ปลายเดือนพฤศจิกายน มีมิติของบอร์ด EV ชุดใหม่ไฟเขียวสั่งเคาะ ดันมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก และไทย โดยยืดหยุ่นการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมป้องกันปัญหารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ล้นตลาด และเป็นการเดินหน้าการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคเอเชีย เพราะตัวเลขยอดจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้า 9 เดือนแรกของปี 2568 มียอดเพิ่มขึ้นถึง 59 % ซึ่งสะท้อนการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายอยู่ในประเทศไทย
สาระสำคัญมีอยู่ 2 หัวข้อหลัก คือ 1. ปรับปรุงมาตรการเพิ่มความยืดหยุ่นในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และ 2. ปรับปรุงมาตรการเพื่อลด หรือป้องกันปัญหาการผลิตล้นตลาดในประเทศ
สำหรับมาตรการเพิ่มความยืดหยุ่นในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หลักๆ จะเน้นเรื่องการขยายเวลาจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย ภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 จากเดิมที่ต้องจดทะเบียนภายในเดือนธันวาคม 2568 และ 2570 ตามลำดับ ขยายเวลาเป็นภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป เพื่อช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในช่วงปลายปี สามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ทันตามกำหนด, กำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินอุดหนุนเพิ่มเติม โดยหากผู้ประกอบการผลิตได้ล่าช้ากว่าแผน กรมสรรพสามิตจะชะลอการจ่ายเงินอุดหนุนจนกว่าจะดำเนินการได้ตามแผน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการที่ผู้ประกอบการผลิตชดเชยไม่ได้ตามเงื่อนไขที่รัฐกำหนด, ขยายเวลาผลิตชดเชยภายใต้มาตรการ EV 3.0 ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของภาคธุรกิจ โดยอนุญาตให้ผู้เข้าร่วมมาตรการ EV 3.0 เพิ่มรายชื่อโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นคู่สัญญาในมาตรการ EV 3.5 เข้ามาในสัญญา EV 3.0 ได้, ขยายเวลาผ่อนผันการนับมูลค่าวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทยสำหรับเซลล์แบทเตอรีจากต่างประเทศ เดิมสิ้นสุดปี 2568 โดยเลื่อนออกไปถึงเดือนมิถุนายน 2569 ในช่วงขยายเวลาให้ปรับลดสัดส่วนมูลค่าเซลล์แบทเตอรีจากต่างประเทศ จากเดิม 10 % เป็น 15 % ของราคารถยนต์ไฟฟ้าหน้าโรงงาน เพื่อให้เป็นตามเกณฑ์เขตปลอดอากร (FREE ZONE) และกำหนดแนวทางสำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ HEV 3 หัวข้อ ได้แก่ การปล่อยแกสคาร์บอนมอนอกไซด์ มาตรฐาน ECO STICKER, การใช้ชิ้นส่วนที่ผลิต หรือประกอบในประเทศ ไม่น้อยกว่า 40 % ของตัวรถ, ความปลอดภัย และระบบ ADAS ผู้ผลิตต้องมีการทดสอบอย่างเป็นทางการในหน่วยงานที่รัฐกำหนดไว้เท่านั้น
และมาตรการลด หรือป้องกันปัญหาการผลิตล้นตลาดในประเทศ (OVERSUPPLY) เช่น ปรับปรุงเงื่อนไขการนับจำนวนการผลิตชดเชย ในส่วนของการผลิตเพื่อส่งออก ให้นับการผลิตส่งออก 1 คัน ต้องผลิตชดเชย 1.5 คัน โดยขยายเวลาถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 และเพิ่มทางเลือกในการออกจากมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาจำหน่ายแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุน ให้สามารถจ่ายส่วนต่างภาษีสรรพสามิตที่ได้รับการลดหย่อนคืน พร้อมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม เพื่อลดยอดที่ต้องนำไปคำนวณการผลิตชดเชย
ได้อ่านสาระสำคัญของมาตรการ EV แล้ว อยากให้ภาครัฐช่วยกำกับดูแลมาตรการอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่จ่ายเงินอุดหนุนไปแล้ว เขาปิดบแรนด์หนีกลับประเทศ อยากให้รัฐช่วยสนับสนุน ช่วยหันมามองเพื่อนเก่า ทั้งค่ายญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกาบ้าง ช่วยสร้างมาตรการจูงใจ หรืออื่นๆ ให้พวกเขาได้มีโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจได้บ้าง เพราะยังมีภาคส่วนอื่นๆ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย