้แก่เครือข่ายผู้จำหน่าย Leapmotor Thailand ต้องการเพิ่มความคล่องตัวของระบบจัดส่งอะไหล่ เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของศูนย์บริการ และรองรับจำนวนรถ Leapmotor ในประเทศไทย ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต
ยกระดับบริการหลังการขาย และการดูแลลูกค้า
ในส่วนของบริการหลังการขาย Leapmotor Thailand จะเข้ามาดูแลเครือข่ายอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งด้านมาตรฐานการบริการ การสนับสนุนผู้จำหน่าย ความพร้อมของอะไหล่ และการดูแลลูกค้าหลังส่งมอบรถ เป้าหมายสำคัญ คือ ทำให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่รับรถไปจนตลอดระยะเวลาการใช้งาน
เตรียมยกระดับการรับประกัน
Leapmotor Thailand อยู่ระหว่างเตรียมรายละเอียดนโยบายบริการหลังการขายเพิ่มเติม โดยมีแนวทางครอบคลุมการรับประกันคุณภาพตัวรถนาน 8 ปี หรือ 150,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน พร้อมการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าหลัก 3 ส่วน ได้แก่ แบทเตอรี มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบควบคุมไฟฟ้า ตลอดอายุการใช้งานสำหรับเจ้าของรถคนแรก ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นรถที่เข้าร่วม เงื่อนไข และหลักเกณฑ์การรับประกันต่างๆ จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในงานเปิดตัว B03X ในประเทศไทย
จากการเปิดตลาด สู่การวางรากฐานธุรกิจระยะยาวในไทย
เมื่อมองภาพรวม การปรับรูปแบบการบริหารครั้งนี้เป็นอีกก้าวของ Leapmotor ในประเทศไทย จากช่วงเริ่มต้นของการสร้างตลาด มาสู่การเพิ่มบทบาทของทีมงานในประเทศ เพื่อดูแลทั้งการขาย การตลาด อะไหล่ และลอจิสติคส์ รวมถึงบริการหลังการขายได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เป้าหมาย คือ การสร้างระบบการทำงานที่คล่องตัวขึ้น เชื่อมโยง Leapmotor กับเครือข่ายผู้จำหน่าย และลูกค้าชาวไทยได้โดยตรงมากขึ้น และรองรับการเติบโตของแบรนด์ในประเทศไทยในระยะยาว
Leapmotor Thailand จะเดินหน้ากิจกรรมด้านผลิตภัณฑ์ และตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยหมุดหมายสำคัญถัดไป คือ การเปิดตัว Leapmotor B03X อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ตุลาคม 2569
......................................................................................................................
The M.O.V.E. by Honda ยกมอเตอร์สปอร์ทไว้ใจกลางเมือง
The M.O.V.E. by Honda ศูนย์ประสบการณ์จาก Honda ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนค้นหาแรงบันดาลใจผ่านกิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่างๆ เทคโนโลยี และประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ ชวนทุกคนสัมผัสประสบการณ์ความสนุกครั้งใหม่กับธีมพิเศษ “The Racing Playground Challenge: Unleash Your Sport DNA”
พลิกโฉมพื้นที่ทั้งหมดให้กลายเป็นโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ท พร้อมการจัดแสดงรถแข่งระดับแชมพ์ กิจกรรมสุดสนุก และการถ่ายทอดสดการแข่งขันระดับโลก เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสจิตวิญญาณแห่งความท้าทาย และความเร้าใจในแบบฉบับของ Honda ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2569
ธีม Racing Playground เปิดตัวอย่างเป็นทางการ กับงาน First M.O.V.E. First Race ซึ่งได้รับสีสันจาก 9214KIDS เด็กทเรนีจากค่าย Sonary Music ที่มาร่วมสร้างความสนุกผ่านกิจกรรมต่างๆ พร้อมพบปะแฟนๆ อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคึกคัก และพลังแห่งมอเตอร์สปอร์ท
ภายใต้ธีม Racing Playground ผู้เข้าชมจะได้พบกับการปรับเปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงครั้งใหญ่ พร้อมยกทัพรถแข่ง รถแข่งเยาวชน รถยนต์แข่งขัน และรถรุ่นพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ทรวม 11 คัน มาจัดแสดงใน 2 โซนหลัก
โซนจัดแสดงรถจักรยานยนต์ไฮไลท์
ถอดรหัสจาก DNA รถสนามแข่ง ที่สร้างประวัติศาสตร์ ในรายการแข่งขันระดับโลก ตั้งแต่รถแข่งรุ่นเล็กในระดับเอเชีย ต่อยอดไปจนถึงโมเดลที่ใช้ในการแข่งขันในระดับโลกอย่าง "FIM Superbike World Championship" ที่ Honda ส่ง ก้อง สมเกียรติ จันทรา อดีตนักบิด MotoGP ชาวไทย ลงแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลภายใต้ทีมโรงงาน HRC มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด
-HRC WSBK-“ก้อง” สมเกียรติ จันทรา Replica
-HRC JMX-“นีโม” จิรัฏฐ์ วรรณลักษณ์ Replica
-Honda Racing Thailand-ARRC ASB1000 Display Bike
-Honda Racing Thailand-ARRC SS600 Display Bike
-Honda Racing Thailand-ARRC AP250 Display Bike
-Moto3 Junior-เกียรติศักดิ์ สิงห์หะพงษ์ Replica
-Moto4 Asia Replica
-Thailand Talent Cup
-New Honda Monkey FTR Limited Edition
โซนจัดแสดงรถยนต์ไฮไลท์
พบกับ 2 ซีดานรุ่นยอดนิยม Honda Civic จากศึกดวลความเร็วทางเรียบ Honda One Make Race ที่ส่งตรงจากสนามแข่งมาให้แฟนมอเตอร์สปอร์ทได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อม Honda City ตกแต่งในคอนเซพท์ HRC ที่ถ่ายทอด DNA Racing Spirit แบบฉบับ Honda สู่ความสปอร์ทที่เข้าถึงได้ในรถยนต์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
Honda Civic One Make Race ส่งตรงจากสนามแข่งให้แฟนมอเตอร์สปอร์ทได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด กับ Honda Civic One Make Race รถแข่งที่พัฒนาต่อยอดจากสปอร์ทซีดานระดับไอคอนของ Honda สู่สเปคเวอร์ชันสำหรับการแข่งขันในศึกดวลความเร็วทางเรียบ Honda One Make Race โดย GPI Motorsport ผ่านการอัพเกรดสมรรถนะในด้านต่างๆ อาทิ เครื่องยนต์ กล่อง ECU เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และระบบช่วงล่างสเปคสนามแข่ง พร้อมอุปกรณ์เสริมสมรรถนะรอบคันหลากหลายไอเทม เพื่อรีดศักยภาพการขับขี่ และความเร้าใจอย่างเต็มพิกัด
Honda City HRC Concept ซิทีคาร์ที่อัพลุคดุดันสไตล์สปอร์ท ด้วยแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่ง Honda Racing ถ่ายทอด DNA ของ HRC สู่สไตล์ Street Racing ที่โดดเด่นสะดุดทุกสายตาด้วยการแรพฟีล์มเปลี่ยนสีรถยนต์ และกราฟิคสติคเกอร์ในโทนสีเอกลักษณ์ของ HRC เสริมความสปอร์ทด้วยชุดแอโรพาร์ทรอบคัน พร้อมปรับลุคโหลดเตี้ย สะท้อนลุคสปอร์ทปราดเปรียวพร้อมพุ่งทะยานในทุกเส้นทาง
โดยรถจัดแสดงทั้งหมดสะท้อนความหลากหลายของโลกมอเตอร์สปอร์ท ตั้งแต่รถแข่งระดับโลก รถแข่งสำหรับพัฒนานักแข่งเยาวชน ไปจนถึงรถต้นแบบ และรถรุ่นพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณ Honda Racing ถ่ายทอด DNA ของ HRC จากสนามแข่งสู่การใช้งานบนท้องถนน พร้อมสะท้อนความสนุก ความท้าทาย นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี และความมุ่งมั่นของ Honda ในการผลักดันวงการมอเตอร์สปอร์ทตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงเวทีการแข่งขันระดับโลก
ผู้เข้าชมสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรม “Racing Playground Challenge” ที่ให้ทุกคนได้ท้าทายความสามารถ และปลดปล่อย DNA นักแข่งในตัวเอง ผ่านภารกิจ และเกมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ท ไม่ว่าจะเป็น Race Warm-Up Challenge, Future Ride Simulator Challenge, Racetrack Challenge และ F1 Spirit Challenge รวมถึงกิจกรรมพิเศษอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ความสนุกให้แก่ผู้เข้าร่วมทุกวัย
แฟนมอเตอร์สปอร์ท The M.O.V.E. by Honda ยังเปิดพื้นที่รับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขัน MotoGP และ Formula 1 บนจอขนาดใหญ่แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ให้ทุกคนได้ร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ และสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันไปพร้อมกันในคอมมูนิทีของคนรักความเร็ว
นอกจากนี้ เตรียมพบกับกิจกรรม Meet & Greet สุดพิเศษกับนักแข่งจาก HRC “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา และ “นีโม” จิรัฏฐ์ วรรณลักษณ์ ในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: The M.O.V.E. by Honda | Bangkok
ร่วมสัมผัสโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ท สนุกกับกิจกรรมสุดสนุก ท้าทาย และเชียร์การแข่งขันระดับโลกไปด้วยกันได้ที่ The M.O.V.E. by Honda เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10:00-22:00 น. ที่ศูนย์การค้า Emsphere ตึก EM Glass ชั้น G
......................................................................................................................
M18 Mobility ทุ่มงบ 80 ล้าน เปิดโชว์รูม GAC
M18 Mobility ลงทุนกว่า 80 ล้านบาท ขยายเครือข่ายการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดโชว์รูม และศูนย์บริการครบวงจรแห่งใหม่ “GAC M18 Mobility” ณ ธัญบุรี คลอง 2 จังหวัดปทุมธานี พร้อมศูนย์บริการซ่อมสี และตัวถัง (Body & Paint Center) ภายใต้มาตรฐาน GAC เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ให้กับลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ M18 Mobility ในการพัฒนาเครือข่ายบริการหลังการขายเพื่อรองรับฐานผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
มาโนช ปฐมวรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เอ็ม 18 โมบิลิตี้ จำกัด กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าตลอดอายุการใช้งานรถยนต์ โดยมองว่าความสำเร็จของธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดจำหน่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาพร้อมกับบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ ครบวงจร และสามารถดูแลลูกค้าได้ในทุกสถานการณ์
“M18 Mobility เชื่อว่าความสำเร็จของธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้วัดกันที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความมั่นใจที่ลูกค้ามีตลอดอายุการใช้งานรถ เราจึงพัฒนาศูนย์ธัญบุรีขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ในการสร้างระบบนิเวศการดูแลรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ที่รวมทั้งการจำหน่ายรถยนต์ การบริการหลังการขาย และบริการซ่อมสี และตัวถังไว้ในสถานที่เดียว เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับรถ จะมีทีมงานที่พร้อมดูแลอย่างครบถ้วนเสมอ”
โชว์รูม และศูนย์บริการแห่งใหม่ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพย่านธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างกรุงเทพฯ และจังหวัดโดยรอบ รองรับการขยายตัวของชุมชนเมือง และจำนวนผู้ใช้รถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย M18 Mobility วางบทบาทให้ศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการให้บริการสำหรับลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ ปริมณฑล และภาคกลางตอนบน
ศูนย์ธัญบุรี คลอง 2 จะทำหน้าที่เป็นจุดบริการหลักสำหรับลูกค้าในพื้นที่ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครนายก รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยให้สามารถเข้าถึงบริการมาตรฐาน GAC ได้สะดวกยิ่งขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกซื้อรถยนต์ใหม่ การตรวจเชคตามระยะ การซ่อมบำรุงทั่วไป การดูแลระบบรถยนต์ไฟฟ้า การซ่อมบำรุงแบทเตอรี การใช้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า ตลอดจนงานซ่อมสี และตัวถัง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าสู่ศูนย์บริการในกรุงเทพฯ ชั้นใน ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง และเพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการหลังการขายอย่างครบวงจร
โครงการดังกล่าวใช้งบลงทุนรวมกว่า 80 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโชว์รูม ศูนย์บริการหลังการขาย และศูนย์ซ่อมสี และตัวถังภายใต้มาตรฐาน GAC พร้อมเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องมือเฉพาะทาง และระบบการให้บริการ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ และจังหวัดใกล้เคียง
ด้านศักยภาพการให้บริการ บริเวณศูนย์บริการประกอบด้วย Service Building จำนวน 12 ช่องซ่อม สำหรับงานตรวจเชค และซ่อมบำรุงทั่วไป รวมถึง ศูนย์บริการซ่อมสี และตัวถัง (Body & Paint Center) จำนวน 15 ช่องซ่อม พร้อมแท่นดึงตัวถัง และห้องพ่น-อบสีมาตรฐาน รองรับงานซ่อมตัวถัง และสีตามมาตรฐาน GAC เพื่อยกระดับคุณภาพงานบริการ และสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าตลอดอายุการใช้งานรถยนต์
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของศูนย์แห่งนี้ คือ บริการซ่อมสี และตัวถัง (Body & Paint Center) ภายใต้มาตรฐาน GAC ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับงานซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ด้วยทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการอบรม และรับรองตามมาตรฐาน GAC พร้อมอุปกรณ์ เครื่องมือ และกระบวนการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพงานซ่อมให้แก่ลูกค้า สามารถรองรับรถเข้ารับบริการได้ประมาณ 50-100 คัน/เดือน และมีแผนขยายขีดความสามารถเป็น 150-200 คัน/เดือน ตามการเติบโตของฐานลูกค้า และความต้องการด้านบริการหลังการขายในอนาคต
M18 Mobility วางแนวทางการให้บริการภายใต้แนวคิด GAC Mobility Hub ที่มุ่งดูแลลูกค้าตลอดอายุการใช้งานรถยนต์ ครอบคลุมตั้งแต่การจำหน่ายรถยนต์ การบริการหลังการขาย การตรวจเชคตามระยะ งานซ่อมบำรุงทั่วไป การดูแลระบบรถยนต์ไฟฟ้า และแบทเตอรี ตลอดจนงานซ่อมสี และตัวถัง โดยศูนย์ธัญบุรี คลอง 2 ได้รับการออกแบบให้รวมทุกบริการสำคัญไว้ในสถานที่เดียว รองรับรถยนต์ GAC ทุกรุ่น พร้อมให้บริการซ่อมสี และตัวถังสำหรับรถยนต์ทุกยี่ห้อ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนของการเป็นเจ้าของรถยนต์
อีกหนึ่งจุดแข็งของศูนย์ คือ ความพร้อมด้านอะไหล่ และการสนับสนุนงานซ่อม โดยเชื่อมโยงกับระบบคลังอะไหล่ของ GAC ที่มีอะไหล่มากกว่า 120,000 รายการ สามารถจัดส่ง และเบิกใช้งานได้ภายใน 3-7 วันทำการ ช่วยลดระยะเวลาการรอคอย และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนเปิดให้บริการศูนย์ GAC Mobility Hub ที่มาพร้อมเทคโลโนยี Battery-Swapping บริการใหม่ล่าสุดสำหรับประเทศไทย และศูนย์ซ่อมแบทเตอรีเพิ่มเติมภายในปีนี้ ที่จะทำให้ GAC M18 ธัญบุรี คลอง 2 เป็นศูนย์ GAC ที่มีความครบครันที่สุดในภูมิภาค เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว
นอกจากนี้ ศูนย์ยังรองรับงานเคลมประกันจากบริษัทประกันภัยทุกแห่ง โดยมีความร่วมมือกับพันธมิตรประกันภัยชั้นนำ พร้อมบริการรถทดแทนระหว่างซ่อมสำหรับลูกค้าที่เข้ารับบริการงานซ่อมสี และตัวถัง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม อาทิ สถานีชาร์จไฟฟ้า iGreen+ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าในทุกมิติของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า
มาโนช กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีการแข่งขันที่เข้มข้นทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความแตกต่าง และความยั่งยืนให้แก่แบรนด์ในระยะยาว คือ คุณภาพของบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้จริงตลอดอายุการใช้งานรถยนต์
“บริการหลังการขายจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่างในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ การลงทุนในโชว์รูม และศูนย์บริการครบวงจรแห่งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ M18 Mobility ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการควบคู่ไปกับการเติบโตของตลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า และยกระดับมาตรฐานการดูแลรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”
ศูนย์บริการ GAC M18 ธัญบุรี คลอง 2 พร้อมรองรับลูกค้ากรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมถึงจังหวัดตามแนวเส้นทางสายเหนือ และสายตะวันออก เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการมาตรฐาน GAC ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
......................................................................................................................
Triumph เผยโฉมรถจักรยานยนต์ 4 รุ่นใหม่ ปี 2027
Triumph Motorcycles เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ 4 รุ่น หนึ่งในนั้น คือ รถจักรยานยนต์ที่ทุกคนจับตารอคอยอย่างรุ่น Bonneville T40 และ Bonneville T40 Black ใหม่ล่าสุด ซึ่งมาพร้อมเครื่องยนต์ TR Series ขนาด 400 ซีซี รุ่นใหม่ ผสานดีไซจ์นอันเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของ Bonneville รุ่นต้นแบบแห่งตำนาน พร้อมมอบท่านั่งที่ผ่อนคลาย เทคโนโลยีเหนือระดับในคลาสส์ และความพิถีพิถันในทุกรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Bonneville
ขณะที่ Tiger 1200 รุ่นใหม่ มีกำหนดเปิดตัวในประเทศไทยเร็วๆ นี้ โดยภาพที่เผยออกมาแสดงให้เห็นถึงดีไซจ์นใหม่ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ โดยไทรอัมพ์ยืนยันว่าขุมพลังเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1,200 ซีซี ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ จะมอบสมรรถนะ และความนุ่มนวลในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง และระบบกันสะเทือนที่มีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เคยติดตั้งบนรถจักรยานยนต์ Triumph
พร้อมกันนี้ Triumph เผยรายละเอียดข้อมูลจำเพาะของรถจักรยานยนต์ตระกูล Roadster อย่าง Street Triple 798 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 798 ซีซี ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นสำหรับการแข่งขันรายการ Moto2 ฤดูกาล 2027 พร้อมยืนยันว่า Street Triple 798 จะมาพร้อมสเปคที่เน้นสมรรถนะมากกว่ารุ่นก่อน
ทั้ง Tiger 1200 รุ่นใหม่ และ Street Triple 798 เตรียมเผยโฉมคันจริงให้ได้สัมผัสเป็นครั้งแรกในงาน EICMA ประเทศอิตาลี และในงาน Motorcycle Live ที่จัดขึ้นในสหราชอาณาจักร
รถจักรยานยนต์รุ่นสุดท้ายที่จะเผยโฉม คือ Tiger 900 รุ่นใหม่ ซึ่งมาพร้อมเครื่องยนต์อันทรงพลัง และได้รับการปรับปรุงให้มีความนุ่มนวลยิ่งขึ้น พร้อมอัพเกรดโครงรถ เพิ่มเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ และติดตั้งระบบการเชื่อมต่อเจเนอเรชันใหม่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม Bonneville T40 รวมถึง Street Triple 798 และ Tiger 900 โฉมใหม่ ยังไม่มีกำหนดเปิดตัวในประเทศไทย ส่วน Tiger 1200 โฉมใหม่ มีกำหนดเปิดตัวในประเทศไทยเร็วๆ นี้
นิค เบลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด Triumph Motorcycles กล่าวว่า เรามีรถจักรยานยนต์รุ่นสำคัญเตรียมเปิดตัวถึง 4 รุ่น โดยเริ่มต้นด้วย Bonneville T40 รุ่นใหม่ นับเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เผยโฉมให้ผู้ขับขี่ได้เห็นก่อนใครถึงรถรุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเรากำลังเตรียมเผยรายละเอียดของรถจักรยานยนต์ แต่ละรุ่นให้ทุกคนได้สัมผัสเร็วๆ นี้
.........................................................................................................................................
ThaiGP 2027 เปิดขายบัตรพร้อมกันทั่วโลก 3 พย.
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เตรียมจัดงานแถลงข่าวการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมพ์โลก MotoGP สนามที่ 1 ประจำปี 2027 ในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 25 การกีฬาแห่งประเทศไทย (หัวหมาก) กรุงเทพฯ ผนึกพันธมิตรประกาศความพร้อมการจัดการแข่งขัน และเปิดจำหน่ายบัตรพร้อมกันทั่วโลก ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป
ขณะที่ฝ่ายจัดการแข่งขันเผยทิศทางการเป็นเจ้าภาพในปีแรกของสัญญาฉบับใหม่ 2027-2031 มุ่งสร้างมาตรฐานการจัดงาน และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แฟนมอเตอร์สปอร์ทจากทั่วโลก มากกว่าการแข่งขัน สร้างสถิติยอดขายบัตร พร้อมใช้โอกาสการเป็นสนามเปิดฤดูกาล MotoGP เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน นำเสนอศักยภาพ และเสน่ห์ของประเทศไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก
ความเคลื่อนไหวของการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมพ์โลก “MotoGP” สนามประเทศไทย ล่าสุด ThaiGP 2027 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2570 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิท จ.บุรีรัมย์ โดยประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสนามเปิดฤดูกาล และจัด Pre Season Test ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และเป็นสนามแรกของโลกที่จะเปิดฉากการแข่งขันภายใต้กฎเทคนิคใหม่ของ MotoGP ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ฤดูกาล 2027
ปี 2027 ยังเป็นปีแรกของสัญญาฉบับใหม่ Grand Prix of Thailand ระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2027-2031 หลังประเทศไทยประสบความสำเร็จในการจัดการแข่งขัน และได้รับความไว้วางใจให้เดินหน้าต่อเนื่องอีกหนึ่งวาระ โดยในช่วงสัญญาใหม่นี้ ฝ่ายจัดวางเป้าหมายให้ MotoGP สร้างผลลัพธ์กลับคืนสู่ประเทศได้มากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยผ่านเวทีกีฬาระดับโลก
โปรดปราน สมานมิตร ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ThaiGP พิสูจน์ให้เห็นถึงความนิยมที่แข็งแกร่งในประเทศไทย ทั้งยอดผู้ชมในสนาม และกระแสตอบรับจากแฟนความเร็ว โดยเฉพาะบัตร Grandstand ที่ได้รับความสนใจอย่างสูงทุกครั้งที่เปิดจำหน่าย
ย้อนหลัง 3 ปี บัตร Grandstand ของ ThaiGP สามารถจำหน่ายหมดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที โดยปี 2024 Sold Out ภายใน 3 นาที 12 วินาที ก่อนทำสถิติเร็วขึ้นในปี 2025 ด้วยเวลาเพียง 2 นาที 55 วินาที จากจำนวนกว่า 10,000 ที่นั่ง ขณะที่ปี 2026 ยังคง Sold Out อย่างรวดเร็วภายใน 3 นาที 21 วินาที สะท้อนฐานแฟน MotoGP ที่แข็งแกร่ง และความต้องการเข้าชมการแข่งขันสนามประเทศไทยที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ThaiGP 2026 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมงานตลอด 3 วัน จำนวน 228,228 คน สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดอื่นๆ รวมประมาณ 5,139 ล้านบาท ขณะที่การถ่ายทอดสดการแข่งขันเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกมากกว่า 800 ล้านคน ในกว่า 200 ประเทศ
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า มูลค่าของ MotoGP ที่ประเทศไทยได้รับไม่ได้อยู่เฉพาะจำนวนผู้ชมในสนาม หรือยอดจำหน่ายบัตร แต่ยังมีเม็ดเงินจากการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร การท่องเที่ยว สินค้าและบริการ รวมถึงโอกาสในการนำเสนอประเทศไทยไปยังผู้ชมทั่วโลก
“ถ้าถามว่าอยากให้บัตร Sold Out ไหม แน่นอนว่าอยากเห็น แต่ Sold Out ไม่ควรเป็นเส้นชัยของเรา เป้าหมายที่ใหญ่กว่า คือ ทุกครั้งที่ MotoGP เกิดขึ้นในประเทศไทย คนไทย และประเทศต้องได้รับประโยชน์กลับมามากที่สุด”
การเริ่มต้นสัญญาฉบับใหม่จึงต้องมองผลที่ประเทศไทยได้รับจาก MotoGP ให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ซึ่งแฟนกีฬาต่างชาติมีการเดินทาง และใช้จ่ายตั้งแต่ก่อนถึงวันแข่งขัน ขณะที่จังหวัดบุรีรัมย์ และพื้นที่โดยรอบมีโอกาสรับรายได้จากผู้ชมจำนวนมากที่เข้ามาในช่วงการแข่งขัน
ที่ผ่านมา ThaiGP มีจุดแข็งในการนำการแข่งขันระดับโลกมาผสมผสานกับเสน่ห์แบบไทย ทั้งอาหาร สินค้าท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม มวยไทย คอนเสิร์ท และกิจกรรม Fan Zone รวมถึงกิจกรรมสร้างสีสันที่ได้รับความสนใจจากสื่อ และแฟน MotoGP ในต่างประเทศ โดยปี 2027 ฝ่ายจัดเตรียมพัฒนากิจกรรมทั้งใน และนอกสนาม เพื่อกระจายการใช้จ่าย และเปิดพื้นที่ให้สินค้า บริการ และของดีจากประเทศไทยเข้าถึงแฟนมอเตอร์สปอร์ทได้มากขึ้น และมีการเตรียมการเพิ่มศิลปะวัฒนธรรมไทยเข้าไปในการจัดงานเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ขณะเดียวกัน การเป็นสนามเปิดฤดูกาลติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากวงการ MotoGP ตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะฤดูกาล 2027 ซึ่งจะเริ่มใช้รถแข่งสเปคใหม่ 850 ซีซี และกฎเทคนิคชุดใหม่พร้อมกันทั้งรายการ ทำให้ ThaiGP เป็นสนามแรกที่แฟนทั่วโลกจะได้เห็นรถแข่งยุคใหม่ลงแข่งขันจริงเพื่อชิงคะแนนสะสมชิงแชมพ์โลก
ก่อนเข้าสู่การแข่งขัน ประเทศไทยยังได้รับสิทธิ์จัด Pre Season Test ภายใต้ชื่อ Buriram Test ระหว่างวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ 2570 เปิดโอกาสให้ทีมแข่ง และนักบิด MotoGP ลงทดสอบรถสเปคใหม่ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิท ก่อนเปิดศึกชิงแชมพ์ลกสนามแรก ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม
สำหรับรายละเอียด ราคา และประเภทบัตร สิทธิประโยชน์ รวมถึงกิจกรรมสำคัญของ ThaiGP 2027 จะประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป แฟนความเร็วสามารถติดตามรายละเอียด และความเคลื่อนไหวได้ทางแฟนเพจ Chang Circuit Buriram
......................................................................................................................
Royal Enfield เปิดตัวหมวกกันนอคคอลเลคชันพิเศษ
Royal Enfield จับมือ Hedon แบรนด์หมวกกันนอคระดับพรีเมียมจากประเทศอังกฤษ เปิดตัวหมวกกันนอคแฮนด์คราฟท์คอลเลคชันพิเศษ ที่ผสานวัฒนธรรมการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์เหนือกาลเวลาเข้ากับดีไซจ์นร่วมสมัย และงานฝีมืออันประณีตในทุกรายละเอียด
Hedon เป็นที่รู้จักจากแนวทางการออกแบบอันโดดเด่น ซึ่งผสมผสานความงามแบบคลาสสิค และมุมมองสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ความร่วมมือกับ Royal Enfield ในครั้งนี้สะท้อนคุณค่าที่ทั้ง 2 แบรนด์มีร่วมกัน ทั้งความพิถีพิถันในการออกแบบ งานฝีมือคุณภาพ และจิตวิญญาณแห่งการขับขี่อย่างแท้จริง ถ่ายทอดสู่หมวกกันนอคที่เสริมเอกลักษณ์เหนือกาลเวลาของรถจักรยานยนต์ Royal Enfield ได้อย่างกลมกลืน
คอลเลคชันลิมิเทดเอดิชันนี้เปิดจำหน่ายทั่วโลกในจำนวนจำกัดเพียง 16 ใบ ประกอบด้วยหมวกกันนอคแบบเปิดหน้า 8 ใบ และแบบเต็มใบ 8 ใบ ใน 2 สไตล์ ได้แก่ Hedonist และ Heroine Racer โดยหมวกกันนอคทุกใบจะผลิตด้วยมือเฉพาะตามคำสั่งซื้อ สอดคล้องกับปรัชญาการสร้างสรรค์ชิ้นงานเฉพาะบุคคลของ Hedon เพื่อถ่ายทอดตัวตน รสนิยม และคุณค่าแห่งงานฝีมืออย่างมีเอกลักษณ์
ผู้สนใจทั่วโลกสามารถสั่งซื้อได้ทางเวบไซท์ของ Hedon นอกเหนือจากความงามด้านการออกแบบ หมวกกันนอคคอลเลคชันนี้ยังสะท้อนความมุ่งมั่นของ Hedon ในด้านคุณภาพ และความปลอดภัย ด้วยการผสานงานฝีมืออันละเอียดประณีตเข้ากับมาตรฐานการปกป้องสำหรับการขับขี่ในปัจจุบัน
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบรรจบกันของรถจักรยานยนต์คลาสสิค สไตล์การแต่งกาย และความหลงใหลในวัฒนธรรมการขับขี่ที่ทั้ง 2 แบรนด์มีร่วมกัน สู่คอลเลคชันที่สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับนักขับขี่ และนักสะสมผู้มีรสนิยม และมองเห็นคุณค่าในรายละเอียด ตั้งแต่ผู้หลงใหลในโลกของรถจักรยานยนต์ ไปจนถึงนักขับขี่ที่ให้ความสำคัญกับแฟชัน และสไตล์ คอลเลคชันนี้จึงร่วมถ่ายทอดแนวคิดที่ว่า ประสบการณ์การขับขี่อันยอดเยี่ยมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวรถ แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรม งานฝีมือ และการแสดงออกถึงตัวตนที่เติมเต็มโลกแห่งการขับขี่ให้มีความหมาย





































































