ธุรกิจ
ข่าวเด่นรอบสัปดาห์/1 Aug 2026
สัปดาห์นี้กระแสการเข้าพบนายกรัฐมนตรีอนุทินของ Mitsubishi ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคึกคักอีกคร้้ง กับแผนการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 16,000 ล้านบาท แต่ด้านการผลิตในเดือนมิถุนายนนี้ ก็ยังคงลดลงต่อเนื่อง สิ่งที่น่าจับตามอง คือ การผลิต การขาย การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่ส่อเค้าสดใสอย่างเห็นได้ชัด ตามมาด้วยข่าวสารยานยนต์ต่างๆ อีกเช่นเคยHighlight
Mitsubishi ลงทุน 1.6 หมื่นล้านในไทย
Mitsubishi (มิตซูบิชิ) ประกาศแผนลงทุนผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ในไทย 16,000 ล้านบาท หลังเข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกุล มั่นใจศักยภาพของไทยกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของฐานการผลิตรถยนต์ และชิ้นส่วนภายในประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ลงทุน และตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย
Kato Takao (คาโตะ ทาคาโอะ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mitsubishi Motors ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีแผนลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทยจนถึงปี 2573 อีกประมาณ 16,000 ล้านบาท โดยจะลงทุนด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต ขณะเดียวกัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างศึกษาการวางแผนการผลิต และส่งออกรถกระบะ รวมถึงรถยนต์ Pajero (ปาเจโร) ที่ใช้เทคโนโลยีไฟฟ้า โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต
“นับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจใประเทศไทย บริษัทฯ มีการลงทุนสะสมแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท และส่งออกรถยนต์ที่ผลิตจากประเทศไทยไปยังตลาดโลกแล้วกว่า 5 ล้านคัน โดยประเทศไทยมีจุดแข็งด้านห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ครบวงจร มีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีศักยภาพ และเอื้อต่อการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ จึงทำให้บริษัทฯ ยังคงเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจ และการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย”
Mitsubishi Motors ขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอบคุณ Mitsubishi Motors ที่ให้ความเชื่อมั่น และลงทุนในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 65 ปี ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ การสร้างงาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รวมทั้งสนับสนุนห่วงโซ่อุปทาน และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศให้มีความแข็งแกร่ง สะท้อนถึงความเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับญี่ปุ่น
นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยให้ความสำคัญกับการดูแล และอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติ โดยริเริ่ม Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ ลดขั้นตอน และอุปสรรคด้านการค้า และการลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตที่มีศักยภาพ และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
“ไทยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของฐานการผลิตรถยนต์ และชิ้นส่วนภายในประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ลงทุน และตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ใช้แรงงานไทย ตลอดจนวัตถุดิบ และชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการไทย และเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว”
.....................................................................................................................
ส.อ.ท. ประกาศยอดผลิตรถเดือนมิถุนายน ลดลงร้อยละ 7.55
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประกาศเดือนมิถุนายน 2569 ผลิตรถยนต์ 120,391คัน ลดลงร้อยละ 7.55 ผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 12,634 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 282.38 ผลิตรถกระบะไฟฟ้า 270 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 500.00 ขาย 58,724 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.26 ขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 22,275 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 140.47 ขายรถกระบะไฟฟ้า 274 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 149.09 ส่งออก 81,526 คัน ลดลงร้อยละ 7.45 ส่งออกรถยนต์นั่งไฟฟ้า 292 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7,200 ส่งออกรถกระบะไฟฟ้า 19 คัน ลดลงร้อยละ 61.22
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนมิถุนายน 2569
การผลิต
รถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนมิถุนายน 2569 มีทั้งสิ้น 120,391 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 7.55 โดยลดลงเพราะผลิตเพื่อส่งออกรถยนต์นั่ง และรถกระบะ ลดลงร้อยละ 50.11 และ 8.07 ตามลำดับ จากการส่งออกไปตะวันออกกลางลดลงไป 7,727 คัน คิดเป็นร้อยละ 38.35 จากเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว รวมทั้งผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศลดลงร้อยละ 17.04 ส่งผลให้ยอดผลิตรวมลดลงร้อยละ 7.55 จากเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว
รถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 717,212 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 1.04
รถยนต์นั่ง เดือนมิถุนายน 2569 ผลิตได้ 48,317 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 5.30 โดยแบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 9,582 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 64.54
รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 12,634 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 282.38
รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 1,571 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 395.58
รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 24,530 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 20.37
ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มีจำนวน 252,371 คัน เท่ากับร้อยละ 35.19 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 4.65
รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 84,051 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 29.21
รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 34,030 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 43
รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 12,319 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 23.97
รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 121,971 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 8.71
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนมิถุนายน 2569 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ไม่มีการผลิต
รถยนต์บรรทุก เดือนมิถุนายน 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 72,074 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 9 และตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 464,841 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 1.04
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมิถุนายน 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 70,539 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 10.13
ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 456,157 คัน เท่ากับร้อยละ 63.60 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 0.10
รถกระบะบรรทุก 74,901 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 2.40
รถกระบะดับเบิลแคบ 285,978 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 2.38
รถกระบะดับเบิลแคบ BEV 2,101 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 2,234.44
รถกระบะ PPV 93,177 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 4.10
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนมิถุนายน 2569 ผลิตได้ 1,535 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 115.59 รวมเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ผลิตได้ 8,684 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 98.76
ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนมิถุนายน 2569 ผลิตได้ 67,784 คัน เท่ากับร้อยละ 56.30 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 20.18 และเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 449,161 คัน เท่ากับร้อยละ 62.63 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 5.44
รถยนต์นั่ง เดือนมิถุนายน 2569 ผลิตเพื่อส่งออก 12,201 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 50.11 และตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 93,885 คัน เท่ากับร้อยละ 37.20 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 3.78
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมิถุนายน 2569 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 55,583 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 8.07 และตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 355,276 คัน เท่ากับร้อยละ 77.89 ของยอดการผลิตเพื่อการส่งออก
ผลิตรถกระบะ ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 5.87
รถกระบะบรรทุก 37,003 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 10.91
รถกระบะดับเบิลแคบ 248,857 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 6.39
รถกระบะ PPV 69,416 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 0.94
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนมิถุนายน 2569 ผลิตได้ 52,607 คัน เท่ากับร้อยละ 43.70 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 16.12 และเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ผลิตได้ 268,051 คัน เท่ากับร้อยละ 37.37 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 7.35
รถยนต์นั่ง เดือนมิถุนายน 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 36,116 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 35.95 และตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ผลิตได้ 158,486 คัน เท่ากับร้อยละ 62.80 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ลดลงร้อยละ 5.15
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมิถุนายน 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 14,956 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 17.04 และตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 100,881 คัน เท่ากับร้อยละ 22.11 ของยอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
การผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม- มิถุนายน 2568 ร้อยละ 28.94
รถกระบะบรรทุก 37,898 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 19.89
รถกระบะดับเบิลแคบ 39,222 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 44.19
รถกระบะ PPV 23,761 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 22.30
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนมิถุนายน 2569 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ไม่มีการผลิต
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนมิถุนายน 2569 ผลิตได้ 1,535 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 115.59 รวมเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ผลิตได้ 8,684 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 98.76
รถจักรยานยนต์
เดือนมิถุนายน 2569 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 213,232 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 3.73 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 183,370 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 4.11 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 29,862 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 1.46
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,261,349 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 0.68 โดยแยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,020,194 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 2.09 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 241,155 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 5.79
ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนมิถุนายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 58,724 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2569 ร้อยละ 19.36 และเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 17.26 โดยตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้นเพราะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง รวมทั้งการส่งเสริมให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ของรัฐบาล รถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ส่วนใหญ่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามาจากการนำเข้ามากกว่ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ส่งผลให้ 6 เดือนปีนี้ รถยนต์นั่งที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในผลิตลดลงถึง 34,679 คัน หรือลดลงร้อยละ 29.21 จากตัวเลข 6 เดือนของปีที่แล้ว
รถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศกว่าร้อยละ 90 ยังคงขายได้แค่ 10,805 คัน ลดลงร้อยละ 3.17 จากเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว รถกระบะเคยขายได้เดือนละ 30,000 คัน ก่อนการระบาดของโรค COVID-19 ปัจจุบันขายได้เดือนละ 10,000 คัน ลดลงทุกเดือนตลอด 3 ปีมาแล้ว จากการเข้มงวดของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วน และซัพพลายเชนผลิตลดลงด้วย รายได้ และกำไรของบริษัทเหล่านี้ลดลง รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิต และภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลง รายได้คนงาน และพนักงานของผู้ผลิตชิ้นส่วน และซัพพลายเชนทั้งหลายก็มีรายได้ลดลง จึงระมัดระวังการใช้เงิน ส่งผลให้การลงทุน การจ้างงานชะลอตัวลง เศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ จึงขอให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ การจ้างงานจำนวนมาก เพื่อสร้างอำนาจซื้อให้มากขึ้น ใช้หนี้ได้มากขึ้น หนี้ครัวเรือนจะได้ลดลงอย่างแท้จริง รัฐบาลเก็บภาษีต่างๆ ได้มากขึ้น นำเงินภาษีไปลงทุน จ้างงานให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น ทำให้ประเทศอยู่ในวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้นเสียที
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์มีจำนวน 42,420 คัน เท่ากับร้อยละ 72.24 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 31.53
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 8,114 คัน เท่ากับร้อยละ 13.82 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 33.72
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 22,275 คัน เท่ากับร้อยละ 37.93 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 140.47
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 1,469 คัน เท่ากับร้อยละ 2.50 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 163.73
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV 58 คัน เท่ากับร้อยละ 0.10 ของยอดขายทั้งหมด ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 10,504 คัน เท่ากับร้อยละ 17.89 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 3.08
รถกระบะ (Pure Pickup) มีจำนวน 10,805 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 3.17 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 274 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 149.09 รถกระบะ REEV มีจำนวน 5 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 16.67 รถกระบะ HEV มีจำนวน 5 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย รถ PPV มีจำนวน 2,983 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 26.02 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 1,496 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 10.57
รถบรรทุก 5-10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 1 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 735 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 37.02
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 178,028 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2569 ร้อยละ 23.89 และเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 15.37
ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 รถยนต์มียอดขาย 346,966 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 14.63 แยกเป็น
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 240,426 คัน เท่ากับร้อยละ 69.29 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 24.13
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 54,506 คัน เท่ากับร้อยละ 15.71 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 24.83
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 104,418 คัน เท่ากับร้อยละ 30.09 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 93.07
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 6,023 คัน เท่ากับร้อยละ 1.74 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 20.36
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 839 คัน เท่ากับร้อยละ 0.24 ของยอดขายทั้งหมด ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 74,640 คัน เท่ากับร้อยละ 21.51 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 20.23
รถกระบะ (Pure Pickup) มีจำนวน 70,141 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 4.73 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 898 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 143.36 รถกระบะ REEV มีจำนวน 17 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 183.33 รถกระบะ HEV มีจำนวน 215 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย คิดเป็นร้อยละ 100 รถ PPV มีจำนวน 20,893 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 0.86 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 9,115 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 26.49 รถบรรทุก 5-10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 72 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 5,189 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 26.81
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 953,353 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 5.21
การส่งออก รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนมิถุนายน 2569 ส่งออกได้ 81,526 คัน ลดลงร้อยละ 7.45 โดยลดลงเพราะยังส่งออกไปตะวันออกกลาง ลดลงร้อยละ 38.35 จากเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ส่วนแบ่งตลาดลดลงจากร้อยละ 20 ของปีที่แล้วเหลือร้อยละ 14 นอกจากนี้ ยังส่งออกลดลงในตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย และโอเชียเนีย ยุโรป แต่ส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดแอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้
รถกระบะ 53,646 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 65.80 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 2.44
รถกระบะ BEV 19 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.02 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 61.22
รถยนต์นั่ง ICE 5,947 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 7.29 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 64.97
รถยนต์นั่ง BEV 292 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.36 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 7,200.00
รถยนต์นั่ง PHEV 163 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.20 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
รถยนต์นั่ง HEV 9,529 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 11.69 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 111.24
รถ PPV 11,930 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 14.63 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 3.25
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 58,239.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 1.39 และเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนส่งออกมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,773.34 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 16.68
ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 13,476.70 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 17.89
อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,256.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 9.06
รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์เดือนมิถุนายน 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 76,746.71 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 3.16
รถจักรยานยนต์
เดือนมิถุนายน 2569 มีจำนวนส่งออก 61,705 คัน (รวม CBU+CKD) ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2569 ร้อยละ 24.19 และลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 6.23 โดยมีมูลค่า 4,434.19 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 12.61
ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 767.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 324.19
อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 263.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 14.87
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนมิถุนายน 2569 ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 5,464.88 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 0.36
เดือนมิถุนายน 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 82,211.58 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 2.98
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 421,144 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 8.32
รถกระบะ 264,105 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 62.71 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 10.47
รถกระบะ BEV 218 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.05 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 207.04
รถยนต์นั่ง ICE 37,276 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 8.85 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 47.22
รถยนต์นั่ง BEV 8,858 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.10 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 1,234.04
รถยนต์นั่ง PHEV 1,144 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.27 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
รถยนต์นั่ง HEV 43,853 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 10.41 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 64.09
รถ PPV 65,690 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 15.60 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 0.88
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 289,187.70 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 8.01 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 18,527.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 0.16
ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 88,760.02 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 6.68
อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 11,628.45 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 11.90
รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 408,103.89 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 7.50
รถจักรยานยนต์
เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 463,444 คัน (รวม CBU+CKD) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 6.25 มีมูลค่า 33,002.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 4.02
ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,709.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 58.33
อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,512.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 16.86
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 36,224.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 6.23
เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 444,328.41 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 6.51
การปรับประมาณการผลิตรถยนต์ปี 2569
จากการติดตามสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ และภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ปรับประมาณการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยในปี 2569 ลงจากเดิม 1,500,000 คัน เหลือ 1,450,000 คัน หรือลดลงร้อยละ 3.33
โดยปรับลดประมาณการผลิตเพื่อการส่งออกจาก 950,000 คัน เหลือ 900,000 คัน หรือลดลงร้อยละ 5.26 ขณะที่ประมาณการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศยังคงไว้ที่ 550,000 คัน เท่าเดิม
การปรับประมาณการดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญจากปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย ได้แก่
1. สงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยปริมาณการส่งออกรถยนต์ไปยังตะวันออกกลางในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ลดลงร้อยละ 38.35 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
2. มาตรการกีดกันการค้า และภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป โดยส่งผลต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน
3. การเข้ามาทำตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ส่งผลต่อการแข่งขันกับรถยนต์จากประเทศไทยในการส่งออกไปภูมิภาคต่างๆ ทั้งอาเซียน ออสเตรเลีย และโอเชียเนีย รวมถึงภูมิภาคอื่นๆ
4. เกณฑ์การปล่อยมลพิษจากรถยนต์ของประเทศคู่ค้าเริ่มมีความเข้มงวดเพิ่มมากขึ้น
การปรับประมาณการผลิตรถจักรยานยนต์ปี 2569
จากการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศ และแนวโน้มความต้องการของตลาดรถจักรยานยนต์อย่างต่อเนื่อง กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ปรับประมาณการผลิตรถจักรยานยนต์ของประเทศไทยในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากเดิม 2,000,000 คัน เป็น 2,050,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.50
โดยยังคงประมาณการผลิตเพื่อการส่งออกไว้ที่ 400,000 คัน ขณะที่ปรับเพิ่มประมาณการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจาก 1,600,000 คัน เป็น 1,650,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.13
การปรับเพิ่มประมาณการผลิตรถจักรยานยนต์ในครั้งนี้ มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ดังนี้
1. การผลิตเพื่อส่งออกยังคงเป้าเดิมที่ 400,000 คัน เนื่องจากตลาดรถจักรยานยนต์ที่ประเทศไทยส่งออกไป มีการส่งไปในหลายภูมิภาคทั่วโลก จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากสภาวะสงคราม ในปัจจุบันยังคงมียอดการสั่งซื้อตามแผน
2. การผลิตเพื่อขายในประเทศปรับขึ้น จาก 1.6 ล้านคัน เป็น 1.65 ล้านคัน (ประมาณการขายตลาดรวมในประเทศอยู่ที่ 1.75 ล้านคัน) โดยได้ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ “ไทยช่วยไทย พลัส” ทำให้มีการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้รถจักรยานยนต์ และการเกิดไฟแนนศ์ขนาดเล็กใหม่ๆ (Microfinance) ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น
ข้อมูลจดทะเบียนที่ใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เดือนมิถุนายน 2569 (เฉพาะ รย.1)
เดือนมิถุนายน 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 54,190 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 13.66 แบ่งเป็น
ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 19,767 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 53.16
ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 8,636 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 28.56
ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 9,223 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 6.12
ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 14,237 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 25.55
ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 2,327 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 53.19
อื่นๆ มีจำนวน 0 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 326,349 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 17.17 แบ่งเป็น
ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 103,087 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 84.73
ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 55,912 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 24.21
ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 67,320 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 1.76
ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 89,818 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 25.65
ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 10,206 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 9.75
อื่นๆ มีจำนวน 6 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 200
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนมิถุนายน 2569
เดือนมิถุนายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่ จำนวน 22,898 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนปีที่แล้วร้อยละ 55.64 แบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 19,958 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 49.92
รถยนต์นั่งจำนวน 19,777 คัน
รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 173 คัน
รถยนต์บริการทัศนาจรจำนวน 8 คัน
รถกระบะ รถแวนมีทั้งสิ้น 29 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 83.71
รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 2,878 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 80.89
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 2,878 คัน
รถยนต์สามล้อมีทั้งสิ้น 4 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 33.33
รถยนต์สามล้อส่วนบุคคลจำนวน 4 คัน
รถโดยสารมีทั้งสิ้น 11 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนปีที่แล้วร้อยละ 10
รถบรรทุกมีทั้งสิ้น 18 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนปีที่แล้วร้อยละ 200
เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสม จำนวน 120,010 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายนปีที่แล้วร้อยละ 73.79 แบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 105,280 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 84.61
รถยนต์นั่งจำนวน 103,132 คัน
รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 2,102 คัน
รถยนต์บริการธุรกิจจำนวน 20 คัน
รถยนต์บริการทัศนาจรจำนวน 26 คัน
รถกระบะ รถแวนมีทั้งสิ้น 278 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 7.33
รถยนต์สามล้อมีทั้งสิ้น 25 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 127.27
รถยนต์สามล้อส่วนบุคคลจำนวน 25 คัน
รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 14,156 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 22.68
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 14,154 คัน
รถจักรยานยนต์สาธารณะจำนวน 2 คัน
รถโดยสารมีทั้งสิ้น 79 คัน เพิ่มขึ้นเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 25.40
รถบรรทุกมีทั้งสิ้น 192 คัน เพิ่มขึ้นเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 66.96
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนมิถุนายน 2569
เดือนมิถุนายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่ จำนวน 14,378 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนปีที่แล้วร้อยละ 24.81 แบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 14,247 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 25.15
รถยนต์นั่งจำนวน 14,237 คัน
รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 3 คัน
รถยนต์บริการทัศนาจรจำนวน 7 คัน
รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 131 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 3.68
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 131 คัน
เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสม จำนวน 90,287 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายนปีที่แล้วร้อยละ 24.86 แบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 89,878 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 25.29
รถยนต์นั่งจำนวน 89,818 คัน
รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 8 คัน
รถยนต์บริการธุรกิจจำนวน 10 คัน
รถยนต์บริการทัศนาจรจำนวน 42 คัน
รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 409 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ร้อยละ 29.12
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 409 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนมิถุนายน 2569
เดือนมิถุนายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่ จำนวน 2,329 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนปีที่แล้วร้อยละ 52.82 แบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 2,329 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนปีที่แล้วร้อยละ 52.82
รถยนต์นั่งจำนวน 2,327 คัน
รถยนต์บริการทัศนาจรจำนวน 2 คัน
เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสม จำนวน 10,214 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายนปีที่แล้วร้อยละ 9.98 แบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 10,214 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-มิถุนายนปีที่แล้วร้อยละ 9.98
รถยนต์นั่งจำนวน 10,206 คัน
รถยนต์บริการธุรกิจจำนวน 5 คัน
รถยนต์บริการทัศนาจรจำนวน 3 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 491,447 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 65.59 โดยแบ่งเป็นประเภท
รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 385,553 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 77.60
รถยนต์นั่งมีจำนวน 373,652 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 75.99
รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 8,664 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 142.83
รถยนต์บริการธุรกิจมีจำนวน 267 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 21.36
รถยนต์บริการทัศนาจรมีจำนวน 349 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 71.92
รถยนต์บริการให้เช่ามีจำนวน 6 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 100
รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์มีจำนวน 2,615 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 232.70
รถกระบ ะและรถแวนมีจำนวน 1,823 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 54.36
รถยนต์ 3 ล้อมีจำนวนทั้งสิ้น 1,060 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 2.91
รถยนต์สามล้อส่วนบุคคลมีจำนวน 154 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 29.41
รถยนต์รับจ้างสามล้อมีจำนวน 906 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 0.55
รถจักรยานยนต์มีจำนวนทั้งสิ้น 98,569 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 33.77
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมีจำนวน 98,374 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 33.82
รถจักรยานยนต์สาธารณะมีจำนวน 195 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 85.71
อื่นๆ
รถโดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 2,964 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 4.07
รถบรรทุกมีจำนวนทั้งสิ้น 1,478 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 45.62
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 694,320 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 28.02 โดยแบ่งเป็นประเภท
รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 684,023 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.44
รถยนต์นั่งมีจำนวน 681,987 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.39
รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารฯ มีจำนวน 515 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 0.59
รถยนต์บริการธุรกิจมีจำนวน 259 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 34.20
รถยนต์บริการทัศนาจรมีจำนวน 385 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 26.23
รถยนต์บริการให้เช่ามีจำนวน 10 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 42.86
รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์มีจำนวน 867 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 121.17
รถกระบะ และรถแวนมีจำนวน 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
รถจักรยานยนต์มีจำนวนทั้งสิ้น 10,294 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 5.17
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมีจำนวน 10,294 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 5.17
อื่นๆ
รถโดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 2 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 91,441 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 22.65 โดยแบ่งเป็นประเภท
รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 91,441 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 22.65
รถยนต์นั่งมีจำนวน 91,347 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 22.68
รถยนต์โดยสารรับจ้างไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
รถยนต์บริการธุรกิจมีจำนวน 42 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 30
รถยนต์บริการทัศนาจรมีจำนวน 31 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 14.81
รถยนต์บริการให้เช่ามีจำนวน 1 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 8
รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์มีจำนวน 19 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 216.67
.....................................................................................................................
Changan ทุ่ม 30 ล้าน เปิดศูนย์บริการแบทเตอรี
Changan Automobile หรือ Changan (ฉางอัน) ผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ทุ่มงบ 30 ล้านบาท เปิดตัว "Changan Battery and E-Drive Service Center" ศูนย์บริการแบทเตอรี และระบบอี-ดไรฟครบวงจร และได้มาตรฐานสากลแห่งแรกในประเทศไทย
Ma Jian Yong (หม่า เจี้ยน หย่ง) รองประธานฝ่ายประสบการณ์ลูกค้า (ศูนย์บริการและการปฏิบัติการ) Changan Auto กล่าวว่า Changan Battery and E-Drive Service Center นับเป็นศูนย์บริการด้านระบบแบทเตอรี (Battery) และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (E-Drive System) แบบ One-Stop Solution ครบวงจรในที่เดียว ที่มาพร้อมความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี Modular Repair หรือการซ่อมแซมเฉพาะจุด โดยหากตรวจพบว่าแบทเตอรีเสื่อม หรือเสียหายเฉพาะบางโมดูล ระบบก็สามารถตรวจสอบ และเปลี่ยนเฉพาะโมดูลที่เสื่อม หรือเสียหายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบทเตอรีทั้งลูก ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง รวมถึงยังช่วยลดระยะเวลาซ่อมแซม และระยะเวลารออะไหล่ในส่วนนี้ลงได้อย่างมาก เมื่อเทียบกับการซ่อมบำรุงรูปแบบเดิม
ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ Changan และ Ning Service by CATL ได้ผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าของ Changan เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านแบทเตอรีระดับโลกของ CATL เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการ และการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยนำองค์ความรู้ทางเทคนิค และมาตรฐานการให้บริการแบบเดียวกับที่ Changan และ CATL ใช้ทั่วโลกมาให้บริการกับลูกค้าในไทย
Changan Battery and E-Drive Service Center เรียกได้ว่าเป็นศูนย์บริการแบทเตอรี และระบบอี-ดไรฟแบบครบวงจรที่สุดแห่งแรกของประเทศไทย และยังเป็นศูนย์บริการฯ แห่งแรกของ Changan ที่จัดตั้งขึ้นนอกประเทศจีน โดยสะท้อนความมุ่งมั่นของ Changan ต่อตลาดประเทศไทยที่ตั้งใจลงทุนระยะยาวเพื่อดูแลลูกค้าตลอดการใช้งานสร้าง "Trusted Journey" ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก และเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายมืออาชีพ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การบริการที่ลูกค้าสามารถวางใจตลอดการเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าของ Changan
การเปิดศูนย์บริการแห่งนี้ยังเป็นส่วนสำคัญเพื่อซัพพอร์ทการรับประกันแบทเตอรีแบบ "Lifetime Warranty" เพื่อให้ดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากการรับประกันตลอดอายุการใช้งานจำเป็นต้องมีศูนย์บริการเฉพาะทางด้านการซ่อมบำรุงที่มีประสิทธิภาพสูงได้มาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าตลอดอายุการใช้งานได้อย่างแท้จริง ซึ่งศูนย์บริการแห่งนี้ตอบโจทย์ความมุ่งมั่นของ Changan ที่ต้องการส่งมอบบริการ และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า
Changan Battery and E-Drive Service Center พร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการ ปลายเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะให้บริการแก่ลูกค้า Deepal (ดีพอล) Nevo (นีโว) และ Avatr (อวาตาร์) โดยศูนย์บริการแห่งนี้จะมีอยู่ 4 ช่อมซ่อม ใช้เวลาซ่อมประมาณ 7-10 วัน
ริกกี้ อู๋ (อู๋ เสี่ยวคัง) Customer Officer และรองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Changan ยึดมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์การใช้รถยนต์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย และการเปิดศูนย์บริการแบทเตอรี และอี-ดไรฟ ครบวงจรแห่งแรกในไทยวันนี้ คือ ก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Changan ในการดูแลลูกค้าระยะยาว และยกระดับการให้บริการหลังการขายอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ความร่วมมือกับ Ning Service by CATL ผู้นำเทคโนโลยีแบทเตอรีระดับโลก เราสามารถนำเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และได้มาตรฐานระดับโลกมาดูแลระบบแบทเตอรี และอี-ดไรฟ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันมาให้บริการอย่างครบวงจรเป็นที่แรกในประเทศไทย และยังเป็นศูนย์บริการด้านแบทเตอรีแห่งแรกของ Changan ที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีนอีกด้วย ภายใต้ศูนย์บริการแห่งนี้ เราไม่เพียงซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า แต่เรากำลังส่งมอบความไว้วางใจด้านบริการหลังการขาย และสร้างความมั่นใจในการใช้รถไฟฟ้าของ Changan
Guo Yu (กัว อวี้) รองผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายช่องทางและเครือข่ายต่างประเทศ Ning Service กล่าวว่า Ning Service by CATL นำจุดแข็งในด้านเทคโนโลยีของ CATL ในการพัฒนาบริการสำหรับการดูแลรถยนต์ไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ พร้อมขยายบริการหลังการขายให้ครอบคลุมมากขึ้น ความร่วมมือกับ Changan ในครั้งนี้ คือ การนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมารวมกันอย่างลงตัว โดยนำเทคโนโลยีแบทเตอรีที่ล้ำหน้าของ CATL มาผนวกกับประสบการณ์ของ Changan ในการดูแลระบบไฟฟ้าของรถยนต์ เพื่อให้ผู้ใช้รถไฟฟ้าของ Changan ในไทยได้รับบริการซ่อมบำรุงคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็วที่สุด และจากนี้ไปทั้งสองฝ่ายจะยังคงมองหาโอกาส และรูปแบบความร่วมมือใหม่ๆ ในตลาดบริการหลังการขายรถไฟฟ้าทั่วโลก เพื่อร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโต และสนับสนุนการทรานส์ฟอร์มสู่ยุคพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืนต่อไป
..............................................................................................................................................................................
GWM ประกาศยอดขายครึ่งปีแรก 2569 เติบโต 19 %
GWM ประเทศไทย รายงานตัวเลขยอดขายในครึ่งแรกของปี 2569 เติบโตขึ้น 19 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า แม้จะไม่มีการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไตรมาสแรกก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอันแข็งแกร่งของผู้บริโภคชาวไทย และความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “All Scenarios-All Powertrains-All Users” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านของตลาดยานยนต์ในปัจจุบัน
เจาะลึกสัดส่วนยอดขายครึ่งปีแรก เติบโต 19 % พิสูจน์ความสำเร็จแนวคิด "All Powertrains"
ปัจจุบัน GWM (กเรท วอลล์ มอเตอร์) นำเสนอผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ทั้งไฮบริด (HEV), พลัก-อิน ไฮบริด (PHEV), รถยนต์ไฟฟ้า 100 % (BEV) และเครื่องยนต์ดีเซล ผ่าน 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ Tank (แทงค์), ORA (โอรา), Poer (โพเออร์), Haval (ฮาวัล) และ Wey (เว่ย) โดยในครึ่งแรกของปี 2569 GWM มียอดขายรวม 8,528 คัน เติบโตขึ้น 19 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (2568) ทั้งนี้ นำโดยรถในกลุ่ม Tank ซึ่งมีทั้ง Tank 300 และ Tank 500 ขุมพลังดีเซล และไฮบริด ที่ยังคงเป็นโมเดลยอดนิยมที่ขับเคลื่อนความสำเร็จนี้ และรถในกลุ่ม ORA จากความสำเร็จของ ORA 5 EV และ ORA 5 HEV ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และตามมาด้วยรถกระบะ Poer, รถเอสยูวี Haval และเอมพีวีหรู Wey G9
สำหรับแผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง GWM มีแผนแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ลงสู่ตลาดอย่างน้อย 3 รุ่น ครอบคลุมทั้งพลังงานไฟฟ้า เครื่องยนต์ไฮบริด และเครื่องยนต์ดีเซล เจเนอเรชันใหม่
GWM ชูกลยุทธ์ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง มุ่งสู่แบรนด์จีนที่ผู้บริโภคไว้วางใจที่สุด
ยอดขายในครึ่งแรกของปีนี้ยังสะท้อนถึงความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมของแนวคิดการยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-Centric) โดย GWM ยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด หรือ “The Most Trusted Chinese Brand in Thailand” ผ่านกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจ และโปร่งใส ควบคู่ไปกับการสร้างชุมชนผู้ใช้ที่แข็งแกร่ง โดยปัจจุบัน ชุมชน “Tanker” หรือกลุ่มผู้ใช้ GWM Tank ได้เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีสมาชิกมากกว่า 10,000 ครอบครัว ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น และพร้อมขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดย GWM ยึดมั่นในการนำข้อมูลเชิงลึก และเสียงสะท้อนจากผู้ใช้จริงมาต่อยอดพัฒนาทั้งด้านผลิตภัณฑ์ กิจกรรมการตลาด และการยกระดับบริการหลังการขาย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น ผ่านการเดินสายจัดกิจกรรมในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมทดลองขับ และสัมผัสเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของแบรนด์อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ GWM ยังคงรักษามาตรฐาน และวินัยทางธุรกิจที่เข้มงวด โดยเฉพาะความโปร่งใสด้านราคา และมาตรฐานเดียวกันในทุกพื้นที่ โดยเน้นการบริการพร้อมขยายการเข้าถึงผ่านเครือข่ายผู้จำหน่าย หรือ GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ ทั้ง 71 แห่งทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายมุ่งสู่ 100 แห่งทั่วประเทศ ภายในสิ้นปี 2569 นี้ พร้อมทั้งเดินหน้าขยายศูนย์บริการซ่อมตัวถัง และสีมาตรฐานสากล ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ในด้านบริการหลังการขาย GWM คว้าอันดับหนึ่งในกลุ่มแบรนด์รถยนต์จีนในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2* ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายในประเทศไทยด้วยมาตรฐานการดูแลที่โดดเด่นรอบด้าน ทั้งความสะดวกในการเข้าถึงการบริการ ความโปร่งใสของข้อมูล และค่าใช้จ่าย ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค กระบวนการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ และการสื่อสารที่ชัดเจน และเพิ่มความมั่นใจผ่านนโยบายการันตีจัดส่งอะไหล่ภายใน 7 วัน ซึ่งหากล่าช้ากว่ากำหนดจะได้รับมาตรการชดเชยเป็น GWM Point ทันที
ทั้งนี้ GWM ยังมุ่งมั่นสร้างโมเดลธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับสังคมไทย และพิสูจน์ความจริงใจ และจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจในฐานะนักลงทุนที่น่าเชื่อถือ และไว้วางใจได้ โดยเป็นบริษัทรถยนต์รายแรกที่ดำเนินการตามเงื่อนไข และเสร็จสิ้นกระบวนการผลิตชดเชยภายใต้มาตรการ EV 3.0 โดยไม่มีการค้างสตอครถยนต์เก่าใช้งานศูนย์กิโลเมตร และกำลังจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ (OEM) รายแรกที่เสร็จสิ้นกระบวนการผลิตชดเชยภายใต้มาตรการ EV 3.5 ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนตอกย้ำถึงจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความมุ่งมั่นในการลงทุนระยะยาวในประเทศไทยอย่างแท้จริง
เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM ประเทศไทย กล่าวว่า ยอดขายในครึ่งปีแรกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เป็นเครื่องสะท้อนอย่างชัดเจนว่า แนวคิด "All Scenarios-All Powertrains-All Users" ของ GWM สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดไทยได้อย่างแท้จริง การที่เรามุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ขยายประสบการณ์ลูกค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และส่งมอบบริการหลังการขายที่โปร่งใส จนสามารถคว้าอันดับ 1 ทั้งด้านดัชนีประสบการณ์ลูกค้าผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย (Product CXI No.1) และยังคงอยู่ในกลุ่มผู้นำความพึงพอใจด้านการบริการ (Service Customer Experience Index) ของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตลอดจนความสำเร็จในการปฏิบัติตามมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐเป็นรายแรก
ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งยืนยันว่า GWM คือ แบรนด์ที่ทุกคนสามารถไว้วางใจได้ และพร้อมยืนหยัดเป็นพันธมิตรในระยะยาวของประเทศไทย สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังนี้ GWM จะยังคงเดินหน้ารักษาวินัยทางธุรกิจอย่างเคร่งครัด พร้อมนำเทคโนโลยีระดับโลก และทัพยานยนต์รุ่นใหม่เข้ามาเติมเต็มตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเราจะทำงานร่วมกับผู้จำหน่าย และพันธมิตรทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทย
แหล่งที่มาผลสำรวจความพึงพอใจ : บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด
.....................................................................................................................
Sinotruk แต่งตั้ง NEX เป็นผู้แทนจำหน่าย
บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX รุกตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าไทย หลังได้รับการแต่งตั้งจาก Sinotruk International Co., Ltd. บริษัทในเครือ Sinotruk ผู้ผลิตยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ และรถบรรทุกหนักรายใหญ่ของจีน ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าแบรนด์ Howo (โฮโว) และ Sitrak (ซิทแรค) ในประเทศไทย
วสุ กลมเกลี้ยง ประธานกรรมการ บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Sinotruk ยักษ์ใหญ่มียอดขายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าเชิงพาณิชย์สูงที่สุดในโลก และครองแชมพ์ผู้ส่งออกรถบรรทุกหนักของจีนติดต่อกัน 21 ปี ด้วยส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 50 % และมียอดส่งออกสะสมมากกว่า 1,000,000 คัน ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก เลือก NEX เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (Exclusive Distributor) สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของ NEX ที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย
NEX เตรียมนำรถบรรทุกไฟฟ้าพแลทฟอร์ม 4x2 และ 6x2 เข้าสู่ตลาดไทย เพื่อรองรับโอกาสเติบโตในภาคขนส่ง ลอจิสติคส์ การกระจายสินค้า เชื่อว่าเป็นทเรนด์ใหญ่ที่จะเปลี่ยนของอุตสาหกรรมที่ต้องการลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อเข้าสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ
โดยที่ Sinotruk จะสนับสนุนข้อมูลทางเทคนิค การรับรองผลิตภัณฑ์ การฝึกอบรม และองค์ความรู้ด้านการซ่อมบำรุง ขณะที่ NEX จะดูแลการนำเข้า การทำตลาด การจำหน่าย และการพัฒนาระบบบริการหลังการขายในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจตลอดอายุการใช้งานของรถ
การที่ Sinotruk ซึ่งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมรถบรรทุกระดับโลก เลือก NEX เป็นพันธมิตรในประเทศไทย ถือเป็นการยืนยันถึงศักยภาพ และความพร้อมของเราในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของ NEX ให้ครอบคลุมระบบขนส่ง และลอจิสติคส์ในทุกระดับ
เป้าหมายของ NEX คือ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทย และเป็นผู้ให้บริการ Total Green Logistics Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบทุกด้าน
“ความพร้อมของศูนย์บริการ อะไหล่ ทีมช่าง มีความสำคัญไม่แพ้สมรรถนะของตัวรถ NEX จึงมุ่งพัฒนาระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว”
ก่อนหน้านี้ NEX เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์อเนกประสงค์ไฟฟ้า BAW M8 (บีเอดับเบิลยู เอม 8) ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ด้วยจุดเด่นด้านสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และราคาที่น่าสนใจ 1,299,000 บาท
การเพิ่มรถบรรทุกไฟฟ้า Howo และ Sitrak จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้สินค้าของ NEX ที่ประกอบไปด้วยรถโดยสารไฟฟ้า และรถหัวลากไฟฟ้า มีความหลากหลาย สามารถรองรับความต้องการได้ตั้งแต่การเดินทางส่วนบุคคล การขนส่งผู้โดยสาร การกระจายสินค้า ไปจนถึงลอจิสติคส์ระดับอุตสาหกรรม
ความร่วมมือกับ Sinotruk จึงเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของ NEX ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำตัวจริงด้าน Total Green Logistics Solutions ในประเทศไทย


























