ข่าวจากสหรัฐอเมริกา ระบุว่า Mercedes-Benz เตรียมผลิตรถหัวลากพลังไฮโดรเจน สำหรับการขนส่งระยะไกล โดยใช้ฐานการผลิตของ Daimler Truck ที่ Wörth ผลิตรถหัวลาก Mercedes-Benz NextGenH2 จำนวน 100 คัน เพื่อส่งให้ลูกค้าภายในปี 2026 โครงการนี้เป็นขั้นตอนถัดจากการพัฒนารถต้นแบบ ก่อนจะนำเข้าสู่สายการผลิตในช่วงต้นทศวรรษ 2030
Mercedes-Benz NextGenH2 ยังไม่เป็นการผลิตระดับมวล แต่พัฒนาต่อจากการผลิตรถต้นแบบไปสู่การผลิตระดับมาตรฐานสำหรับลูกค้า ซึ่ง Daimler Truck ใช้ขั้นตอนนี้ เพื่อการตรวจสอบประสิทธิภาพ ทั้งความทนทาน, การซ่อมบำรุง และสถานีเติมแกส เพื่อความพร้อมสำหรับการบริการขนส่งประจำวัน
Mercedes NextGenH2 ออกแบบสำหรับการขนส่งระยะทางไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร โดยเติมแกสครั้งเดียว ซึ่งเป็นระยะเป้าหมาย ที่ได้มาจากระยะเดินทางของรถหัวลากเครื่องยนต์ดีเซลทำได้ด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถัง
Daimler Truck กำลังให้ความสนใจกับพลังงานเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเหลว (LH2) ที่มีความหนาแน่นของพลังงานมากกว่าเชื้อเพลิงแบบแกสอัด ซึ่งเหมาะสำหรับการขนส่งระยะทางไกล โดย NextGenH2 ติดตั้งถังบรรจุไฮโดรเจนเหลว 2 ถัง มีน้ำหนักรวมที่ 85 กิโลกรัม และใช้เวลาในการเติม LH2 ในระหว่าง 10-15 นาที ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญ สำหรับธุรกิจการขนส่งด้วยรถบรรทุก
พลังขับเคลื่อนจากระบบเซลล์เชื้อเพลิงคู่ของ BZA150 ให้กำลังรวม 300 กิโลวัตต์/408 แรงม้า ผสานกับแบทเตอรี LFP ขนาด 101 กิโลวัตต์ชั่วโมง พร้อมระบบจัดการพลังงาน และระบบฟื้นฟูพลังงาน ระบบส่งกำลังเป็นแบบเดียวกับที่ใช้กับรถบรรทุกหนักพลังไฟฟ้าจากแบทเตอรี คือ ระบบส่งกำลัง e-axle ให้กำลังสุทธิ 370 กิโลวัตต์/503 แรงม้า
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับรถต้นแบบ GenH2 คือ “Tech Tower” ขนาดกะทัดรัดที่อยู่หลังห้องโดยสาร ที่ปรับปรุงสำหรับใช้กับเทรลเลอร์ และสอดคล้องกับข้อกำหนดของยุโรป สำหรับรถฐานล้อสั้น ทั้งให้ความสำคัญกับข้อกำหนดด้านระบบจัดการการระบายแกส, การจอดรถในที่ปิด, เซนเซอร์ตรวจจับแกสรั่วไหลในห้องโดยสารหากต้องจอดรถข้ามคืน ในรถรุ่นใหม่ยังมีระบบช่วยเหลือการขับขี่ รวมถึงระบบเบรคขั้นสูง แผงกันกระแทกด้านข้าง พร้อมกับสถาปัตยกรรมด้านความมั่นคงด้านไซเบอร์แบบล่าสุด

