ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์/3/Oct/2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ พบกับทิศทางอุตสาหกรรมที่มองเห็นการเติบโตบ้าง พร้อมค่ายรถต่างๆ เปิดตัวรถใหม่ เพื่อกระตุ้นยอดขายโค้งสุดท้ายปลายปี และยังปิดท้ายเรื่องของ การดูแลรถหลังน้ำท่วมHighlight
ส.อ.ท. เผยยอดผลิตเดือน สค. เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.93
สภาอุตสาหกรรมยานยนต์ (ส.อ.ท.) เผยยอดผลิตรถยนต์ 124,646 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.93 ยอดจำหน่าย 59,809 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.59 ยอดส่งออก 69,724 คัน ลดลงร้อยละ 2.04
สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และอร รักติประกร รองโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมแถลงข่าวสถานการณ์ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ จำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนสิงหาคม 2569
สุวัชร์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า ในฐานะประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณภาครัฐสำหรับมติ Board EV เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมาซึ่งตรงกับข้อเสนอ 3 เสาหลักบางส่วนที่พูดเรื่องของการปกป้อง กระตุ้น และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ได้พูดคุย และนำเสนอกับภาครัฐมาโดยตลอด
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต โดยการกำหนดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งไม่มีโรงงานผลิตในประเทศ สูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศนั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องในการปกป้องผู้ลงทุน และผลิตในประเทศมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทั้งนี้อัตราภาษีที่ลดหลั่นกันตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย ผมเชื่อว่าจะสามารถจูงใจให้ผู้ผลิตสนใจลงทุน และขยายฐานการผลิตรวมทั้งเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิต หรือ Local Content ในประเทศอีกด้วย
ขณะนี้ เรายังรอประกาศตัวเลขอัตราภาษีอย่างเป็นทางการอยู่แต่การทำงานของเรายังไม่จบเพียงเท่านี้ ขณะนี้เรายังมีการศึกษาเรื่องของ Local Content หรือ Thai Content เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งใน Ecosystem หลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการกำหนดปริมาณนำเข้า หรือโควตาโดยพิจารณาจากการเชื่อมโยงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตสร้างในประเทศไทยเช่นกัน
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศช่วง 8 เดือนที่ผ่านมายอดผลิต และยอดจำหน่ายในประเทศกลับมาขยายตัว ในขณะที่ยอดส่งออกลดลง โดยมียอดจำหน่ายในประเทศประมาณ 466,000 คัน แต่ตลาดรถกระบะซึ่งเป็น Product Champion ของประเทศยังหดตัวอย่างต่อเนื่องหลายปี
โดยลดลงประมาณร้อยละ 63 ตั้งแต่ 2565 ขณะที่การส่งออกรถกระบะก็ติดลบเช่นกัน สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากกำลังซื้อในประเทศ แต่เริ่มส่งผ่านมาจากตลาดส่งออกด้วย วิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ยอดกระบะตกลงส่งผลกระทบในวงกว้างไม่เพียงแต่ผู้ผลิตรถ แต่ยังรวมไปถึง Supply Chain ระดับลึกด้วย เนื่องจากรถกระบะเป็นรถที่มีสัดส่วน Local Content สูงมาก บางยี่ห้อสูงอยู่ในระดับมากกว่าร้อยละ 90
ผม และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์หวังจะเห็นมาตรการ “กระตุ้น” ตลาดจากภาครัฐในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อรักษาระดับการผลิต และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนรวมถึง Ecosystem ของ Product Champion ไว้
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ รายงานสถิติอุตสาหกรรมยานยนต์ประจำเดือนสิงหาคม 2569
การผลิต
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนสิงหาคม 2569 มีทั้งสิ้น 124,646 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 10.93 โดยเพิ่มขึ้นเพราะผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 13,126 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 77.38 และผลิตรถกระบะเพื่อส่งออก 65,103 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.11 ขณะที่ รถยนต์นั่งสันดาปภายในยังคงผลิตได้แค่ 17,355 คัน ลดลงร้อยละ 20.51
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 959,711 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 1.27
รถยนต์นั่ง เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตได้ 49,727 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.18 จากเดือนสิงหาคม 2568 แบ่งเป็น
-
รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine (ICE) มีจำนวน 17,355 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 20.51
-
รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle (BEV) มีจำนวน 13,126 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 77.38
-
รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) มีจำนวน 1,110 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 43.68
-
รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle (HEV) มีจำนวน 18,136 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 51.54
สำหรับยอดผลิตรถยนต์นั่งตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 349,605 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 0.97 โดยคิดเป็นร้อยละ 36.43 ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด แบ่งเป็น
-
รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine (ICE) มีจำนวน 109,539 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 32.62
-
รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle (BEV) มีจำนวน 60,578 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 74.03
-
รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) มีจำนวน 15,090 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 22.40
-
รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle (HEV) มีจำนวน 164,398 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 20.40
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนสิงหาคม 2569 ไม่มีการผลิต และเมื่อรวมตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ไม่มีการผลิตเช่นเดียวกัน
รถยนต์บรรทุก เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 74,919 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 8.27 และตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 610,106 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 1.44
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 73,273 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 7.11 คิดเป็นร้อยละ 58.78 ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด
ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 598,226 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 0.45 แบ่งเป็น
-
รถกระบะบรรทุก มีจำนวนสะสม 98,233 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 1.81
-
รถกระบะ Double Cab ICE มีจำนวนสะสม 372,325 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 1.87
-
รถกระบะ Double Cab BEV มีจำนวนสะสม 2,890 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 1,421.05
-
รถกระบะ PPV มีจำนวนสะสม 124,778 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.45
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน ถึงมากกว่า 10 ตัน เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตได้ 1,646 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 109.95 และรวมตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตได้ 11,880 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 101.42
ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 83,612 คัน คิดเป็นร้อยละ 67.08 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 12.24 และตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 605,579 คัน คิดเป็นร้อยละ 63.10 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 2.89
รถยนต์นั่ง เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกจำนวน 18,509 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.45 และตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 128,594 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.58
สำหรับรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนสิงหาคม 2569 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 65,103 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 18.11
ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 476,985 คันลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 2.43 แบ่งเป็น
-
รถกระบะบรรทุก มีจำนวน 50,157 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 7.84
-
รถกระบะ Double Cab มีจำนวน 330,153 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม2568 ร้อยละ 3.64
-
รถกระบะ PPV มีจำนวน 96,675 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 5.30
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 41,034 คัน คิดเป็นร้อยละ 32.92 ของยอดการผลิตทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 8.34 และตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 354,132 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 9.27
รถยนต์นั่ง เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจำนวน 31,218 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 31.16 และตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 221,011 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.51
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนสิงหาคม 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 8,170 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 38.52 และตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 121,241 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 13.60 แบ่งเป็น
-
รถกระบะบรรทุก มีจำนวน 48,076 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 14.31
-
รถกระบะ Double Cab มีจำนวน 45,062 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 21.77
-
รถกระบะ PPV มีจำนวน 28,103 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 1.61
รถจักรยานยนต์
เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 194,642 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 6.88 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 156,489 คันเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 3.65 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 38,153 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 22.50
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,658,772 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 0.30 โดยแยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,346,767 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 0.84 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 312,005 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 5.52
ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,809 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2569 ร้อยละ 1.04 และเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 25.59
โดยเพิ่มขึ้นเพราะยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า 19,721 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 113.29 มีสัดส่วนร้อยละ 32.97 หรือเกือบ 1 ใน 3 ของยอดขายแต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้ามี 13,126 คัน น้อยกว่ายอดขาย 6,595 คัน ส่งผลให้ 8 เดือนแรกของปีนี้ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศไทยมี 60,578 คัน มีสัดส่วนแค่ร้อยละ 41.74 ของยอดขาย 145,132 คัน เป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้านำเข้า 84,554 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 58.26 ของยอดขาย แสดงว่ามีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาขายมากกว่าผลิตในประเทศ ทำให้ผู้ลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการจ้างงานคนไทย และใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศได้รับความเสียหาย จึงมีการเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อสร้างสมดุลให้ผู้ลงทุนผลิตรถยนต์ในประเทศมานาน และผู้ลงทุนรายใหม่ให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์สันดาปภายในโดยเฉพาะรถกระบะ และเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออกไปทั่วโลกตามความต้องการของประเทศคู่ค้าที่มีความแตกต่างกันในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเห็นด้วยกับกระทรวงพลังงานที่ให้ส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพให้มากขึ้นเพราะผลิตในประเทศได้ ลดการนำเข้าน้ำมันซึ่งมีราคาสูงขึ้น ทำให้ค่าการขนส่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชนที่ต้องใช้จ่ายมากขึ้นในขณะที่รัฐบาลไม่สามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยได้มากขึ้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวในอัตราต่ำโดยส่วนหนึ่งมาจากการผลิตรถกระบะที่ลดลงกว่า 300,000 คันใน 3 ปีที่ผ่านมา เพราะรถกระบะใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศกว่าร้อยละ 90 เมื่อผลิตรถกระบะลดลง อย่างต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว อุตสาหกรรมที่ผลิตชิ้นส่วนรถกระบะ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องก็ผลิตลดลง 300,000 ชิ้นจนบางบริษัทขาดสภาพคล่อง ต้องลดการจ้างงาน จ่ายค่าจ้างลดลง และปิดกิจการไปก็ปรากฏในสื่อมาแล้วจน กกร. ต้องทำหนังสือถึงรัฐบาลให้ช่วยกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้ผู้ซื้อรถกระบะเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยมากขึ้น เศรษฐกิจไทยจะได้เติบโตทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน
จึงขอเสนอให้รัฐบาลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้รถกระบะที่สามารถใช้ B20 รถยนต์นั่งสามารถใช้แกสโซฮอลให้มียอดขายเพิ่มขึ้น ซัพพลายเชนทั้งหลายในอุตสาหกรรมยานยนต์จะได้ผลิตมากขึ้นจ้างงานมากขึ้น รายได้คนไทยจะได้มากขึ้น จับจ่ายซื้อของมากขึ้น ซื้ออาหารมากขึ้น เที่ยวมากขึ้น ชำระหนี้ได้มากขึ้น เป็นการลดหนี้ครัวเรือนอย่างแท้จริง จะได้เป็นการเริ่มต้นการเติบโตของเศรษฐกิจในวงจรขาขึ้น จะได้เป็นประเทศที่มีรายได้สูงเร็วขึ้น ไม่ต้องรออีก 20 ปี
รถกระบะ และรถกระบะ Double Cab ยังคงขายลดลงร้อยละ 10.77 และ 3.63 ตามลำดับจากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินตามข้อมูลจากธนาคารเพราะเศรษฐกิจยังขยายตัวในอัตราต่ำ รายได้ SME ยังอ่อนแอ ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนยังคงสูง
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 43,774 คัน เท่ากับร้อยละ 73.19 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 42.14 แบ่งเป็น
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) จำนวน 7,973 คัน เท่ากับร้อยละ 13.33 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 17.04
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) จำนวน 19,721 คัน เท่ากับร้อยละ 32.97 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 113.29
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) จำนวน 1,053 คัน เท่ากับร้อยละ 1.76 ของยอดขายทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 126.45
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV จำนวน 220 คัน เท่ากับร้อยละ 0.37 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 9.84
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) จำนวน 14,807 คัน เท่ากับร้อยละ 24.76 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 31.84
ยอดขายรถกระบะ แบ่งเป็น
-
รถกระบะ (Pickup 1 Ton) จำนวน 5,177 คัน เท่ากับร้อยละ 8.66 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 10.77
-
รถกระบะ BEV (Pickup 1 Ton) จำนวน 3 คัน โดยในเดือนสิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
-
รถกระบะ Double Cab จำนวน 4,910 คัน เท่ากับร้อยละ 8.21 ของยอดขายทั้งหมดลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 3.63
-
รถกระบะ Double Cab BEV จำนวน 204 คัน เท่ากับร้อยละ 0.34 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 223.81
-
รถกระบะ Double Cab REEV จำนวน 4 คัน โดยในเดือนสิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
-
รถกระบะ Double Cab HEV จำนวน 3 คัน โดยในเดือนสิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
รถ PPV มีจำนวน 3,084 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 18.48
ส่วนรถบรรทุกขนาด 5-10 ตัน มีจำนวน 1,339 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 12.43 รถบรรทุกขนาด 5-10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 16 คัน โดยในเดือนสิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
รถจักรยานยนต์ มียอดขาย 157,720 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2569 ร้อยละ 3.90 และเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 21.06
ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 รถยนต์มียอดขายรวม 465,971 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 16.60
ยอดขายรถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์แบ่งเป็น
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) จำนวน 70,026 คัน เท่ากับร้อยละ 15.03 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 20.63
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) จำนวน 145,132 คัน เท่ากับร้อยละ 31.15 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 100.81
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) จำนวน 8,301 คัน เท่ากับร้อยละ 1.78 ของยอดขายทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 35.28
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV จำนวน 1,195 คัน เท่ากับร้อยละ 0.26 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 177.26
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) จำนวน 102,351 คัน เท่ากับร้อยละ 21.97 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 14.22
ยอดขายรถกระบะ แบ่งเป็น
-
รถกระบะ (Pickup 1 Ton) จำนวน 42,524 คัน เท่ากับร้อยละ 9.13 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 16.67
-
รถกระบะ BEV (Pickup 1 Ton) จำนวน 25 คัน โดยช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
-
รถกระบะ Double Cab จำนวน 46,824 คัน เท่ากับร้อยละ 10.05 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม- สิงหาคม 2568 ร้อยละ 6.34
-
รถกระบะ Double Cab BEV จำนวน 1,507 คัน เท่ากับร้อยละ 0.32 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม- สิงหาคม 2568 ร้อยละ 210.08
-
รถกระบะ Double Cab REEV จำนวน 22 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 266.67
-
รถกระบะ Double Cab HEV จำนวน 222 คัน โดยช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
รถ PPV มีจำนวน 26,948 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 13.88
รถบรรทุกขนาด 5-10 ตัน มีจำนวน 11,809 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 21.40 รถบรรทุกขนาด 5-10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 124 คัน โดยช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขายสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 จำนวน 1,262,874 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 6.94
การส่งออก
ตัวเลขลดลงเพราะส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางลดลงอีก 7,146 คัน หรือลดลงร้อยละ 40.24 จากการสู้รบกัน 6 เดือนที่รบกันส่งออกลดลงถึง 46,268 คันแล้ว และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสงครามตะวันออกกลางจะยุติอย่างถาวรได้เมื่อไร อย่างไรก็ตาม เดือนนี้ส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา อเมริกาเหนือนอกจากส่งออกลดลงในตลาดตะวันออกกลางยังส่งออกลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ด้วย
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนสิงหาคม 2569 ส่งออกได้ 69,724 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 2.04 มีรายละเอียดดังนี้
-
รถกระบะ จำนวน 39,079 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 56.05 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 5.01
-
รถกระบะ BEV จำนวน 466 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.67 ของการส่งออกทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 813.73
-
รถยนต์นั่ง ICE จำนวน 2,316 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 3.32 ของการส่งออกทั้งหมดลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 84.27
-
รถยนต์นั่ง BEV จำนวน 1,478 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.12 ของการส่งออกทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 7.73
-
รถยนต์นั่ง PHEV จำนวน 1,792 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.57 ของการส่งออกทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 465.30
-
รถยนต์นั่ง HEV จำนวน 10,717 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 15.37 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 245.82
รถ PPV จำนวน 13,876 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 19.90 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 32.40
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ในเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่า 49,073.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 7.73 และมูลค่าการส่งออกเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์ มีรายละเอียดดังนี้
-
เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,231.54 ล้านบาท ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 6.22
-
ชิ้นส่วนรถยนต์มีมูลค่าการส่งออก 14,842.44 ล้านบาท ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 10.41
-
อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,163.04 ล้านบาท ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 7.99
รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์ในเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 69,310.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 2.05
รถจักรยานยนต์
เดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวนรถจักรยานยนต์ส่งออก 66,099 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 5.61 โดยมีมูลค่าการส่งออก 4,427.64 ล้านบาท ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 0.22
-
ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 279.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 26.63
-
อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 273.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 3.46
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ ในเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 4,980.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 1.18
ดังนั้น ในเดือนสิงหาคม 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,291.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 1.99
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 565,037 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 6.29 แบ่งเป็น
-
รถกระบะ 346,459 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 61.32 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 8.48
-
รถกระบะ BEV 983 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.17 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 481.66
-
รถยนต์นั่ง ICE 45,915 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 8.13 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 54.76
-
รถยนต์นั่ง BEV 12,135 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.15 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 462.85
-
รถยนต์นั่ง PHEV 3,189 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.56 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 905.99
-
รถยนต์นั่ง HEV 64,765 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 11.46 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 92.19
รถ PPV 91,591 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 16.21 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 5.78
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 390,500.33 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.00 โดยมีรายละเอียดดังนี้
-
เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 25,369.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 0.61
-
ชิ้นส่วนรถยนต์มีมูลค่าการส่งออก 123,149.54 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 6.10
-
อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 16,406.73 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 9.64
รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 555,426.39 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.45
รถจักรยานยนต์
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีจำนวนส่งออก 597,806 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.87 มีมูลค่า 42,581.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.82
- ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 2,177.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 42.67
- อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 2,070.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 18.67
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีทั้งสิ้น 46,829.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.80
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 602,255.49 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 3.79
ข้อมูลจดทะเบียนที่ใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เดือนสิงหาคม 2569 (เฉพาะ รย.1)
เดือนสิงหาคม 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 54,275 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 31.34 แบ่งเป็น
- ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 21,753 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 130.65
- ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 8,259 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 21.06
- ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 8,750 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 10.87
- ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 13,762 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 30.26
- ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 1,747 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 66.54
- อื่นๆ มีจำนวน 4 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วซึ่งไม่มียอดจดทะเบียน
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 431,588 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 18.14 แบ่งเป็น
- ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 145,864 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 94.08
- ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 72,194 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 24.83
- ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 84,163 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 3.02
- ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 115,444 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 23.20
- ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 13,908 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 1.93
- อื่นๆ มีจำนวน 15 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 650
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนสิงหาคม 2569
เดือนสิงหาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 24,505 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 113.35 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 21,925 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 124.14
- รถยนต์นั่ง จำนวน 21,756 คัน
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 165 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 4 คัน
- รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 161 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 78.89
- รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 2,368 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 49.68
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 2,368 คัน
- รถยนต์สามล้อ ไม่มีการจดทะเบียนในเดือนสิงหาคม 2569 ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งมีจำนวน 1 คัน
- รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 8 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 57.89
- รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 43 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 258.33
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 168,686 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 82.17 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 148,364 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 92.59
- รถยนต์นั่ง จำนวน 145,918 คัน
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 2,388 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 20 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 38 คัน
- รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 649 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 51.99
- รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 30 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 100
- รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล จำนวน 30 คัน
- รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 19,251 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 29.78
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 19,249 คัน
- รถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 2 คัน
- รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 109 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 22.47
- รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 283 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 42.21
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนสิงหาคม 2569
เดือนสิงหาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่ มีจำนวน 13,882 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 30.48 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 13,772 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 30.23
- รถยนต์นั่ง จำนวน 13,762 คัน
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 4 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 5 คัน
- รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 110 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 71.88
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 110 คัน
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสม มีจำนวน 116,207 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 22.62 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 115,528 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 22.89
- รถยนต์นั่ง จำนวน 115,444 คัน
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 11 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 21 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 52 คัน
- รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 679 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 10.42
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 679 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนสิงหาคม 2569
เดือนสิงหาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 1,747 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 66.54 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 1,747 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 66.54
- รถยนต์นั่ง จำนวน 1,747 คัน
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 13,916 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 1.72 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 13,916 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 1.72
- รถยนต์นั่ง จำนวน 13,908 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 5 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 3 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569
ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 539,630 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 69.39 แบ่งประเภทได้ ดังนี้
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 428,544 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 81.60
- รถยนต์นั่ง มีจำนวน 415,975 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 80.57
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 9,183 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 119.06
- รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 274 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 22.87
- รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 369 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 63.27
- รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 6 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 100
- รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 2,737 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 181.87
- รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 2,199 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 69.41
- รถยนต์สามล้อ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,060 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 2.71
- รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล มีจำนวน 157 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 27.64
- รถยนต์รับจ้างสามล้อ มีจำนวน 903 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 0.66
- รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 103,252 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 35.24
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 103,033 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 35.14
- รถจักรยานยนต์สาธารณะมีจำนวน 219 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 104.67
- อื่นๆ
- รถโดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 2,994 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 4.69
- รถบรรทุกมีจำนวนทั้งสิ้น 1,581 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 49.86
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569
ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 720,082 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 27.92 แบ่งประเภทได้ ดังนี้
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 709,562 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.31
- รถยนต์นั่ง มีจำนวน 707,460 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.28
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 516 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 0.78
- รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 268 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 24.07
- รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 392 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 23.27
- รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 9 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.57
- รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 917 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 105.61
- รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
- รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 10,517 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 6.37
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 10,517 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 6.37
- อื่นๆ
- รถโดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 2 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569
ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 95,126 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 23.99 แบ่งประเภทได้ ดังนี้
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 95,126 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 23.99
- รถยนต์นั่ง มีจำนวน 95,031 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 23.99
- รถยนต์โดยสารรับจ้างไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
- รถยนต์บริการธุรกิจมีจำนวน 43 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 2.38
- รถยนต์บริการทัศนาจรมีจำนวน 31 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 14.81
- รถยนต์บริการให้เช่า ไม่มียอดจดทะเบียน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 100
รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 20 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 300
.............................................................................................................................
iCAUR เปิดตัว V27 REEV ราคาเริ่มต้น 999,900 บาท
iCAUR แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ระดับโลก ภายใต้เครือ Chery Group เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และเผยราคา iCAUR V27 REEV รถรุ่นแรกของแบรนด์ เริ่มต้นเพียง 999,900 บาท พร้อมส่งมอบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้
จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ Chery และ iCAUR ประเทศไทย กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ iCAUR คือ การสร้างสรรค์รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่ไม่ได้มองเพียงเรื่องการเดินทาง แต่ให้ความสำคัญกับการออกแบบ และประสบการณ์การใช้งานที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในแต่ละวัน เราเชื่อว่าแนวคิดดังกล่าวมีความสอดคล้องกับผู้บริโภคไทยยุคใหม่ที่มองหามากกว่ายานพาหนะ แต่ต้องการรถยนต์ที่สะท้อนตัวตน เติมเต็มไลฟ์สไตล์ และมอบอิสระในการใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน ตลาด Boxy SUV ทั่วโลกยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 ล้านคัน ในปี 2568 และคาดว่าจะขยายตัวแตะ 7.5 ล้านคัน ในปี 2573 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 30 %/ปี แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์ในรูปแบบ Boxy SUV และยังเป็นทเรนด์ที่มีโอกาสขยายตัว และได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในตลาดประเทศไทยในระยะต่อไป
จากทิศทางดังกล่าว จึงนับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับ iCAUR ในการเข้ามานำเสนอ “ยานยนต์ทางเลือกใหม่” สู่ตลาดไทย ผ่านรถยนต์ในกลุ่มพรีเมียม Boxy SUV ที่ผสานดีไซจ์นอันโดดเด่นเข้ากับประโยชน์ใช้สอยที่ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ พร้อมด้วยเทคโนโลยี REEV ที่เพิ่มความยืดหยุ่น และความมั่นใจในการเดินทางไกล สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหารถ SUV ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์เพียงการเดินทาง แต่ยังสามารถเติมเต็มรูปแบบการใช้ชีวิต และสะท้อนตัวตนได้อย่างลงตัว
สำหรับประเทศไทย iCAUR จะมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น และการพัฒนาบริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในระยะยาว
เปิดแบรนด์ดีเอนเอ iCAUR ยานยนต์ที่สะท้อนตัวตนของ “คนมีหลากหลายไลฟ์สไตล์” ผ่านดีไซจ์นเหนือกาลเวลา
ชื่อ iCAUR ถ่ายทอดแนวคิดผ่านตัวอักษร “i” ซึ่งหมายถึง Inner Self หรือตัวตนของแต่ละบุคคล ครอบคลุม 3 แนวคิด ได้แก่ Intellect ความคิดที่ชาญฉลาด และมีจุดมุ่งหมาย Imagine ความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าออกจากกรอบ และ Interactive การเชื่อมโยงผู้คน เทคโนโลยี และโลกรอบตัว สู่บุคลิกของแบรนด์ 3 ด้าน ได้แก่ Tasteful, Distinctive และ Explorative หรือมีรสนิยม โดดเด่น และพร้อมออกไปสำรวจสิ่งใหม่
iCAUR ออกแบบรถให้รองรับการปรับแต่งตามบุคลิก ความสนใจ และรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย ภายใต้สโลแกน “Classic Never Fades” แบรนด์นำความคลาสสิคมาตีความผ่านแนวคิด Future Classic Design เน้นสัดส่วน เส้นสาย ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย สร้างรถยนต์ที่โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น และยังคงความร่วมสมัย
รอนนา หลัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร iCAUR International กล่าวว่า iCAUR มุ่งสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจน พร้อมเปิดโอกาสให้เจ้าของสามารถเติมเต็มความเป็นตัวเอง และถ่ายทอดตัวตนผ่านรถยนต์ได้อย่างลงตัว โดยประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญต่อแผนการเติบโตระยะยาวของ iCAUR ในเอเชีย ดังนั้น การเปิดตัวครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ และความสัมพันธ์กับลูกค้าชาวไทย เราจะทำงานร่วมกับพันธมิตรในประเทศ รับฟังความต้องการของผู้บริโภค และพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการอย่างต่อเนื่อง โดย iCAUR V27 REEV คือ รถยนต์รุ่นแรกที่ถ่ายทอดคำมั่นสัญญาของแบรนด์ให้เกิดขึ้นจริง
รถเรือธงรุ่นแรกประเดิมตลาดไทย iCAUR V27 REEV ดีไซจ์นเด่น-เทคโนโลยีครบ
iCAUR ประเดิมตลาดประเทศไทยด้วย iCAUR V27 REEV รถยนต์ D-SUV ขุมพลัง REEV ที่สะท้อนแนวคิด “Timeless in Motion” โดยนำเสนอความโดดเด่น และความครบครันของยานยนต์ ผ่านตัวอักษรแต่ละตัว ได้แก่ "i" Intelligence เทคโนโลยีอัจฉริยะ และขุมพลัง REEV "C" Character ดีไซจ์นที่บอกเล่าตัวตนด้วยเอกลักษณ์เหนือกาลเวลา "A" Ambience ความสุนทรีย์ของการเดินทางที่กลมกลืนกับไลฟ์สไตล์ "U" Unbound อิสระที่พร้อมเปิดรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย และ "R" Resilience สมรรถนะที่พร้อมพาไปไกลในทุกเส้นทาง
iCAUR V27 REEV มี 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 2WD Pride รุ่นเริ่มต้นที่ครบครัน ราคา 999,900 บาท 2WD Prime รุ่นเพิ่มความจุแบทเตอรี และระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้า ราคา 1,159,900 บาท และ 4WD Prestige รุ่นสูงสุด มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ i-AWD และเทคโนโลยีออฟโรด ราคา 1,259,900 บาท โดยมีสีภายนอกให้เลือก 4 สี ได้แก่ Deep Black, Classic Sand, Moonlight White และ Highland Green (รุ่น 2WD Pride มีสี Deep Black และ Moonlight White) ภายในห้องโดยสารมาในโทนสี Shadow Black ขณะที่รุ่น 4WD Prestige ที่มาพร้อมตัวถังสี Classic Sand สามารถเลือกห้องโดยสารสี Oak Brown
ข้อเสนอพิเศษ และสิทธิประโยชน์ครบครัน*
ข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว รับส่วนลด 30,000 บาท พร้อม Lifetime Battery Warranty Package และแพคเกจมูลค่ารวม 100,000 บาท ประกอบด้วย ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี อุปกรณ์ V2L และเครื่องชาร์จแบบพกพา บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. นาน 5 ปี และรับกล่องสัญญาณอัจฉริยะ T-Box Internet Data เพื่อเชื่อมต่อรถกับ iCAUR Application นาน 5 ปี รวมถึงการรับประกันคุณภาพตัวรถนาน 8 ปี หรือ 200,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รับประกันเครื่องยนต์นาน 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง เมื่อจอง และออกรถภายใน 31 ตุลาคม 2569
*สิทธิประโยชน์ และเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
ด้านบริการหลังการขาย iCAUR Thailand มุ่งสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าตลอดอายุการใช้งาน พร้อมบริหารค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาให้ต่ำกว่ารถยนต์ไฮบริดทั่วไปสูงสุด 34 %* พร้อมกันนี้ iCAUR Thailand เตรียมความพร้อมด้านอะไหล่มากกว่า 95 % ภายในเดือนตุลาคม 2569 และยกระดับมาตรฐานการให้บริการของผู้จำหน่ายทั่วประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีทีมงานบริการหลังการขายที่พร้อมให้บริการ 100 % เพื่อส่งมอบบริการที่มีคุณภาพ และต่อเนื่องแก่ลูกค้าในทุกพื้นที่ และตลอดทุกช่วงของการใช้งาน
*ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา คำนวณจากราคาขายปลีกอะไหล่ และค่าแรงของ iCAUR ในอัตรา 600 บาท/ชม. ทั้งนี้ ผลประหยัดจริงอาจแตกต่างกันตามรุ่นรถ รายการบำรุงรักษา และเงื่อนไขการใช้งาน
ด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย ภายในสิ้นปีนี้ iCAUR จะมีเครือข่ายโชว์รูม และศูนย์บริการกว่า 25 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลักในภูมิภาค
.............................................................................................................................
Wuling เปิดตัว Eksion ราคาเริ่มต้น 700,000 บาท
บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เปิดตัว Wuling Eksion รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนท์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวไทย เดิมใช้รถจำพวก PPV ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกสบาย สมรรถนะ จำนวนที่นั่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของรถ SUV ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้
พิทยา ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า Wuling ยังคงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดขายรถยนต์ Wuling ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มียอดขายรวม 5,033 คัน แบ่งเป็น Binguo จำนวน 285 คัน, Darion จำนวน 3,298 คัน และ Porta จำนวน 1,450 คัน โดย Darion ยังคงเป็นรุ่นที่มียอดขายสูงสุดของแบรนด์
สถิติที่น่าสนใจในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Darion ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-Van ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยยอดจดทะเบียน 897 คัน ส่วนแบ่งตลาด 33.9 % สะท้อนความเชื่อมั่น และความพึงพอใจของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ Wuling ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ ความคุ้มค่า และประสบการณ์การใช้งานจริง
"บริษัทฯ ตั้งเป้าปี 2569 มียอดขายรวมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Wuling ปี ที่ 8,000 คัน พร้อมเดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์ และยกระดับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ Wuling ในประเทศไทย"
พิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลตอบรับจาก Darion เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า ลูกค้าไทยเปิดรับ Wuling มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของคนไทย และขณะเดียวกันก็เดินหน้าพัฒนามาตรฐานโชว์รูม ศูนย์บริการกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านอะไหล่ และมีการอบรมช่างเทคนิคสำหรับศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวของแบรนด์ และผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในประเทศไทย สร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในระยะยาว
เปิดศึก SUV ด้วย “Wuling Eksion”
รถไฟฟ้า C-Segment SUV 7 ที่นั่ง ที่ออกแบบมาด้วยแนวคิดเพื่อ “Go Big Go Eksion-ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น” เทียบไซซ์ PPV ในราคาจับต้องได้
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงาน คือ การเปิดตัว Wuling Eksion รถยนต์ไฟฟ้า 100 % ในเซกเมนท์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง บนสถาปัตยกรรม Tianyu Architecture ซึ่ง Wuling พัฒนาขึ้นสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรถ SUV ที่มีขนาดใหญ่ ใช้งานได้หลากหลาย และรองรับสมาชิกครอบครัวได้ถึง 7 คน โดยมาในแนวคิด “Go Big Go Eksion-ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”
Mike Chen รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว Eksion ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Wuling ในการขยายทางเลือกสำหรับผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่ต้องการความกว้างขวางของรถขนาดใหญ่ แต่ต้องการความคล่องตัว และรูปแบบการใช้งานของ SUV มากกว่ารถตู้
เราภูมิใจนำเสนอ “Eksion” ให้ผู้บริโภคชาวไทย เพราะเราเชื่อว่าครอบครัวยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงรถที่ใหญ่ขึ้น แต่ต้องการรถที่สามารถทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น สนุกขึ้น และใช้ชีวิตได้หลากหลายมากขึ้น Eksion จึงถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องพื้นที่ความสบาย เทคโนโลยี และความคุ้มค่าในรถคันเดียว
Wuling Eksion-“Go Big Go Eksion-ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”
Wuling Eksion ราคาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
- รุ่น Comfort ราคา 799,000 บาท
- รุ่น Premium ราคา 859,000 บาท
พร้อมรับประกันแบทเตอรีนาน 8 ปี หรือ 150,000 กม.
โปรโมชันเปิดตัว รวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท
1. จองวันนี้-31 ตุลาคม รับส่วนลดเพิ่มทันที 10,000 บาท
2. รับฟรี ! ประกันภัยชั้น 1 มูลค่ากว่า 25,000 บาท
3. รับฟรี ! Wallbox 7 kW พร้อมติดตั้ง มูลค่ากว่า 25,000 บาท
4. รับฟรี ! แพคเกจบริการช่วงเหลือฉุกเฉิน 3 ปี มูลค่ากว่า 3,000 บาท
บริษัทมีความพร้อมในการเริ่มส่งมอบให้แก่ลูกค้าทันที โดยตั้งเป้ายอดขายในไตรมาส 4 ของ Eksion ในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 1,000 คัน สำหรับลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ พบกับรถยนต์ไฟฟ้า Wuling ครบทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ Eksion EV, Starlight Darion EV, Porta EV และ Binguo EV ได้ในงาน Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคม 2569
.............................................................................................................................
Lepas เปิดตัว Lepas Care
Lepas ประเทศไทย ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายยนตรกรรมไฟฟ้า Lepas อย่างเป็นทางการ ประกาศเปิดตัวโปรแกรม “Lepas Care” ยกระดับการบริการหลังการขายแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “เพราะทุกการเดินทางมีความหมายสำหรับคุณ”
จิตติศักดิ์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการด้านการขายและการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย Lepas ประเทศไทย กล่าวว่า Lepas มุ่งสร้างความมั่นใจ และดูแลลูกค้าในทุกช่วงของการเป็นเจ้าของรถ ครอบคลุมทั้งการรับประกัน บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ความพร้อมด้านอะไหล่ บุคลากร และเครือข่ายศูนย์บริการทั่วประเทศ สะท้อนความมุ่งมั่นของ Lepas ที่ไม่ได้หยุดเพียงการส่งมอบยนตรกรรม แต่พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางที่ลูกค้าไว้วางใจได้ในระยะยาว
พร้อมกันนี้ จึงได้เปิดตัว Lepas Care ลูกค้าจะได้รับการรับประกันรถยนต์ใหม่ 8 ปี หรือ 200,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ครอบคลุมตัวรถ ระบบมอเตอร์ขับเคลื่อน และแบทเตอรีแรงดันสูง พร้อม Lifetime Warranty Package* การรับประกันตลอดอายุการใช้งานสำหรับชิ้นส่วนหลักของรถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ แบทเตอรีแรงดันสูงมอเตอร์ขับเคลื่อน และระบบควบคุมไฟฟ้า โดยไม่รวมชิ้นส่วนที่สึกหรอตามการใช้งาน ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ดังกล่าวครอบคลุมทั้งลูกค้าใหม่ และลูกค้าปัจจุบันตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด
พร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชม. ทุกวันตลอดทั้งปี
ลูกค้า Lepas สามารถรับคำปรึกษาด้านเทคนิคได้ฟรีตลอด 24 ชม. ในกรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือรถขัดข้อง พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) และบริการรถยก (Towing Service) แบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง/ปี โดยให้บริการฟรีไปยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุดในระยะ 100 กม. หรือไปยังจุดหมายที่ลูกค้าต้องการในระยะ 35 กม.
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมบริการกรณีลืมกุญแจไว้ภายในรถ ด้วยบริการรับ-ส่งกุญแจสำรองฟรีในระยะ 20 กม. หรือประสานช่างกุญแจตามคำขอ*
สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่ ยังได้รับสิทธิพิเศษจาก Lepas ได้แก่ เครื่องชาร์จไฟฟ้าภายในบ้าน (Home Charger) พร้อมบริการติดตั้งฟรี และบริการรถยนต์ทดแทน (Courtesy Car) สำหรับกรณีงานซ่อมภายใต้การรับประกันที่ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์เกิน 3 วันทำการ*
เสริมความพร้อมทั้งศูนย์บริการ บุคลากร อะไหล่ และเครื่องมือ
Lepas ให้ความสำคัญกับความพร้อมของบริการหลังการขายตั้งแต่วันแรกที่ศูนย์บริการเปิดดำเนินการ ทั้งด้านสถานที่ บุคลากร อะไหล่ และเครื่องมือ ปัจจุบัน Lepas ประเทศไทย มีศูนย์บริการ 40 แห่งทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายเป็น 50 แห่ง ภายในปี 2569
ทุกศูนย์บริการมีบุคลากรประจำครบทั้งผู้จัดการฝ่ายบริการ (Service Manager) หัวหน้าช่าง (Foreman) ช่างเทคนิค (Technician) และที่ปรึกษางานบริการ (Service Advisor) พร้อมเครื่องมือมาตรฐาน และเครื่องมือพิเศษสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนสตอคอะไหล่ที่ครอบคลุมทั้งอะไหล่สำหรับการบำรุงรักษา งานซ่อมอุบัติเหตุ และชิ้นส่วนที่สึกหรอตามการใช้งาน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เดินหน้า 4 แผนหลัก พัฒนาเครือข่ายบริการหลังการขายระยะยาว
Lepas ประเทศไทย เดินหน้าลงทุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง ผ่าน 4 แผนงานสำคัญ
1. คลังอะไหล่ และระบบลอจิสติคส์
คลังอะไหล่ขนาด 17,000 ตรม. รองรับอะไหล่มากกว่า 8,400 รายการ (SKU) รวมประมาณ 200,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 250 ล้านบาท พร้อมระบบจัดส่งถึงศูนย์บริการในกรุงเทพฯ ภายใน 24 ชม. และต่างจังหวัดภายใน 2 วัน
2. ศูนย์ซ่อมตัวถัง และสีมาตรฐาน LEPAS (Certified Body & Paint)
ตั้งเป้าเปิดให้บริการ 12 แห่งภายในปี 2569 แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 6 แห่ง และต่างจังหวัด 6 แห่ง ด้วยมาตรฐานงานซ่อมที่ได้รับการรับรองสำหรับรถยนต์ Lepas โดยเฉพาะ
3. ศูนย์ซ่อมแบทเตอรี (Battery Repair Center)
เตรียมพัฒนาศูนย์เฉพาะทางสำหรับการบำรุงรักษา ตรวจวิเคราะห์ และซ่อมชิ้นส่วนแบทเตอรีแรงดันสูง เพื่อยกระดับการดูแลรถยนต์ไฟฟ้าด้วยบุคลากร และองค์ความรู้เฉพาะทาง
4. ศูนย์ฝึกอบรมด้านเทคนิค (Technical Training Center)
ศูนย์ฝึกอบรมภายใต้ Chery Group มีกำหนดเปิดดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2569 ประกอบด้วย ห้องเรียนด้านเทคนิค 4 ห้อง และพื้นที่ฝึกปฏิบัติงานซ่อม 4 พื้นที่ รองรับ 350 ที่นั่ง และผู้เข้าอบรมได้ถึง 3,600 คน/ปี โดยตั้งเป้าให้ช่างเทคนิคทุกคนผ่านการรับรองระดับ 1 (Level 1) ครบ 100 % ภายในปี 2569 พร้อมผลักดันให้มีช่างเทคนิคระดับ Master Technician ประจำทุกศูนย์บริการภายในปี 2570
Lepas Care ขยายการดูแลสู่มาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 2569
นอกเหนือจากการยกระดับบริการหลังการขายในระยะยาว Lepas Care ยังขยายการดูแลไปสู่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยจัดมาตรการพิเศษเพื่อช่วยบรรเทาภาระ และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถนำรถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด
ลูกค้าที่รถยนต์ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สามารถนำรถเข้ารับบริการตรวจเชคสภาพรถยนต์ฟรี ครอบคลุมการตรวจวิเคราะห์ระบบเบื้องต้น (Diagnostic Scan) การตรวจสุขภาพแบทเตอรี และการตรวจระบบเบรค
สำหรับรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายรุนแรง บริษัทฯ จะจัดสิทธิ์นัดหมายเข้ารับบริการเป็นกรณีพิเศษ พร้อมประสานทีมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ให้ความช่วยเหลือ รวมถึงจัดทำรายงานผลการตรวจสภาพรถเพื่อใช้ประกอบการเคลมประกันภัย และช่วยประสานงานกับบริษัทประกันภัยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าตลอดกระบวนการ
นอกจากนี้ ลูกค้าที่เข้าเงื่อนไข ยังได้รับส่วนลดค่าอะไหล่ และค่าแรง 30 %* สำหรับค่าใช้จ่ายจากเหตุอุทกภัยที่ลูกค้าเป็นผู้ชำระเอง และอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัย
สำหรับลูกค้าที่รถยนต์ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ และมีความประสงค์จะซื้อรถยนต์คันใหม่ บริษัทฯ จะพิจารณามอบความช่วยเหลือพิเศษเพิ่มเติมเพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบ
“ความไว้วางใจของลูกค้า คือ หัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนของ Lepas ในประเทศไทย โปรแกรม Lepas Care จึงไม่ใช่เพียงบริการหลังการขาย แต่เป็นความตั้งใจของเราที่จะดูแลลูกค้าตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถ ตั้งแต่การรับประกันแบทเตอรีตลอดอายุการใช้งาน บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. ไปจนถึงการลงทุนในคลังอะไหล่ การพัฒนาบุคลากร และการขยายเครือข่ายศูนย์บริการทั่วประเทศ”
“โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างอุทกภัย เราต้องการให้ลูกค้ามั่นใจว่า Lepas พร้อมอยู่เคียงข้าง และให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อให้ลูกค้าสามารถกลับมาใช้ชีวิต และเดินทางได้อย่างมั่นใจโดยเร็วที่สุด”
หมายเหตุ : ส่วนลด 30 % สำหรับลูกค้า Lepas ที่ชำระค่าใช้จ่ายเองจากเหตุอุทกภัย และอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัย เฉพาะอะไหล่ที่เข้าร่วมรายการเท่านั้น
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด อะไหล่ที่ไม่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ แบทเตอรี ยางรถยนต์ มอเตอร์ขับเคลื่อน ชุดควบคุมมอเตอร์ และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์
ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อนัดหมายเข้ารับบริการ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการ Lepas ทั่วประเทศ
.............................................................................................................................
Changan ปรับภาพแบรนด์สื่อสารเป็นหนึ่งเดียว
Changan Automobile หรือ Changan ผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เดินหน้าขับเคลื่อน กลยุทธ์การตลาดในประเทศไทย ยกระดับการสื่อสารของเครือข่ายดีเลอร์ทั่วประเทศให้มีความชัดเจน และเป็นหนึ่งเดียว ผ่านการปรับชื่อโชว์รูม และศูนย์บริการบนช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยเติมชื่อ “Changan” ไว้ด้านหน้าตามด้วยชื่อแบรนด์ เช่น “Changan Deepal” เพื่อสร้างภาพจำของแบรนด์ให้ชัดเจน และสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวของเครือข่าย Changan หลังเข้ามาบุกตลาดในประเทศไทยผ่านหลากหลายแบรนด์ และรุ่น ทั้ง Deepal, AVATR, Nevo และ Lumin โดยมุ่งสร้างความชัดเจนให้แก่แบรนด์ และเครือข่ายผู้จำหน่าย ตอกย้ำความพร้อมในการดูแลผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในเครือ Changan ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่การขาย การบริการหลังการขาย ไปจนถึงทุกประสบการณ์ตลอด Journey ของการเป็นครอบครัว Changan
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจในตลาดไทย โดยเครือข่ายดีเลอร์ของ Changan ในประเทศไทยได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย Changan เตรียมขยายโชว์รูม และศูนย์บริการแบบครบวงจรที่บริหารโดยดีเลอร์รวมทั้งหมด 67 สาขาทั่วประเทศ ภายในไตรมาสที่1 ปี 2027 และเดินหน้าขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย สร้างการเติบโตตามกลยุทธ์ “Double Strategy” ที่วางไว้ โดยมุ่งเพิ่มยอดขายเป็น 2 เท่า ควบคู่กับการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย เพิ่มจำนวนโชว์รูม และศูนย์บริการมากขึ้นแบบเท่าตัว พร้อมพัฒนามาตรฐานการบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น รองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในระยะยาว
สำหรับภาพรวมในระดับโลกนั้น ปัจจุบัน Changan มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วโลกกว่า 118 ประเทศทั่วโลก พร้อมโชว์รูม และศูนย์บริการรวมกว่า 1,124 แห่ง และมียอดขายสะสมในต่างประเทศมากกว่า 637,000 คัน (ตัวเลข ณ ครึ่งปีแรกของ 2569) ส่งผลให้ Changan เป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำใน 15 ตลาดทั่วโลก ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในฐานการดำเนินธุรกิจที่สำคัญ และเป็นฐานการผลิตหลักของ Changan นอกประเทศจีนสำหรับจำหน่ายในประเทศไทย และส่งออกไปยังตลาดรถยนต์พวงมาลัยขวา 18 ประเทศทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “Made in Thailand, Sold to the World” ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฮับการผลิต และส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าสู่ตลาดโลก
.............................................................................................................................
Zeekr 009 ผู้นำ MPV 8 เดือน มียอดรวม 1,858 คัน
Zeekr แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมประกาศความสำเร็จของ Zeekr 009 หลังขึ้นแท่นอันดับ 1 ยอดจดทะเบียน MPV ไฟฟ้า 100 % ในประเทศไทย ด้วยยอดสะสมระหว่างเดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 รวม 1,858 คัน โดยในช่วงไตรมาส 2 สามารถสร้างยอดจดทะเบียนกว่า 800 คัน สะท้อนการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมที่ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางของครอบครัว และการใช้งานเชิงธุรกิจ
หนึ่งในจุดเด่นของ ZeekrR 009 คือ ห้องโดยสารที่ออกแบบโดยคำนึงถึงความสบายของผู้โดยสารทุกตำแหน่ง มีให้เลือกทั้งแบบ 6 และ 7 ที่นั่ง พร้อมพื้นที่ภายในกว้าง 7.4 ตรม. เบาะ Sofaro ระดับเฟิร์สต์คลาสส์หุ้มด้วยหนัง Soft Nappa คุณภาพสูง เสริมด้วยโต๊ะส่วนตัวแบบพับได้ ตู้เย็นขนาด 8.6 ลิตรที่รองรับทั้งการทำความเย็น และความร้อน รวมถึงหน้าจอ OLED บริเวณเพดานขนาด 17 นิ้วสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เปลี่ยนห้องโดยสารให้เป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อน การทำงาน และความบันเทิงตลอดเส้นทาง
ด้านความปลอดภัย Zeekr 009 ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด 720° Protection มาพร้อมกล้องมองภาพรอบทิศทางความละเอียดสูง 11 จุด ช่วยเพิ่มทัศนวิสัย และความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ พร้อมถุงลมนิรภัยขนาดใหญ่ 70 ลิตร ครอบคลุมพื้นที่ห้องโดยสารตั้งแต่แถวหน้าถึงแถว 3 เพื่อเสริมการปกป้อง และสร้างความอุ่นใจให้ผู้โดยสารทุกตำแหน่ง
ยอดจดทะเบียน 1,858 คันในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขแห่งความสำเร็จ แต่คือ เสียงแห่งความไว้วางใจที่มีต่อ Zeekr 009 เป็นการตอกย้ำสถานะผู้นำตลาด MPV ไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมสร้างความมั่นใจในการดูแลลูกค้าด้วยศูนย์บริการ Zeekr House กว่า 20 แห่งทั่วประเทศที่พร้อมให้บริการ พิสูจน์ว่าความหรูหราไม่ได้วัดจากภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว หากคือการทำให้ลูกค้าทุกท่านได้รับทั้งความสะดวกความสบาย ความปลอดภัย และความใส่ใจในทุกการเดินทาง
*(หมายเหตุ : ยอดจดทะเบียนเดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 อ้างอิงข้อมูลรถจดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางบกโดยจัดอันดับในกลุ่มรถยนต์นั่งไฟฟ้า 100 % ประเภท MPV)
.............................................................................................................................
5 ข้อต้องทำ เมื่อรถถูกน้ำท่วม !
ถอดขั้วแบทเตอรีออกทันที
อย่าลืมถอดขั้วเเบทเตอรีเพื่อตัดระบบการจ่ายไฟเข้าสู่ระบบเครื่องยนต์ และป้องกันการลัดวงจร เมื่อน้ำลดแล้วให้ตรวจสอบระบบไฟฟ้าทุกชนิดภายในรถ ไม่ว่าจะเป็นพัดลมระบายความร้อน ECU สมองกลไฟฟ้าควบคุมเครื่องยนต์
โทรแจ้งประกันรถยนต์
เมื่อรถโดนน้ำท่วมแล้ว โทรเชคกรมธรรม์ที่คุณถืออยู่ว่ามีการคุ้มครองอุบัติเหตุจากธรรมชาติหรือไม่ เพราะประกันในแต่ละที่จะคุ้มครองแตกต่างกันไป ซึ่งประกันรถยนต์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะประกันรถยนต์ชั้น 1 ประกันรถยนต์ชั้น 2 บางประเภทจะมีการรับประกันรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วม ส่วนกรณีที่ประเมินแล้วค่าซ่อมมากกว่าทุนประกัน บริษัทอาจจะชดเชยเป็นเงินประมาณ 70-80 % ของทุนประกันแทน
หากมีน้ำเข้าภายในรถ
ก่อนหน้านี้หากมีน้ำเข้าภายในรถ เมื่อน้ำแห้งแล้วควรทำความสะอาดส่วนต่างๆ โดยเช็ดให้แห้ง เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดสนิม และกลิ่นเหม็นภายในรถก่อนจะนำเข้าศูนย์ซ่อม
อย่าเพิ่งสตาร์ทรถ
เมื่อนำรถขึ้นจากน้ำแล้วไม่ควรสตาร์ทรถเด็ดขาด เพราะรถยนต์มีอุปกรณ์อีเลคทรอนิค ระบบไฟฟ้า ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ จะทำให้ชอทเสียหายได้ เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ที่ถูกน้ำท่วม ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด ให้เรียกรถยกมานำเข้าศูนย์ดีที่สุด
เข้าศูนย์บริการ
เมื่อน้ำลด ให้รถสไลด์มานำรถของเราเข้าศูนย์ซ่อม เพื่อให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเปลี่ยนถ่ายของเหลวทั้งหมด เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรค น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ น้ำมันเฟืองท้าย น้ำหล่อเย็น เป็นต้น รวมไปถึงควรให้ช่างอัดจาระบีที่ลูกหมากใหม่ และตรวจเชคระบบเบรคว่าผิดปกติหรือไม่
"รถถูกน้ำท่วม" ค่าซ่อมเท่าไร
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เผยมาตรฐานการซ่อม "รถยนต์ถูกน้ำท่วม" โดยมีการประเมินค่าซ่อม 5 ระดับ ดังนี้
- ระดับ A น้ำท่วมถึงพื้นรถยนต์ เช่น พรม ประเมินค่าซ่อม 8,000-10,000 บาท
- ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง และระบบไฟฟ้า ประเมินค่าซ่อม 15,000-20,000 บาท
- ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อม 25,000-30,000 บาท
- ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อมตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป
- ระดับ E รถยนต์จมน้ำทั้งคัน บริษัทประกันจะคืนทุนประกันภัยให้ผู้เอาประกัน หรือผู้รับผลประโยชน์































