ทดลองขับ(formula)
รีวิวลองขับ GWM Tank 500 3.0T Diesel เครื่องใหญ่ขึ้น แรงขึ้น ลุยดีขึ้น แต่ประหยัดกว่าเดิมได้จริงหรือ ?
หลังจาก GWM TANK 500 ทำตลาดในไทยมาแล้วทั้งเครื่องยนต์เบนซิน ไฮบริด และเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร ล่าสุดตัวเลือกที่น่าสนใจ คือ รุ่น GWM Tank 500 3.0T Diesel (จีดับเบิลยูเอม แทงค์ 500 3.0 ที ดีเซล) ไม่ใช่เพียงการเพิ่มความจุเครื่องยนต์เพื่อเรียกแรงม้า แต่มีการปรับแต่งหลายจุดให้เหมาะกับตัวรถขนาดใหญ่ (น้ำหนักโดยรวมมากก่าเดิมประมาณ 100 กก. เท่านั้น) ขุมพลัง คือเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร เทอร์โบแปรผัน VGT ส่งกำลังร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ กำลังสูงสุด 231 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 620 นิวทันเมตร/63.2 กก.ม. ตอบสนองตั้งแต่ช่วง 1,400-2,400 รตน. พร้อมการปรับแต่งช่วงล่าง และระบบเบรคให้รองรับพละกำลังที่สูงขึ้น มาดูกันว่า เมื่อเอาไปขับทั้งทางเรียบ และ ทางลุย จะเป็นอย่างไร รวมถึงการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงจะดีขึ้นหรือไม่

GWM Tank 500 มีถึง 3 ขุมพลัง แต่บุคลิกแตกต่างกันชัดเจน
หากมองเฉพาะตลาดประเทศไทย GWM Tank 500 เคยมีทางเลือกหลักถึง 3 รูปแบบของขุมพลัง เริ่มจาก 2.0T HEV ระบบไฮบริดแบบคู่ขนานที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า จุดเด่นคือแรงม้า และแรงบิดสูง การตอบสนองช่วงตีนต้นรวดเร็ว ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา แต่มีจุดสังเกตเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงทีค่อนข้างสูง ต่อมา คือ รุ่น 2.4T Diesel เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ ขนาด 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิด 480 นิวทันเมตร/49.0 กก.ม. มีพละกำลังที่เหมาะสม และทำให้ราคาโดยรวมของเอสยูวีรุ่นนี้มีความย่อมเยาลงมาพอสมควร แต่ยังคงถูกวิจารณ์วว่า เครื่องยนต์มีขนาดเล็กไปหน่อย และพละกำลังน้อยเกินไปสำหรับเอสยูวีตัวธงอย่าง Tank 500 ทำให้เป็นที่มาของเครื่องยนต์บลอคล่าสุดของรุ่น 3.0T Diesel ขยับความจุเป็นพิกัด 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 620 นิวทันเมตร/63.2 กก.ม. เพิ่มจากรุ่น 2.4T ถึง 47 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดแตกต่างกันที่ 140 นิวทัเมตร/14.3 กก.ม. จุดสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขสูงกว่า แต่แรงบิดที่มาตั้งแต่รอบต่ำ มีความลงตัวสำหรับการใช้งานเอสยูวีขุมพลังดีเซล

รูปทรงแทบไม่เปลี่ยนจาก 2.4T แต่รายละเอียดการใช้งานดีขึ้น
มองจากภายนอก หากไม่สังเกตอย่างละเอียดคงแยก Tank 500 3.0T Diesel ออกจาก 2.4T ได้ไม่ง่ายนัก เพราะ GWM ยังคงดีไซจ์นพื้นฐานเดิมทั้งสัดส่วนตัวถัง กระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟหน้า LED ทรงเหลี่ยม แนวเส้นด้านข้าง ไปจนถึงล้อขนาด 20 นิ้วในรุ่น Ultra ส่วนรุ่นสีตัวถังแบบ Black Warrior ยังคงสร้างความแตกต่างด้วยชุดตกแต่งสีดำรอบคัน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจซ่อนอยู่ข้างในเล็กน้อย มากกว่าการแต่งหน้าใหม่ จุดที่เพิ่มเข้ามา คือ บันไดข้างไฟฟ้า ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาในรุ่น 3.0T ช่วยให้การขึ้น-ลงรถทรงสูงแบบนี้สะดวกกว่าเดิม (เป็นออพชันที่เคยติดตั้งในรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด) รวมถึงประตูท้ายแบบดูดปิด เมื่อปิดเข้ามาใกล้พอ เราพบความแตกต่างเล็กน้อย คือ ป้ายรุ่นด้านหลังบริเวณประตูบานท้าย จะระบุเป็น “GWM TANK” ตัวหนังสือขนาดใหญ่ และแน่นอนว่าป้ายบอกรุ่น คือ 3.0T 4WD ของการเป็นตัวทอพบริเวณมุมประตูบานท้ายด้านล่างขวา

ทางเรียบ ทางเขา ทางโค้ง ทันใจกว่า 2.4T ชัดเจน
ทันทีที่ออกสู่ทางเรียบ ความต่างจากเครื่อง 2.4 ลิตรสัมผัสได้ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะจังหวะเร่งแซงรถคันหน้า เครื่องยนต์ 3.0T ไม่ต้องรอรอบนาน แรงบิดที่เหลือเฟือช่วยดึงตัวรถขนาดใหญ่ให้ทะยานต่อได้โดยไม่รู้สึกว่าต้องกดคันเร่งลึกเหมือนเดิม อัตราเร่งมีความทันสมัย แต่ไม่ได้เน้นความหวือหวา การส่งกำลังทำได้ต่อเนื่องอย่างน่าพอใจ เมื่อขึ้นเส้นทางภูเขาความได้เปรียบยิ่งชัด ช่วงไต่เนินยาวๆ รถสามารถรักษาความเร็วได้ง่ายกว่า เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะทำงานต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องลดหลายเกียร์เพื่อเรียกกำลังตลอดเวลา ผู้ขับเพียงเติมคันเร่งเนียนๆ ตัวรถก็สามารถแล่นผ่านทางขึ้นเขาได้สบาย เป็นจุดเด่นของการใช้เครื่องยนต์ที่มีพละกำลังมากขึ้น จากการปรับแต่งในหลายส่วน เช่น การหันมาใช้ระบบอินเตอร์คูเลอร์แบบน้ำ การปรับแต่งการทำงานของระบบเกียร์ ฯลฯ (ไม่ใช่การเพิ่มความจุให้เครื่องยนต์เท่านั้น) ให้เหมาะสมกับตัวรถ ขณะที่เส้นทางโค้งต่อเนื่อง แม้ความสูง และน้ำหนักรถยังเตือนให้รู้ว่านี่ไม่ใช่เอสยูวีสไตล์สปอร์ท แต่การตอบสนองโดยรวมมั่นใจกว่า 2.4T อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจังหวะกดคันเร่งออกจากโค้งขึ้นทางชันที่มีกำลังพร้อมใช้ทันที แทบลืมไปเลยว่า นี่คือ เอสยูวีตัวธง คันใหญ่

ทางลุยก็เอาอยู่ แรงบิดสูงทำให้อุปสรรคดูง่ายกว่าที่คิด
สิ่งที่ทำให้ GWM Tank 500 3.0T Diesel มีคุณสมบัติของการเป็นตัวลุยระดับธง คือ การเจออุปสรรคบนทางดิน ร่องลึก เนินชัน และพื้นผิวที่ต้องใช้แรงดึงต่อเนื่อง เครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงตั้งแต่ 1,400 รตน. ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้คันเร่งหนักเพื่อให้รถแล่นผ่านอุปสรรค การส่งกำลังมาอย่างหนักแน่น และควบคุมง่าย ยิ่งทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ท-ไทม์ Dual Speed ระบบลอคเฟืองขับไฟฟ้าหน้า-หลัง และโหมดการขับขี่ที่เพิ่มเป็น 10 รูปแบบ ทำให้ Tank 500 ไม่ได้มีแค่มาดหรูเท่านั้น แต่สามารถเอาจริงกับเส้นทางสมบุกสมบันได้ดีเกินคาด นอกจากนี้ยังมีระบบ Off-road Cruise Control ช่วยในการแล่นผ่านพื้นที่แคบหรือเส้นทางที่ต้องรักษาความเร็วต่ำ เมื่อขับผ่านเนินชันต่อเนื่อง ทำได้อย่างมั่นคง และปลอดภัย โดยไม่เป็นภาระกับผู้ขับมากเกินไป ความแตกต่างจากแรงบิดสูงสุดที่ 480 นิวทันเมตรของรุ่น 2.4T ชัดเจนมาก เพราะรถขับเคลื่อนด้วยแรงบิดมากกว่าการใช้รอบเครื่องยนต์สูง

เครื่องยนต์พิกัด 3.0 ลิตร แต่ประหยัดเกินคาด !
จุดที่สวนทางกับความรู้สึก คือ การเพิ่มความจุจาก 2.4 เป็น 3.0 ลิตร ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ GWM ระบุ (กับ Eco Sticker) กลับดีขึ้น โดยรุ่น GWM Tank 500 3.0T Diesel 4WD Ultra อยู่ที่ 7.1 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 14.1 กม./ลิตร (มาตรฐาน NEDC) ขณะที่ Tank 500 Diesel 2.4T 4WD Ultra มีตัวเลข Eco Sticker เฉลี่ยประมาณ 13.3 กม./ลิตร แม้ความแตกต่างจะมากนัก แต่บ่งบอกว่า เครื่องยนต์ที่มีความจุใหญ่กว่า และพละกำลังมากกว่า แต่หากถูกปรับแต่งให้ลงตัว และมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักโดยรวมที่ลงตัว ทำให้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นได้เช่นกัน ส่วน Tank 500 HEV Ultra รุ่นเดิมมีตัวเลข Eco Sticker ประมาณ 11.3 กม./ลิตร จึงทำให้ 3.0T กลายเป็นเครื่องยนต์ที่แรงที่สุดกลุ่มหนึ่ง แต่กลับมีตัวเลขการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูสีหรือดีกว่ารุ่นเครื่องเล็กกว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากระบบหัวฉีดคอมมอนเรล 2,000 บาร์, VGT, ระบบ EGR และการลดแรงเสียดทาน รวมถึงเกียร์ 9AT ที่ช่วยรักษารอบเครื่องให้อยู่ในช่วงประสิทธิภาพสูง

อย่างไรก็ตาม เรามีโอกาสลองอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงบนถนนจริงด้วย โดยทริพทดลองขับครั้งนี้มีรถที่ใช้การทดสอบ 4 คัน (ขับโดยสื่อมวลชนสายยานยนต์) โดยมี 2 คันที่ขขับแบบไปไหลๆ ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด แต่ใช้ความเร็วไม่ต่ำเกินไป (ในช่วง 100-110 กม./ชม. โดยเฉลี่ย) เมื่อเติมน้ำมันคืนเต็มถังพบว่า รถทั้ง 2 คันที่ขจับในลักณะดังกล่าวที่ใกล้เคียงกับการขับขี่ในความเป็นจริง (เปิดแอร์ มีสัมภาระ และผู้โดยสาร 3 คน) ระยะทางประมาณ 240 กม. เส้นทางมีการขึ้นเนินเขาบางช่วง อัตราสิ้นเปลืองจากการคำนวณเบื้องต้น คือ ประมาณ 12 กม./ลิตร ต่ำกว่าตัวเลขของ Eco Sticker เล็กน้อย ส่วนอีก 2 คัน ขับแบบเน้นสมรรถนะ สมกับเครื่องยนต์ที่มีแรงม้า และแรงบิดสูงสุดมากขึ้น มีการกดคันเร่งลึก และทำความเร็วในบางช่วง ผลตัวเลขของ “สายซิ่ง” ออกมาที่ประมาณ 10 กม./ลิตร ยังคงน่าพอใจสำหรับการขับขี่แบบ “เท้าหนัก” เช่นนี้ บ่งบอกว่า ภายใต้การขับขี่ในความเป็นจริง เครื่องยนต์ของ GWM Tank 500 3.0T Diesel นอกจากสมรรถนะที่ดีขึ้น ยังมีการประหยัดเชื้อเพลิงที่น่าพอใจด้วย 
ระบบรองรับไม่ได้แค่รองรับแรงม้าเพิ่ม แต่ควบคุมตัวถังดีขึ้น
การเพิ่มแรงม้าไม่ใช่ความแตกต่างเดียวของรถรุ่นนี้ แต่ยังรวมถึงการปรับแต่งระบบรองรับด้วย ทางผู้ผลิต GWM มีกาปรับแต่งชุดชอคอัพ และชุดคอยล์สปริงให้มีความแตกต่างจากรุ่น 2.4T พร้อมเสริมระบบ Integrated Brake Control หรือ IBC ปรับปรุงระบบเบรคด้านหลังเพื่อรองรับสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น ผลที่สัมผัสได้ คือ รถนิ่งขึ้นในจังหวะเปลี่ยนเลน และเข้าโค้งต่อเนื่อง อาการโยนของตัวถังลดลงจากบุคลิกเดิม แม้พื้นฐานยังเน้นความนุ่มนวล และความสบายมากกว่าความคมแบบรถยุโรป ช่วงผ่านรอยต่อหรือถนนขรุขระยังเก็บแรงสะเทือนได้ดี แต่เมื่อต้องใช้ความเร็วบนทางเขา ตัวรถควบคุมง่ายขึ้น และให้ความมั่นใจกว่าเดิม พวงมาลัยยังไม่ได้หนักหรือตอบสนองฉับไวแบบรถสปอร์ท (ปรับแต่งน้ำหนักของพวงมาลัยได้) ทว่าเข้ากับรถ 7 ที่นั่งขนาดใหญ่ที่ต้องการขับทางไกลแบบผ่อนคลายได้ดี ส่วนผู้โดยสารบนเบาะแถวที่ 2 ยังคงมีความสะดวกสบาย เป็นผลดีจากระบบรองรับที่มีความนุ่มนวลอย่างพอเหมาะ

ห้องโดยสารยังเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่เลือก TANK 500
เมื่อเข้ามาในห้องโดยสาร จุดเด่นดั้งเดิมของ Tank 500 ยังอยู่ครบ เพราะบรรยากาศภายในใกล้เคียงเอสยูวีหรูขนานแท้ (ยกระดับกว่า PPV ทั่วไป) เบาะหุ้มหนัง Nappa ปรับไฟฟ้า พร้อมระบบระบายอากาศ 4 ตำแหน่ง ทั้งเบาะคู่หน้า และเบาะแถวที่ 2 เบาะแถวที่ 3 พับ-ตั้งด้วยไฟฟ้าจากปุ่มใช้งานบริเวณที่เก็บของส่วนท้าย และด้านข้างเบาะแถวที่ 2 ห้องโดยสารรองรับ 7 ที่นั่ง และมีเครื่องเสียงลำโพงถึง 12 ตำแหน่ง หน้าจอกลางขนาด 14.6 นิ้วทำงานคู่กับมาตรวัดดิจิทัล 12.3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto จุดแตกต่างใหม่ คือระบบปฏิบัติการ Coffee OS 3.0 ซึ่งช่วยจัดการฟังค์ชันต่างๆ ภายในรถและระบบสั่งงานด้วยเสียงให้ทันสมัยขึ้น ส่วนระบบช่วยขับ ADAS Level 2 มีทั้ง ACC, LKA, LDW และ FCW พร้อมกล้องรอบคัน 540 องศาและระบบช่วยจอดที่รองรับการจอดอัตโนมัติไม่หลากหลายรูปแบบกว่าเดิม ทำให้ความรู้สึกโดยรวมไม่ได้มีแต่ “เอสยูวีคันใหญ่ เครื่องใหญ่” แต่ยังเป็นรถเดินทางไกลที่มีระบบอำนวยความสะดวกแทบครบทุกด้าน

สรุปความคุ้มค่า ระดับราคา 1.7 ล้านบาท ทำให้ TANK 500 3.0T น่าสนใจมาก
ราคาของ GWM Tank 500 3.0T Diesel เริ่มต้นที่ 1,669,000 บาท สำหรับรุ่น 2WD ULTRA และขึ้นไปสูงสุดถึง 1,799,000 บาท สำหรับรุ่นทอพ Black Warrior 4WD โดยมีราคาช่วง Early Bird ของรุ่น 4WD ลดเหลือ 1,719,000 และ 1,749,000 บาทตามลำดับ (จนถึงวันที่ 30 กันยายน นี้เท่านั้น) ถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง Ford Everest Platinum 3.0 V6 4WD ที่ปัจจุบันมีราคาปลีก 2,294,000 บาท ทำให้ TANK 500 3.0T 4WD ถูกกว่าราวครึ่งล้านบาท กับการได้เครื่อง 3.0 ลิตร แรงบิดสูงสุดถึง 620 นิวทันเมตร ห้องโดยสาร และออพชันหรูหรา ไม่แพ้กัน และมากกว่าในหลายจุดด้วยซ้ำ จะมีความแตกต่างในเรื่องชื่อชั้นของแบรนด์ ขึ้นกับความชอบของแต่ละบุคคล

ส่วนคู่แข่งใหม่อย่าง Mitsubishi Pajero รุ่นล่าสุด ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะ Mitsubishi เพิ่งเปิดตัวรถอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา และยืนยันว่าจะผลิตในประเทศไทย ก่อนเริ่มจำหน่ายไทยเป็นตลาดแรกแล้วตามด้วยญี่ปุ่น และออสเตรเลีย แต่ ณ ตอนนี้ราคาจำหน่ายในไทยยังไม่ได้ถูกประกาศออกมา จึงยังไม่สามารถฟันธงเรื่องความคุ้มค่าของราคาได้ ดังนั้น ในตอนนี้ถือว่า Tank 500 3.0T DIESEL มีข้อได้เปรียบที่ชัดมาก คือ ได้สมรรถนะระดับเครื่องดีเซล 3.0 ลิตร ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ลุยได้จริงจัง ช่วงล่างปรับแต่งใหม่ ห้องโดยสารหรู และออพชันที่จัดเต็ม ในราคาประมาณ 1.7 ล้านบาท แม้เรื่องความเชื่อมั่นระยะยาว และเครือข่ายบริการยังเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อควรชั่งน้ำหนักเทียบกับ Ford และ Mitsubishi แต่ถ้าวัดเฉพาะสมรรถนะ และออพชันที่ได้เทียบกับราคาโดยรวม GWM Tank 500 3.0T Diesel เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ

ติดตามข่าวสารของรถยนต์รุ่นใหม่ และการทดสอบได้ที่นี่






















