ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์/9 July 2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ ยังคงคึกคักต่อเนื่อง ยักษ์ใหญ่แดนปลาดิบ ยังคงเดินหน้าเป็นผู้นำตลาด 5 เดือนแรกของปีนี้ ส่วนรถยนต์จากแดนมังกร ก็ไม่ยอมแพ้ เริ่มปล่อยหมัด ผลิตรถดังในไทย พร้อมเปิดไลน์อัพเสริม เพื่อกระตุ้นยอดขาย พร้อมข่าวในส่วนอื่นๆ ให้อ่านกันจุใจHighlight
Toyota ประกาศยอดขายรถยนต์โดยรวม เดือน พค. เติบโต 10.60 %
Toyota ประกาศทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เดือนพฤษภาคม ยอดขายเติบโตเพิ่ม 10.60 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แนวโน้มเดือนมิถุนายน คาดว่าจะปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ตามดัชนี และราคาน้ำมัน
ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์เดือนพฤษภาคม 2569 โดยยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ มีจำนวนทั้งสิ้น 57,765 คัน เพิ่มขึ้น 10.60 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV (Passenger Car+SUV) มีปริมาณการขาย 40,907 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา 15.04 % ในขณะที่รถกระบะ มีปริมาณการขาย 11,171 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว 0.21 % รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีปริมาณการขาย 201 คัน เพิ่มขึ้น 133.72 % จากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และรถ PPV มีปริมาณการขาย 3,164 คัน เพิ่มขึ้น 2.10 % จากเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา
ส่วนแนวโน้มตลาดรถยนต์เดือนมิถุนายน คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยตามดัชนีทางฤดูกาล (Seasonal Index) และราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลงกลับมาอยู่ระดับเดียวกันกับช่วงก่อนสงคราม หากแต่ผู้บริโภคยังคงกังวลกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน ส่งผลให้ภาคประชาชนอาจจะระมัดระวังการใช้จ่าย และชะลอการตัดสินใจซื้อ
สำหรับ Toyota ยังคงรักษาความเป็นผู้นำได้อย่างแข็งแกร่งในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 34.39 % ตลาดรวมในกลุ่ม Pure Pick up จะมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ Toyota Hilux สามารถคงครองตำแหน่งผู้นำด้วยยอดขายเฉลี่ย 6,300 คัน/เดือน นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กลุ่ม Eco Segment มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน โดย Yaris Ativ รุ่นที่ทำยอดขายสูงสุดในกลุ่มนี้ของ Toyota ทำยอดขายเฉลี่ยสูงถึง 6,000 คัน/เดือน ในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา สำหรับกลุ่มรถยนต์นั่ง (PC) และรถยนต์ SUV มีทิศทางฟื้นตัวเช่นเดียวกัน ด้วยผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Yaris Cross ที่ทำยอดขายเฉลี่ย 2,900 คัน/เดือน และ Corolla Cross ที่ทำยอดขายเฉลี่ย 1,400 คัน/เดือน
ในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีจากตลาด และรักษาแรงขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำว่าลูกค้าส่วนใหญ่ยังให้ความเชื่อมั่นใน Toyota ทำให้สามารถรักษาสถานะผู้นำในตลาดรถยนต์ไทยได้อย่างมั่นคง”
ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้น
1. ยอดขายตลาดรถยนต์สะสม 5 เดือนแรก มียอดขาย 288,242 คัน เพิ่มขึ้น 14.10 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV (Passenger Car+SUV) ยอดขาย 197,935 คัน เพิ่มขึ้น 21.62 % จากปีที่ผ่านมา
- รถกระบะ ยอดขาย 59,265 คัน ลดลง 5.13 % จากปีที่ผ่านมา
- รถกระบะไฟฟ้า (BEV) ยอดขาย 695 คัน เพิ่มขึ้น 168.34 % จากปีที่ผ่านมา
- รถ PPV ยอดขาย 17,910 คัน เพิ่มขึ้น 16.56 % จากปีที่ผ่านมา
2. ตลาดรถยนต์เดือนพฤษภาคม 2569 ยอดขายตลาดรวม 57,765 คัน เพิ่มขึ้น 10.60 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV (Passenger Car+SUV) ยอดขาย 40,907 คัน เพิ่มขึ้น 15.04 % จากปีที่ผ่านมา
- รถกระบะ ยอดขาย 11,171 คัน เพิ่มขึ้น 0.21 % จากปีที่ผ่านมา
- รถกระบะไฟฟ้า (BEV) ยอดขาย 201 คัน เพิ่มขึ้น 133.72 % จากปีที่ผ่านมา
- รถ PPV ยอดขาย 3,164 คัน เพิ่มขึ้น 2.10 % จากปีที่ผ่านมา
3. Toyota มียอดขายสะสม 5 เดือนแรก 99,130 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ 34.39 % เติบโต 4.59 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นำโดย Pure Pick up (Hilux Travo, Revo และ Champ)
- มียอดขาย 31,521 คัน เติบโต 7.60 % จากปีที่ผ่านมา และ Eco Segment (Yaris และ Yaris Ativ)
- มียอดขาย 29,918 คัน เติบโต 26.13 % จากปีที่ผ่านมา
4. Toyota ในเดือนพฤษภาคม มียอดขาย 19,950 คัน เพิ่มขึ้น 3.90 % จากปีที่ผ่านมา นำโดยรถยนต์กลุ่ม Pure Pick up มียอดขาย 6,327 คัน เพิ่มขึ้น 13.98 % จากปีที่ผ่านมา และรถ PPV มียอดขาย 1,577 คัน เพิ่มขึ้น 21.21 % จากปีที่ผ่านมา
หมายเหตุ : ข้อมูลที่ปรากฏในรายงานนี้อ้างอิงจากข้อมูลยอดขายที่ระบุในเวบไซท์ https://fti.or.th/News/details?id=1415 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (The Federation of Thai Industries-FTI) ประกาศ ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2569
............................................................................................................
Mazda ประกาศพร้อมรุกรถไฟฟ้า เปิดคลังอะไหล่ส่งด่วน 24 ชม.
มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย)ฯ เตรียมความพร้อมในการส่งมอบรถ และดูแลลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้า The All-Electric Mazda6e อย่างครบวงจร ด้วยคลังอะไหล่ใหญ่สุดในอาเซียน สำรองอะไหล่ครบแล้ว 100 % ทุกรายการ รองรับการให้บริการอย่างต่อเนื่องในระยะยาว บนถนนบางนา-ตราด กม. 19 พร้อมเป็นศูนย์กลางด้านการบริหารจัดการ และกระจายอะไหล่ระดับสากลของ Mazda รองรับทั้งตลาดในประเทศ และการส่งออกไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Mazda ในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพการบริการหลังการขาย
ศราวุฒิ บรรยงค์กุล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Mazda มุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาระบบบริการหลังการขายในทุกมิติ เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวก ความอุ่นใจ และความพึงพอใจสูงสุดตลอดอายุการใช้งานรถยนต์ Mazda ซึ่งความพร้อมดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมเพียงการให้บริการที่โชว์รูม และศูนย์บริการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการอะไหล่ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า โดย Mazda ได้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านลอจิสติคส์ และคลังอะไหล่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจ และความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากความนิยมในรถยนต์ Mazda ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2556 Mazda ได้ลงนามร่วมมือกับ บริษัท ยูเซ็น โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด พันธมิตรด้านลอจิสติคส์ระดับโลก จัดตั้งศูนย์กระจายอะไหล่ Mazda ภายใต้ชื่อ บริษัท มาสด้า โลจิสติกส์ แอนด์ ยูเซ็น (เอเชีย) จำกัด บนถนนบางนา-ตราด ด้วยพื้นที่กว่า 23,635 ตรม. เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการ และกระจายอะไหล่ที่ได้มาตรฐานระดับสากล มีการสำรองอะไหล่ของรถยนต์ Mazda รุ่นปัจจุบัน และรุ่นที่ผ่านมามากกว่า 20 รุ่น สามารถรองรับการจัดส่งอะไหล่ให้แก่ผู้จำหน่าย Mazda ทั่วประเทศ ก่อนขยายบทบาทเป็นศูนย์กลางการส่งออกอะไหล่ไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ในปี 2558 โดยมีตลาดหลัก คือ ออสเตรเลีย และยุโรป ทั้งนี้ ศูนย์กระจายอะไหล่ของ Mazda แห่งนี้ มีความพร้อมเพื่อรองรับต่อการบริการหลังการขายอย่างครบถ้วนในทุกองค์ประกอบ
ระบบบริหารจัดการอันทันสมัย รองรับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
Mazda ได้พัฒนา และปรับปรุงระบบการบริหารจัดการภายในศูนย์กระจายอะไหล่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการอะไหล่ ระบบจัดการคลังสินค้า ระบบการสั่งอะไหล่ ระบบการเคลมอะไหล่ และระบบ Part Catalog ที่ได้รับการอัพเดทอยู่เสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานในยุคดิจิทอล โดยระบบทั้งหมดได้รับการเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการให้บริการรถยนต์ไฟฟ้า The All-Electric Mazda6e แล้วอย่างสมบูรณ์
บุคลากรมีความเชี่ยวชาญ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล
พนักงานของมาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย)ฯ และผู้จำหน่าย Mazda เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ด้านอะไหล่โดยตรง และยังพร้อมด้วยขั้นตอน และมาตรฐานในระดับสากล ที่ได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ Mazda ยังได้วางความพร้อมด้วยระบบ และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยให้แก่พนักงาน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยในการทำงาน
ความรวดเร็วในการจัดส่งอะไหล่
Mazda มีรอบการจัดส่งอะไหล่จากศูนย์กระจายสินค้าทุกวันจันทร์-เสาร์ หรือ 6 วัน/สัปดาห์ โดยลูกค้าในกรุงเทพฯ สามารถรับอะไหล่ได้อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชม. ขณะที่พื้นที่ต่างจังหวัดได้รับอะไหล่ภายใน 1 วันทำการ
หมายเหตุ : สำหรับจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และเกาะสมุย จะได้รับอะไหล่ภายใน 2 วันทำการ โดยมีรอบจัดส่งวันจันทร์-ศุกร์
สำรองอะไหล่ครบทุกชิ้นส่วน พร้อมรองรับการบริการระยะยาว
ปัจจุบัน Mazda มีความสามารถในการส่งอะไหล่ได้ทันทีหลังจากรับคำสั่งซื้อสูงถึง 98.4 % (สำหรับรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน) และได้เตรียมความพร้อมด้านอะไหล่สำรองของรถ The All-Electric Mazda6e ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 100 % ซึ่งรวมถึงชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องเปลี่ยน เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อาทิ กันชนหน้า และกันหลัง กระจังหน้า เป็นต้น นอกจากนี้ Mazda ยังมีสตอคเพียงพอเพื่อรองรับการบริการได้นานถึง 6 เดือน เพื่ออำนวยความสะดวก และลดระยะเวลารอคอยอะไหล่ของลูกค้าเมื่อนำรถเข้ารับการบำรุงรักษาที่ศูนย์บริการ Mazda ทั่วประเทศ
“สิ่งเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Mazda ที่พร้อมให้การดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร ทั้งด้านบริการหลังการขาย และการบริหารจัดการอะไหล่ เพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว”
ทั้งหมดนี้ คือ ความตั้งใจของ Mazda ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการเป็นเจ้าของรถยนต์ โดยเฉพาะลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ The All-Electric Mazda6e ที่จะได้รับการดูแลด้วยมาตรฐานเดียวกับลูกค้า Mazda ทุกรุ่น สะท้อนถึงคำมั่นสัญญา และคำขอบคุณต่อความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้แก่แบรนด์ Mazda เสมอมา เพื่อให้รถยนต์ Mazda เป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความสุขในการขับขี่ และการใช้ชีวิตให้แก่ลูกค้า และทุกคนในครอบครัว
ศูนย์การกระจายอะไหล่ของ Mazda เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท มาสด้า โลจิสติกส์ จำกัด และบริษัท ยูเซ็น โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยจัดตั้งขึ้นภายใต้ชื่อบริษัท Mazda Logistics & Yusen (Asia) Co., Ltd. (บริษัท มาสด้า โลจิสติกส์ แอนด์ ยูเซ็น (เอเชีย) จำกัด) โดยตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด มีพื้นที่รวมทั้งหมดประมาณ 23,635 ตรม. แบ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่เป็นสินค้าหลักประมาณ 19,594 ตรม. และพื้นที่คลังสินค้าย่อยอีกประมาณ 4,041 ตรม. มีจำนวนอะไหล่หมุนเวียนเข้า-ออกทั้งสิ้นประมาณ 300,000-400,000 ชิ้น/เดือน และมีมูลค่าสินค้าคงคลัง และหมุนเวียนรวมประมาณ 900 ล้านบาท
นอกจากนี้ ศูนย์กระจายอะไหล่ Mazda แห่งนี้ ยังส่งออกอะไหล่ไปจำหน่ายยังต่างประเทศทั่วโลก โดยมีตลาดหลัก คือ ออสเตรเลีย และยุโรป ปัจจุบัน มีอะไหล่สำรองรวมทั้งหมด 83,523 รายการ หรือเป็นจำนวนเกือบ 1,000,000 ชิ้น และมีการจัดส่งอะไหล่เฉลี่ย 350,000 ชิ้น/เดือน
............................................................................................................
GWM ประเทศไทย สร้างทีมลงสนาม Asia Cross Country Rally 2026
GWM ประเทศไทย ผนึกกำลัง EK Group พาร์ทเนอร์สโตร์รายใหญ่พื้นที่ภาคตะวันออก GWM EK Group เข้าร่วมการแข่งขัน 31st Musashi Asia Cross Country Rally (AXCR) 2026 ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-15 สิงหาคม 2569 นับเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของ GWM บนหนึ่งในสนาม Rally Cross Country ที่ท้าทายที่สุดของภูมิภาค และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะแบรนด์รถยนต์จีนที่ทำตลาดในประเทศไทยแบรนด์แรกที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้
โดยเป็นหมุดหมายสำคัญเพื่อท้าทายสมรรถนะ และประสิทธิภาพของรถยนต์ GWM รวมถึงขีดความสามารถของทีมแข่ง GWM EK Group หนึ่งเดียวในไทย โดยการเข้าร่วมของแบรนด์ในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จระดับโลกของ GWM ในศึก Taklimakan Rally 2026 ที่ประเทศจีน เมื่อไม่นานมานี้ และเพื่อสั่งสมประสบการณ์ในการแข่งขันแรลลีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นรากฐานสำคัญสู่การเติบโตในเวทีมอเตอร์สปอร์ทระดับนานาชาติของ GWM ต่อไป
สำหรับวงการยานยนต์ และมอเตอร์สปอร์ทไทย การปรากฏตัวของ GWM ใน AXCR 2026 ไม่ใช่เพียงการส่งทีมลงสนาม แต่คือ การตอกย้ำความมุ่งมั่น และความกล้าที่จะท้าทายศักยภาพตนเองเพื่อพิสูจน์สมรรถนะ ความทนทาน และศักยภาพเชิงวิศวกรรม ภายใต้สนามจริงที่โหด ท้าทาย และคาดเดาไม่ได้ รายการนี้มีระยะทางรวมประมาณ 2,000 กม. ตลอด 6 วันของการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 10-15 สิงหาคม 2569 บนเส้นทางในประเทศไทย ตั้งแต่พัทยา ปราจีนบุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร ไปจนถึงพิษณุโลก ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญของทั้งสมรรถนะรถยนต์ ทีมช่าง นักขับ และกลยุทธ์การแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นการทดสอบผลิตภัณฑ์ในสภาพการใช้งานจริงอย่างเข้มข้น เพื่อพัฒนาคุณภาพ และความทนทานให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลูกค้าในไทย
การลงสนามครั้งนี้ยังสะท้อนทิศทางของ GWM ในการขยับจากการเป็นแบรนด์ยานยนต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และแข็งแกร่งในประเทศไทย ไปสู่การเป็นผู้ท้าชิงรายใหม่ในสนามที่เต็มไปด้วยผู้เล่นมากประสบการณ์ โดยจะใช้เวที AXCR 2026 นี้ เป็นพื้นที่พิสูจน์เทคโนโลยี และความแข็งแกร่งของพแลทฟอร์มยานยนต์ผ่านการแข่งขันจริง พร้อมต่อยอดข้อมูล และประสบการณ์จากสนามแข่งกลับสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับสมรรถนะ ความทนทาน ความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือของรถยนต์ GWM สำหรับผู้ใช้งานจริงในทุกสภาพถนน
ภายใต้แนวคิด “All Scenarios-All Powertrains-All Users” GWM เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นผ่านผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และประสบการณ์หลังการขายที่ให้ความสำคัญกับลูกค้า การก้าวสู่สนาม AXCR 2026 จึงเป็นอีกมิติของการสื่อสารแบรนด์จาก “ความเชื่อมั่นบนถนน” สู่ “บทพิสูจน์บนสนามแข่ง” ที่คนไทยต้องติดตาม
โดยการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงนี้ GWM จะทยอยเปิดเผยรายละเอียดของรถแข่ง ทีม นักขับ และความเคลื่อนไหว เบื้องหลังการเตรียมทีมในลำดับต่อไป แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ท และผู้ที่ติดตามการแข่งขัน Rally Cross Country สามารถรอติดตามบทใหม่ของ GWM ในสนาม AXCR 2026 เพื่อพิสูจน์ศักยภาพแบบเต็มพิกัด ติดตามอัพเดทเพิ่มเติมได้เร็วๆ นี้ ผ่านช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการของ GWM ประเทศไทย และเวบไซท์ www.gwm.co.th รวมถึงเวบไซท์อย่างเป็นทางการของ Asia Cross Country Rally (AXCR) 2026 ที่ https://asiacrosscountryrally.com/
............................................................................................................
Chery เปิดไลน์ประกอบ “Chery V23” อย่างเป็นทางการ
Chery Thailand เปิดไลน์การประกอบรถไฟฟ้า Chery V23 ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่กรกฎาคม 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ครบวงจรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย Chery ยังคงเดินหน้าธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “For Family” เพื่อส่งมอบยนตรกรรมคุณภาพระดับโลกสู่ครอบครัวผู้ขับขี่ชาวไทย
จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ Chery ประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดไลน์การประกอบ Chery V23 ในประเทศไทย เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Chery ในการดำเนินธุรกิจระยะยาวในไทย ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ตลาดไทยในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 เราได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากลูกค้าชาวไทยโดยสะท้อนจากยอดขายรวมกว่า 5,500 คัน โดยเฉพาะรถ Chery V23 ซึ่งเป็นรถไฟฟ้า 100 % ที่โดดเด่นทั้งด้านดีไซจ์นทรง Boxy การขับขี่ที่สนุกตอบโจทย์ทุกการเดินทาง พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทำให้การขับขี่สะดวกสบายสำหรับทุกคน และเราจะยังมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า ตั้งแต่การเสริมความพร้อมของอะไหล่ คุณภาพการบริการ ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทย ภายใต้เป้าหมายในการเป็น Top Choice ของครอบครัวคนไทย
มาตรฐานโรงงานระดับสากล
โรงงานประกอบ Chery V23 ในประเทศไทย ได้รับการพัฒนา และดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกับโรงงาน Chery ในประเทศจีน โดยนำระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมาใช้ตลอดกระบวนการผลิต ควบคู่กับระบบบริหารจัดการคุณภาพที่เข้มงวด เพื่อให้ทุกขั้นตอนของสายการประกอบ และการตรวจสอบคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานระดับโลกของ Chery
Chery V23 ทุกคันที่ออกจากสายการผลิตจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด 100 % ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้าง ระบบความปลอดภัย ระบบไฟฟ้า และสมรรถนะการขับขี่ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถทุกคันมีคุณภาพ และความพร้อมสูงสุดก่อนส่งมอบถึงมือลูกค้า
ทั้งนี้ Chery ประเทศไทย พร้อมส่งมอบรถ Chery V23 ให้แก่ลูกค้าชาวไทยจำนวนกว่า 1,000 คัน/เดือนตามกำหนดการ ตอกย้ำความพร้อมด้านการผลิต และความมุ่งมั่นในการส่งมอบรถยนต์คุณภาพมาตรฐานให้แก่ผู้บริโภคในประเทศไทย
Chery V23 รถดีไซจ์นทรงกล่อง เอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนความสนุกสนาน และมีสไตล์
Chery V23 เป็นรถไฟฟ้า 100 % ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ด้วยดีไซจ์น Boxy อันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสานความคลาสสิคเข้ากับความทันสมัย (Retro-Futuristic) ฟังค์ชันการใช้งานครอบคลุมทั้งในเมือง และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ และได้รับรางวัลอีกหลายรางวัลทั้งในระดับในประเทศ และต่างประเทศ อาทิ Red Dot Award: Design Concept 2026 รางวัล Car of the Year 2026 พร้อมทั้งรางวัลความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Asean NCAP
Chery V23 มีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ 2WD Play, 2WD Plus และ 4WD Peak และมีสีทั้งหมด 7 สีที่บ่งบอกสไตล์ที่เป็นตนเอง ได้แก่ สีเขียว Dynamic Green, สีส้ม Vibe Orange, สีขาว Sporty White, สีดำ Ignite Black, สีเงิน Sparkle Silver และ 2 สีใหม่ล่าสุดที่ คือ สีม่วง Pop Purple (Limited Edition) และสีเทา Latte Gray
ผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ Chery V23 สามารถรับข้อเสนอพิเศษ ส่วนลดมูลค่า 10,000 บาท พร้อมสิทธิ์ Lifetime Warranty สำหรับแบทเตอรีแรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ตลอดอายุการใช้งานของรถ* เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานในระยะยาว ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือนัดหมายทดลองขับได้ที่โชว์รูม Chery ทั่วประเทศ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ ระยะเวลาโปรโมชันสำหรับจอง และรับรถภายใน 1-31 กรกฏาคม 2026 นี้เท่านั้น
............................................................................................................
AVATR แนะนำ New AVATR 11 ราคาเริ่มต้น 2,299,000 บาท
AVATR ประเทศไทย ผู้นำยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะระดับไฮเอนด์ สุนทรียภาพแห่งอนาคต ในเครือ Changan Automobile หรือ Changan ผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ยกระดับมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงอย่างต่อเนื่อง เปิดราคาอย่างเป็นทางการของ New AVATR 11 โฉมใหม่ ที่อัพเกรดครั้งสำคัญ ด้วยการนำเทคโนโลยีช่วงล่างไฟฟ้าแม่เหล็ก (MR Suspension) จากรุ่น AVATR 11 Royal Edition มาเป็นมาตรฐานใหม่ของ AVATR 11 เพื่อมอบสมรรถนะ การขับขี่ที่ทรงพลัง แม่นยำ และหนักแน่นยิ่งขึ้นในทุกสภาพถนน New AVATR 11 โฉมใหม่ พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาเริ่มต้น 2,299,000 บาท ในรุ่น Ultra และ 2,499,000 บาท สำหรับรุ่น Ultra AWD
จาง เฉินเฉียง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ AVATR บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด กล่าวว่า AVATR ไม่ได้มุ่งมั่นที่จะเป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การเดินทางเท่านั้น แต่คือยนตรกรรมที่ส่งมอบสิ่งที่พิเศษยิ่งกว่า ภายใต้ปรัชญาการออกแบบที่โดดเด่น และล้ำสมัย ทำให้ผู้ขับขี่ดูโดดเด่น และแตกต่างเหนือใคร และเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียมให้แก่ทุกคน จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนระบบช่วงล่างของ New AVATR 11 โดยนำเทคโนโลยีล่าสุดมาใช้เพื่อการันตีประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับลูกค้าทุกท่าน อีกทั้งยังมาพร้อมกระจกหลังแบบ Privacy Glass กระจังหน้าแบบใหม่ และเพิ่มความสปอร์ทยิ่งขึ้น และยังมีระบบน้ำหอมอัจฉริยะ ยกระดับห้องโดยสารสุดหรูอีกด้วย
นอกเหนือจากสมรรถนะที่เหนือชั้น New AVATR 11 โฉมใหม่ ยังคงยึดมั่นในปรัชญาการออกแบบ "Emotive Luxury" ที่ได้รับการออกแบบโดยศิลปินนักออกแบบระดับโลกจากศูนย์ออกแบบประเทศเยอรมนี อันเป็นดีเอนเอหลักของ AVATR ทุกรุ่น ที่ให้น้ำหนักกับความรู้สึก และสุนทรียภาพไม่แพ้นวัตกรรม สู่ภาษาการออกแบบที่เรียบง่าย แต่โดดเด่นในทุกสัมผัส ปรัชญานี้ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วยรางวัล ทำให้ New AVATR 11 ได้รับ iF Design Award ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่ผสานงานดีไซจ์น ศิลปะ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
เพื่อมอบสมรรถนะ การขับขี่ที่ทรงพลัง แม่นยำ และหนักแน่นยิ่งขึ้นในทุกสภาพถนน New AVATR 11 โฉมใหม่ พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาเริ่มต้น 2,299,000 บาท ในรุ่น Ultra และ 2,499,000 บาท สำหรับรุ่น Ultra AWD
จุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นไฮไลท์ของ New AVATR 11 โฉมใหม่
ระบบช่วงล่างที่นำคุณสมบัติอันโดดเด่นของ AVATR 11 Royal Edition มาใช้กับ New AVATR 11 ทุกรุ่น โดยเปลี่ยนจากเดิมที่เป็นช่วงล่างอิสระแบบ MacPherson Strut ด้านหน้า และ Multi-Link ด้านหลัง มาใช้เทคโนโลยีช่วงล่างไฟฟ้าแม่เหล็ก Magnetorheological Suspension (MR Suspension) แบบเดียวกับที่ใช้ในซูเพอร์คาร์ระดับโลก โดยระบบคอมพิวเตอร์จะปรับความหน่วงของชอคอับแต่ละล้อแบบเรียลไทม์ในระดับ 1,000 ครั้ง/วินาที ให้เข้ากับสภาพผิวถนน และการเข้าโค้งได้ทันที ช่วยให้ได้ทั้งความนุ่มนวลในการซับแรงกระแทก และความเสถียรภาพในระดับความเร็วสูง พร้อมระบบควบคุมแรงบิดอัจฉริยะที่กระจายแรงขับสู่ล้อแบบเรียลไทม์ ยกระดับทั้งอัตราเร่ง และการควบคุมรถให้เหนือชั้นกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน
ภายในห้องโดยสาร New AVATR 11 โฉมใหม่ ยังคงมอบความหรูหราระดับพรีเมียมในทุกรายละเอียด จากการตกแต่งด้วยเบาะหนังแท้ Nappa คอนโซลกลาง และที่วางแขนหุ้มด้วยวัสดุเนื้อนุ่ม พร้อมไฟบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบ Emotional Vortex ที่ปรับเปลี่ยนสี และจังหวะได้ หน้าจออินโฟเทนเมนท์ส่วนกลางขนาด 15.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple Car Play และ Android Auto พร้อมหลังคากระจกพาโนรามาขนาดใหญ่ เคลือบสารป้องกันรังสี UV เพื่อการเดินทางที่ทั้งหรูหรา และผ่อนคลายในทุกอารมณ์
ด้านแบทเตอรี New AVATR 11 โฉมใหม่ ใช้แบทเตอรีขนาด 116.79 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสุด 680 กม. (NEDC) รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง DC กำลังสูงสุด 240 กิโลวัตต์ จาก 30-80 % ภายในเวลาเพียง 25 นาที และชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ AC กำลังสูงสุด 11 กิโลวัตต์ พร้อมรองรับฟังค์ชัน V2L จ่ายกระแสไฟให้แก่อุปกรณ์ภายนอกได้ และระบบดึงพลังงานจากการเบรคกลับมาใช้ใหม่ (Regenerative Braking) และยังมีรุ่น Ultra AWD ที่สามารถทำความเร็ว 0-100 กม./วินาที ภายใน 4.8 วินาที
นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าคนพิเศษของ AVATR ทุกท่าน บริษัทฯ ได้เตรียมการอัพเกรดซอฟท์แวร์ผ่านระบบ OTA ครั้งใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดย AVATR 07 ทุกคันจะได้รับสิทธิพิเศษในการอัพเกรดซอฟท์แวร์ผ่านระบบ OTA ใหม่ ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้
............................................................................................................
BYD Seal 6 เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ เริ่มต้น 799,900 บาท
บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่าย และให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ BYD และ Denza อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจ Rever เสริมความแกร่งให้แก่ BYD Seal 6 เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ Standard ซึ่งยังคงความเป็นรถยนต์ไฟฟ้า Comfort Sedan ที่ผสานความสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เช่นเดียวกับรุ่นย่อย Premium และ Dynamic แต่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น โดยที่ยังเพียบพร้อมด้วยรูปลักษณ์ Premium และอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ทั้งยังมอบสมดุลแห่งการขับขี่ในแบบฉบับของรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง รวมถึงมั่นใจในความปลอดภัย และประสิทธิภาพของ BYD Blade Battery
ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้า มาพร้อม BYD Blade Battery ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วทั่วโลก
BYD Seal 6 Standard มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งมอบสมดุลการขับขี่ที่เหนือกว่า ให้กำลังสูงสุด 95 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 220 นิวทันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 12.5 วินาที ทั้งยังมี BYD Blade Battery ขนาด 46.08 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของความปลอดภัย และสมรรถนะ โดยผู้ใช้งานทั่วโลก ขับขี่ได้เป็นระยะทางสูงสุด 410 กม.* รองรับการชาร์จ DC กำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ และมาพร้อมระบบ VtoL (Vehicle to Load) จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้อย่างสะดวกสบาย
อุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ทั้งภายนอก และภายใน
BYD Seal 6 Standard รถยนต์ไฟฟ้า Comfort Sedan ที่คุ้มค่าด้วยอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ภายนอกติดตั้งไฟหน้าแบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟท้ายเป็นแบบ LED โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ทั้งยังมีระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ และกระจกมองข้างปรับองศาไฟฟ้าพร้อมพับไฟฟ้า พร้อมบ่งบอกตัวตนของคุณผ่าน 3 สีตัวถัง ซึ่งมีให้เลือกทั้งสีขาว Horizon White, สีดำ Quantum Black และสีเทา Harbour Grey
เปิดประสบการณ์ความสะดวกสบายไปกับห้องโดยสาร ที่เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทั้งระบบปรับอากาศแบบ 2 โซน และเบาะหุ้มหนังสังเคราะห์ เพลิดเพลินไปกับหน้าจอสัมผัสระบบมัลทิมีเดียขนาด 12.8 นิ้ว รองรับ Apple Car Play และ Android Auto ทำงานร่วมกับลำโพง 6 ตำแหน่ง เพิ่มอรรถประโยชน์ด้วยพนักพิงเบาะโดยสารด้านหลังพับแบบ 60:40 BYD Seal 6 Standard ยังยกระดับประสบการณ์การขับขี่ ด้วยพวงมาลัยแบบมัลทิฟังค์ชัน และหุ้มหนังสังเคราะห์ ที่จับกระชับมือ และหน้าจอเรือนไมล์ขนาด 8.8 นิ้ว แสดงผลชัดเจน และอ่านค่าได้ง่าย
มั่นใจในทุกเส้นทาง ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย
BYD Seal 6 Standard ให้คุณขับขี่อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย หยุดรถเต็มประสิทธิภาพ ด้วยระบบช่วยเบรคป้องกันล้อลอค (ABS) และระบบช่วยกระจายแรงเบรคอัจฉริยะ (HBA) เพิ่มความมั่นคงในทุกการควบคุม แม้อยู่บนถนนเปียกลื่น หรือขณะเข้าโค้ง ผ่านระบบช่วยป้องกันการลื่นไถลขณะขับขี่ (TCS), ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (ESC) และระบบควบคุมการทรงตัวของตัวรถขณะเข้าโค้ง (VDC) นอกจากนั้น BYD Seal 6 Standard ยังพร้อมปกป้องผู้โดยสารทุกที่นั่ง ด้วยถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง
BYD Seal 6 Standard ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมข้อเสนอพิเศษมากมาย
BYD Seal 6 ให้คุณเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นในราคาเริ่มต้น 799,900 บาท ทั้งยังมีข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย รวมมูลค่าสูงสุดมากกว่า 50,000 บาท** ให้แก่ลูกค้าที่ออกรถภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยมีทั้ง
- ฟรี แพคเกจการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน Lifetime Warranty มูลค่า 50,000 บาท**
- รับสิทธิ์ซื้อโฮมชาร์เจอร์ ยี่ห้อ Zhida พร้อมบริการติดตั้ง ในราคาพิเศษ 10,000 บาท**
- ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. 1 ปี**
- ฟรี ฟีล์มเซรามิค XUV Max III Film พร้อมบริการติดตั้ง**
พบกับ BYD Seal 6 รุ่นย่อยใหม่ Standard พร้อมสัมผัสยนตรกรรมพลังงานใหม่มากคุณภาพจาก BYD ได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูม และศูนย์บริการ BYD และ Denza ทั้ง 175 สาขาทั่วประเทศ
* เป็นไปตามมาตรการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และอื่นๆ
** เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด
............................................................................................................
Yamaha เปิดตัวนักแข่ง MotoGP 2027-2028
Yamaha Motor ประกาศแต่งตั้ง ฮอร์เก มาร์ติน แชมพ์โลก MotoGP ชาวสเปน และไอ โอกุระ ดาวบิดชาวญี่ปุ่น เป็นนักแข่งประจำทีม Yamaha Factory MotoGP สำหรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมพ์โลก MotoGP ฤดูกาล 2027-2028 อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศเดินหน้าสู่ยุคใหม่ของการแข่งขัน ด้วยเป้าหมายในการพาทีมกลับคืนสู่การลุ้นแชมพ์โลกอีกครั้ง
การประกาศครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโครงการ MotoGP ของ Yamaha ภายใต้กฎการแข่งขันใหม่ที่จะเริ่มต้นในปี 2027 โดยทีมเชื่อมั่นว่าการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ของแชมพ์โลกอย่าง ฮอร์เก มาร์ติน และศักยภาพของดาวรุ่งอย่าง ไอ โอกุระ จะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันทีมสู่ความสำเร็จในอนาคต
เปาโล พาเวซิโอ กรรมการผู้จัดการ Yamaha Motor Racing กล่าวว่า รู้สึกยินดี และตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับ ฮอร์เก และไอ เข้าสู่ Yamaha Factory MotoGP ทีม ในช่วงเวลาสำคัญที่การแข่งขันกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ในปี 2027 การได้นักบิดระดับแถวหน้าทั้ง 2 คนมาร่วมทีม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Yamaha และความเชื่อมั่นที่พวกเขามีต่อโครงการของเรา
ฮอร์เก ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในนักบิดที่แข็งแกร่งที่สุดของ MotoGP ทั้งในด้านความเร็ว ความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณของผู้ไล่ล่าชัยชนะ เราเชื่อว่าเขาจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพของทีมตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นทำงานร่วมกัน
สำหรับ ไอ เขาแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่โดดเด่นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งพรสวรรค์ ความมุ่งมั่น และทัศนคติในการทำงาน เรามั่นใจว่าเขามีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในนักบิดชั้นนำของ MotoGP และเราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับนักบิดชาวญี่ปุ่นกลับมาสู่ทีมโรงงาน Yamaha อีกครั้ง
ฮอร์เก มาร์ติน สร้างชื่อจากการคว้าแชมพ์โลก Moto3 ในปี 2018 ก่อนเลื่อนขึ้นสู่รุ่น Moto2 ในช่วงปี 2019-2020 และก้าวสู่พรีเมียร์คลาสส์ในปี 2021 จากนั้นผงาดคว้าแชมพ์โลก MotoGP ได้สำเร็จในฤดูกาล 2024 พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในนักบิดระดับแถวหน้าของโลก
ไอ โอกุระ เริ่มต้นเส้นทางบนเวทีชิงแชมพ์โลกในปี 2018 ก่อนสร้างผลงานโดดเด่นด้วยการจบอันดับ 3 ในรุ่น Moto3 จากนั้นเลื่อนขึ้นแข่งขันในรุ่น Moto2 ตั้งแต่ปี 2021 และคว้าแชมพ์โลกได้ในฤดูกาล 2024 ก่อนก้าวสู่การแข่งขันพรีเมียร์คลาสส์ในปี 2025 การเข้าร่วมทีมของ โอกุระ ยังถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของ Yamaha เมื่อเขาจะกลายเป็นนักบิดชาวญี่ปุ่นคนแรกในยุค MotoGP ที่ลงแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลให้แก่ทีมโรงงาน Yamaha พร้อมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนารถแข่ง YZR-M1 ภายใต้กฎการแข่งขันยุคใหม่ การผนึกกำลังระหว่าง ฮอร์เก มาร์ติน และไอ โอกุระ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Yamaha ในการผสานประสบการณ์ ความเร็ว และคนรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนทีมสู่ความสำเร็จ พร้อมเปิดบทใหม่ของการไล่ล่าแชมพ์โลกบนเวทีรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมพ์โลก MotoGP ตั้งแต่ฤดูกาล 2027 เป็นต้นไป


























