บทความ
EU เรียกร้องจีน ให้จำกัดโควตาส่งออกรถ PHEV และ HEV หลังเจอรุกตลาดอย่างหนัก

กำแพงภาษีรถ BEV ของยุโรป ทำให้จีนปรับแผน ดันรถ PHEV และ EV เข้าสู่ตลาดยุโรปหนักขึ้นHighlight
ส่อเค้าเดือด ! สหภาพยุโรป (EU) ออกโรงกดดันทางการจีนให้จำกัดการส่งออกรถยนต์พลัก-อิน ไฮบริด (PHEV) และไฮบริด (HEV) ไปยังตลาดยุโรป หลังค่ายรถแดนมังกรพลิกเกมหนีกำแพงภาษี EV กระทรวงพาณิชย์จีนสวนกลับทันควันระบุ "ขัดกฎ WTO"
นับตั้งแต่สหภาพยุโรป บังคับใช้มาตรการกำแพงภาษีตอบโต้การอุดหนุนกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) จากประเทศจีนสูงสุดถึง 45.3 % ไปเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2024 ค่ายรถยนต์จีนจึงเลือกที่จะปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่
เมื่อประตูของ BEV แคบลง ค่ายรถจีนจึงหันมาดันรถยนต์ PHEV และ HEV เข้าทำตลาดยุโรปแทน เนื่องจากรถยนต์กลุ่มนี้ยังคงเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติที่ 10 % เท่านั้น
ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ ยอดส่งออกรถยนต์ PHEV จากจีนไปยังยุโรปเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเข้าไปแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากแบรนด์ยุโรปเจ้าถิ่นอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลอย่างหนักให้แก่ EU เพราะรถยนต์ PHEV และ HEV จากจีน มีข้อได้เปรียบด้านราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าแบรนด์ยุโรป อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีแบทเตอรีที่ก้าวหน้า ส่งผลให้ EU ต้องออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง
มีรายงานว่า EU ได้พยายามเรียกร้องให้ทางการจีน "จำกัดโควตาการส่งออกรถยนต์ไฮบริดโดยสมัครใจ" ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 15 % ของส่วนแบ่งตลาดรวมใน EU
พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า หากจีนไม่ให้ความร่วมมือ EU อาจจำเป็นต้องงัดมาตรการเด็ดขาดมาใช้ เช่น การปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์กลุ่มไฮบริด หรือการจำกัดโควตานำเข้าอย่างเป็นทางการ
แน่นอนว่าทางการจีนไม่ได้นิ่งนอนใจต่อท่าทีดังกล่าว ในช่วงกลางเดือนกันยายน 2026 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ออกมาปฏิเสธข้อเสนอของ EU อย่างเป็นทางการ
โดยให้เหตุผลสำคัญว่า การบังคับให้จำกัดโควตาส่งออกในลักษณะนี้ ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎระเบียบ และหลักการค้าเสรีขององค์การการค้าโลก (WTO) อย่างชัดเจน
ทางการจีนยังย้ำจุดยืนด้วยว่า การแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางการค้าระหว่างสองฝ่าย จะต้องดำเนินการภายใต้กรอบกติกา และข้อกฎหมายของ WTO เท่านั้น ไม่ใช่การตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาบีบบังคับกันเอง
สถานการณ์ปัจจุบัน (ตุลาคม 2026) ถือว่าอยู่ในช่วงฝุ่นตลบ ตัวแทนจากทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาหาทางออกร่วมกันที่กรุงปักกิ่ง ในขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปเองก็กำลังเตรียมแผนสำรอง ทั้งการเตรียมใช้ มาตรการปกป้องฉุกเฉิน หรือการกำหนดเพดานโควตาภาษี หากการเจรจาล้มเหลว
หาก EU เอาจริง ค่ายรถจีนอย่าง BYD (บีวายดี), GWM (กเรท วอลล์ มอเตอร์) หรือ MG (เอมจี) อาจต้องปรับกลยุทธ์อีกรอบ การส่งออกรถจากจีนโดยตรงอาจทำกำไรได้ยากขึ้น ซึ่งอาจเร่งให้ค่ายรถจีนต้องตั้งโรงงานผลิตในยุโรปให้เร็ว และครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อหลบเลี่ยงกำแพงภาษีในระยะยาว
แม้มาตรการนี้จะช่วยซื้อเวลา และปกป้องค่ายรถยุโรป เช่น Volkswagen (โฟล์คสวาเกน), Stellantis (สเตลแลนทิส), Renault (เรอโนลต์) ไม่ให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปมากกว่านี้ แต่ในระยะยาวค่ายยุโรปก็ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี PHEV และ EV ของตนเองให้มีราคาที่แข่งขันได้ เพราะการพึ่งพากำแพงภาษีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันความอยู่รอดในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายแบบตอนนี้
เห็นได้ชัดว่า สงครามการค้ายานยนต์ระหว่าง EU และจีน พัฒนาจากการต่อสู้ในสมรภูมิ BEV ลุกลามมาถึงตลาดรถยนต์ลูกผสมอย่าง PHEV และ HEV อย่างเต็มตัว เกมนี้ไม่ได้วัดกันแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงกลยุทธ์ทางการค้า และข้อกฎหมายระหว่างประเทศ
ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการเจรจาจะออกมาในทิศทางใด ยุโรปจะตั้งป้อมสกัดได้สำเร็จ หรือรถจีนจะหาช่องทางเจาะตลาดยุโรปได้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ติดตามความเคลื่อนไหวทั้งหมดในวงการ รถยนต์

บทความแนะนำ

