ธุรกิจ
ข่าวเด่นรอบสัปดาห์/7 Aug 2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ แน่นด้วยข่าวสารในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิต การขาย รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ และทิศทางของการเติบโตในครึ่งปีหลัง ที่ทิศทางส่อเค้าดีอย่างน่าจับตามองHighlight
GWM สร้างความสำเร็จรายแรก ผลิตรถครบมาตรการ EV 3.5
GWM (Thailand) ประกาศความสำเร็จในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ดำเนินงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าครบตามเงื่อนไขของมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ได้ก่อนมาตรการสิ้นสุด สะท้อนศักยภาพอันโดดเด่นของ GWM Smart Factory พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาวบนพื้นฐานของความโปร่งใส และการปฏิบัติตามข้อตกลงกับภาครัฐอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงจรรยาบรรณ และความจริงใจในฐานะนักลงทุนที่ภาครัฐ และผู้บริโภคสามารถไว้วางใจได้ พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม
GWM เล็งเห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และการเติบโตของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศจึงได้ร่วมลงนามในข้อตกลงการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งระยะที่ 1 หรือ EV 3.0 (ปี 2565-2568) และระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 (ปี 2567-2570) เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนสำคัญในประเทศไทยให้เกิดการขยายตัว และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคตามนโยบาย 30@30 ของรัฐบาลไทย โดย GWM เป็นบริษัทแรกที่เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ณ GWM Smart Factory จังหวัดระยอง อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขภายใต้มาตรการ EV 3.0 ครบถ้วนเป็นรายแรกในปี 2568 ที่ผ่านมา และล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา GWM สามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าครบถ้วนตามเงื่อนไข EV 3.5 ส่งผลให้ GWM เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดภายใต้มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV 3.5) ได้อย่างสมบูรณ์ โดยมี GWM ORA 5 EV ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นยอดนิยม เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จดังกล่าว
ทั้งนี้การผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าได้ครบถ้วนตามเงื่อนไข EV 3.5 ดังกล่าวเป็นการยืนยันการวางแผนงานที่ดีของบริษัท การปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด การสร้างความเชื่อมั่นและเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้เข้าร่วมมาตรการกับรัฐบาล เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ต่อจากรถยนต์กระบะ และอีโคคาร์ ที่ประสบความสำเร็จในอดีต โดย GWM จะยังคงเดินหน้าผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างเต็มกำลังต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศ และรองรับการส่งออกในอนาคต
โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทยจะมาจากสายการผลิตของ GWM Smart Factory จังหวัดระยองเป็นหลัก ซึ่งนับเป็นฐานการผลิตรถยนต์แบบครบวงจรภายใต้แนวคิดโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และถือเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพในการผลิตรถยนต์หลากหลายระบบขับเคลื่อนบนสายการผลิตเดียวกัน ครอบคลุมทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) และไฮบริด (HEV) รวมถึงเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คัน/ปี
พร้อมกันนี้ GWM จะเดินหน้ายกระดับการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศไทย (Local Content) ให้สูงกว่า 50 % และขยายความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการสร้างงานให้แก่พนักงานชาวไทยกว่า 1,100 คน รวมไปถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว
GWM ยังคงยืนหยัดเจตนารมณ์ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ และบริการที่เป็นเลิศให้แก่ลูกค้าคนไทย พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมไปถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต
..............................................................................................................................
Toyota ครองแชมพ์ ยอดขายครึ่งปีแรก 117,333 คัน
รายงานตลาดรถยนต์เดือนมิถุนายน 2569 ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ มีจำนวนทั้งสิ้น 58,724 คัน เพิ่มขึ้น 17.26 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV (Passenger Car+SUV) มีปริมาณการขาย 42,420 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา 31.53 % ในขณะที่รถกระบะ มีปริมาณการขาย 10,805 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว 3.17 % และรถ PPV มีปริมาณการขาย 2,983 คัน ลดลง 26.02 % จากเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา
*ข้อมูลที่ปรากฏในรายงานนี้อ้างอิงจากข้อมูลยอดขายที่ระบุในเวบไซท์ https://fti.or.th/News/details?id=1503 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (The Federation of Thai Industries-FTI) ประกาศ ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2569
จุดสำคัญของการเติบโต
ตลาดรถยนต์เดือนมิถุนายน 2569 ยอดขายตลาดรวม 58,724 คัน เพิ่มขึ้น 17.26 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
รถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV (Passenger Car+SUV) ยอดขาย 42,420 คัน เพิ่มขึ้น 31.53 % จากปีที่ผ่านมา
รถกระบะ ยอดขาย 10,805 คัน ลดลง 3.17 % จากปีที่ผ่านมา
รถ PPV ยอดขาย 2,983 คัน ลดลง 26.02 % จากปีที่ผ่านมา
ยอดขายตลาดรถยนต์สะสม 6 เดือนแรก มียอดขาย 346,966 คัน เพิ่มขึ้น 14.63 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน
รถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV (Passenger Car+SUV) ยอดขาย 240,426 คัน เพิ่มขึ้น 24.13 % จากปีที่ผ่านมา
รถกระบะ ยอดขาย 70,141 คัน ลดลง 4.73 % จากปีที่ผ่านมา
รถ PPV ยอดขาย 20,893 คัน เพิ่มขึ้น 0.86 % จากปีที่ผ่านมา
Toyota เดือนมิถุนายน มียอดขาย 18,203 คัน ลดลง 4.72 % จากปีที่ผ่านมา โดยกลุ่ม Eco Segment มียอดขาย 5,649 คัน เพิ่มขึ้น 8.49 % จากปีที่ผ่านมา และ Pure Pick up มียอดขาย 5,723 คัน ลดลง 2.02 % จากปีที่ผ่านมา
Toyota ยอดขายสะสม 6 เดือนแรก 117,333 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ 33.82 % เติบโต 3.02 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นำโดย Pure Pick up (Hilux Travo, Revo และ Champ) มียอดขาย 37,244 คัน เติบโต 6.00 % จากปีที่ผ่านมา และ Eco Segment (Yaris และ Yaris Ativ) มียอดขาย 35,567 คัน เติบโต 22.95 % จากปีที่ผ่านมา โดยทั้ง 2 กลุ่ม มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) สูงถึง 91 % และ 79 % ตามลำดับ
ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงตลาดรถยนต์ครึ่งปีแรก ว่า “ภาพรวมตลาดรถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกมีการเติบโตที่ดี ซึ่งในขณะเดียวกัน Toyota ยังคงสามารถรักษาสถานะความเป็นผู้นำได้อย่างแข็งแกร่งในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่ผ่านมา
โดยในกลุ่ม Pure Pick up แม้ภาพรวมตลาดจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่ยอดขายของ Toyota Hilux เติบโตขึ้นจากปีที่แล้วถึง 6.00 % ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 52.26 % จากการเปิดตัว และส่งมอบ Hilux Travo รุ่นใหม่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พร้อมกับยังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาดอย่างเหนียวแน่นด้วยยอดขายเฉลี่ยกว่า 6,200 คัน/เดือน
สำหรับกลุ่มรถยนต์นั่ง มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนด้วยอัตราการเติบโต 4.52 % เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในส่วนนี้มีผลมาจากกลุ่ม Eco Segment ที่ยังแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายเติบโตขึ้นจากปีที่แล้วถึง 22.95 % จากการเปิดตัว Yaris Ativ HEV ในปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาฐานยอดขายของรุ่นเดิมไว้ได้อย่างมั่นคง แต่ยังเข้ามาช่วยขยายความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น และยังทำยอดขายเฉลี่ยสูงถึง 6,000 คัน/เดือน ตลอดช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับกลุ่มรถ SUV ที่มีทิศทางฟื้นตัว และเติบโตขึ้น 3.68 % นำโดย Corolla Cross ที่ทำยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 16.31 % จากปีที่แล้ว ด้วยยอดขายเฉลี่ย 1,400 คัน/เดือน ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
สำหรับตลาดรถยนต์ในเดือนกรกฎาคม คาดว่าจะชะลอตัวลงเล็กน้อยตามดัชนีทางฤดูกาล (Seasonal Index) รวมถึงผู้บริโภคบางส่วนยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายเพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในสงครามตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
สำหรับทิศทางในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงต้องจับตามองสถานการณ์ความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสภาวะเศรษฐกิจ และความตึงเครียดในสงครามตะวันออกกลาง แต่คาดว่าตลาดโดยรวมน่าจะมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ
“จากความสำเร็จ และผลตอบรับที่ดีในทุกเซกเมนท์ ตอกย้ำถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อ Toyota มาโดยตลอด และเพื่อสานต่อแรงขับเคลื่อนนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังเราพร้อมสร้างความคึกคักด้วยแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาเติมเต็มไลน์อัพผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมรักษาสถานะผู้นำตลาดอย่างมั่นคง”
หมายเหตุ : ข้อมูลที่ปรากฏในรายงานนี้อ้างอิงจากข้อมูลยอดขายที่ระบุในเวบไซท์ https://fti.or.th/News/details?id=1503 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (The Federation of Thai Industries-FTI) ประกาศ ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2569
..............................................................................................................................
MG ประกาศปรับเพิ่มยอดขาย ครึ่งปีแรกโต 67 %
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์ MG ในประเทศไทย เผยความสำเร็จครึ่งปีแรกด้วยยอดจดทะเบียน 16,920 คัน เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 67 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รั้งตำแหน่ง Top 5 ของตลาดรถยนต์ไทย พร้อมประกาศปรับเป้าหมายยอดขายประจำปีสู่ 36,000 คัน เดินหน้าครึ่งปีหลังด้วยกลยุทธ์ “Dual-Market” รุกหนักทั้งตลาดแมสส์ และพรีเมียม ภายใต้กลยุทธ์ Glocal ที่ยึดมั่นเจตนารมณ์ “In Thailand for Thailand” เข้าใจคนไทย ส่งมอบคุณค่าที่ใช่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการได้ตรงจุด
ฉัตวิทัย ตันตราภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ประเทศไทยช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มียอดจดทะเบียนสะสมรวมอยู่ที่ 374,424 คัน เติบโตขึ้น 16 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในขณะที่ MG เติบโตเหนือตลาดด้วยยอดจดทะเบียน 16,920 คัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 67 % โดยมี 3 รุ่นยอดนิยมอย่าง New MG S5 EV Plus รถ e-SUV ขวัญใจมหาชน จำนวน 6,341 คัน ตามมาด้วย MG4 Electric แฮทช์แบค EV Global Model ยอดฮิท จำนวน 6,018 คัน และ MG IM6 รถ e-SUV อัจฉริยะที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ จำนวน 1,013 คัน ส่งผลให้ MG รั้งตำแหน่งในกลุ่ม Top 5 ของตลาดรถยนต์ไทยอย่างแข็งแกร่ง ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 4.5 %
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ Glocal มุ่งเน้นการถ่ายทอดนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลกสู่ผู้ใช้งานคนไทยอย่างตรงจุดผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ (Global Innovation) ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์อย่างยั่งยืน ด้วยการเพิ่มระบบในการดำเนินงานเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในทุกมิติของงานบริการ (Thai Passion) ในขณะที่ลูกค้าต่างสัมผัสได้ถึงคุณค่าที่ไม่ใช่เพียงราคาค่าตัวของรถยนต์ แต่ยังรวมถึงคุณค่าด้านดีไซจ์น สมรรถนะการขับขี่ ฟังค์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์การขับขี่บนถนนเมืองไทย เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยให้การขับขี่ในยุคปัจจุบันทำได้ง่าย และปลอดภัยยิ่งขึ้น (Value Choice)
“จากทิศทางการดำเนินงานในครึ่งปีแรกที่ MG เติบโตในทุกมิติอย่างมั่นคง ด้วยจุดแข็งด้านผลิตภัณฑ์กลุ่มอีวีที่มีความครอบคลุมทุกเซกเมนท์หลักของตลาด และเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายที่สามารถรองรับการเติบโตได้เป็นอย่างดี MG ปรับเป้าหมายยอดขายใหม่ของปี 2569 จากเดิม 30,000 คัน สู่ 36,000 คัน พร้อมวางกลยุทธ์ช่วงครึ่งปีหลัง “ด้านผลิตภัณฑ์” MG ชูความได้เปรียบด้านความหลากหลาย หากพิจารณายอดขายอีวีครึ่งปีแรกพบว่า 3 เซกเมนท์ที่เติบโตสูงสุดได้แก่ B-SUV, Eco Cat & B-Car และ C-SUV ตามลำดับ ในขณะที่ D-Car มีแนวโน้มเติบโต
ครึ่งปีหลังจึงยังคงเดินหน้าผลักดัน อีวีกลุ่มตลาดแมสส์ (Mass Market) ที่สอดรับกับทเรนด์ตลาดไม่ว่าจะเป็น New MG S5 EV Plus ในฐานะ e-SUV ขวัญใจมหาชน New MG Urban ซิทีคาร์ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะที่เกินราคาค่าตัว เสริมทัพด้วยโมเดลยอดนิยมอย่าง MG4 Electric ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวหอกหลักของการทำตลาดรถไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการขยายตลาดอีวีกลุ่มพรีเมียม (Premium Market) อย่าง MG IM6 และ MG IM5 โดยเตรียมแผนส่งรุ่น Limited Edition สร้างสีสันในตลาดเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ยังมี 2 e-MPV อย่าง MG Maxus 7 และ MG Maxus 9 ทางเลือกสำหรับกลุ่มครอบครัว พร้อมสื่อสาร EV Lifetime Warranty ในทุกรุ่น ขณะที่กลุ่มเครื่องยนต์สันดาปจะใช้ MG3 Hybrid+ เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการขยายส่วนแบ่งการตลาด
สำหรับ “ด้านการตลาด และการสื่อสารแบรนด์” เนื่องด้วยรถยนต์ MG ทุกรุ่นในปัจจุบันมักมาพร้อม Smart Technology แนวทางการสื่อสารครึ่งปีหลัง 2569 จึงมุ่งเน้นการถ่ายทอดคุณสมบัติของรถยนต์แต่ละรุ่น เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจ และตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้ตรงกับลักษณะการใช้งานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไปพร้อมๆ กับการมอบประสบการณ์แบบเอกซ์คลูซีฟ และ Community ที่แข็งแกร่ง และเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าผู้ใช้งานจริงได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยแนวคิด “เพราะเสียงของลูกค้าผู้ใช้จริงสำคัญที่สุด” และความร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายไลฟ์สไตล์ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ MG ในฐานะแบรนด์ยานยนต์ที่เข้าใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง
การยกระดับด้านการบริการ ภายใต้สัญลักษณ์ “รอยยิ้ม” หรือ “MG Smile” ที่นอกจากจะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักด้วยการสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าในทุกช่วงเวลา ทุกช่วง Touch Point ยังกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรของ MG โดยการปรับระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการในทุกส่วนงานให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการนำระบบ E-Workshop เข้ามาใช้ในงานบริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานซ่อมบำรุงให้ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เดินแผนปรับภาพลักษณ์ และยกระดับโชว์รูมสู่ยุค New Era of MG Dealer ทั้งผู้จำหน่ายปัจจุบัน 126 แห่ง พร้อมรองรับการเติบโตของตลาดพรีเมียม
ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสู่การเป็น 1 ใน 3 แบรนด์รถยนต์ชั้นนำของประเทศไทยภายในทศวรรษที่ 2 นี้ MG จึงไม่ได้มองเพียงแค่ความสำเร็จจากตัวเลขยอดจำหน่าย แต่ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับการเติบโตเชิงคุณภาพ และการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่ยั่งยืน การก้าวต่อไปในครึ่งปีหลัง 2569 จึงเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของแบรนด์ที่พร้อมจะเคียงคู่ไปกับคนไทยภายใต้หลักการ “In Thailand for Thailand” เพื่อส่งมอบนวัตกรรมที่เป็น “Value Choice” อย่างแท้จริง พร้อมขับเคลื่อนอนาคตของการเดินทางที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคชาวไทยให้ก้าวไกลไปพร้อมกันในระดับสากล
..............................................................................................................................
Mitsubishi พร้อมเปิดตัว Pajero ครั้งแรกของโลก ไตรมาส 3 นี้
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (Mitsubishi Motors) พร้อมเผยโฉม All-New Mitsubishi Pajero รถยนต์ Cross Country SUV เป็นครั้งแรกของโลกในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ด้วยสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอย่างแท้จริง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัย และมั่นใจในทุกสภาพอากาศ และทุกสภาพถนน ควบคู่กับการขับขี่ที่นุ่มนวล และสบายตลอดการเดินทาง
All-New Pajero มาพร้อมโครงสร้างแชสซีส์แบบ Ladder Frame ที่แข็งแกร่ง และทนทานเป็นพิเศษ ผสานการทำงานกับระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาทางวิศวกรรม เพื่อสมรรถนะการยึดเกาะถนนที่เหนือระดับ ช่วยเสริมศักยภาพการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ต้องเผชิญกับเส้นทางทุรกันดารที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ และแรงกระแทกสูง ขณะเดียวกัน All-New Pajero ยังมอบความนุ่มนวลในการขับขี่บนท้องถนน ด้วยการลดแรงสั่นสะเทือน และการโคลงตัวของตัวรถบนพื้นผิวถนนที่ขรุขระ ช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล พร้อมมอบความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ และทุกคนในห้องโดยสาร
ยิ่งไปกว่านั้น All-New Mitsubishi Pajero ยังมาพร้อมเทคโนโลยีขับเคลื่อน 4 ล้อ Super-All Wheel Control (S-AWC) เอกลักษณ์เฉพาะของ Mitsubishi Motors ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการควบคุม เสริมสมรรถนะการขับขี่ลุยออฟโรด และความมั่นคงในการทรงตัว ครอบคลุมทุกสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย
นอกจากนี้ Mitsubishi Motors ยังได้เผยแพร่วีดีโอโฆษณา “The Pajero* is Ready to Write its Next Chapter.” ผ่านเวบไซท์พิเศษของ All-New Pajero โดยถ่ายทอดให้เห็นถึงระบบช่วงล่างอันเป็นหัวใจสำคัญ ของสมรรถนะการขับขี่ พร้อมจุดประกายให้ผู้ขับขี่พร้อมรับความท้าทาย และออกเดินทางสู่การผจญภัยบทใหม่
เวบไซท์พิเศษสำหรับรุ่น All-New Pajero รถยนต์ Cross Country SUV: https://www.mitsubishi-motors.co.jp/global/en/lineup/pajero/teaser/
*ทำตลาดในชื่อ Montero ในบางประเทศ
..............................................................................................................................
Ford เปิดตัว Ranger Wolftrak ราคาพิเศษ 949,000 บาท
Ford ประเทศไทย ฉลองก้าวสำคัญครบรอบ 30 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ด้วยการสร้างสีสันให้แก่ตลาดรถกระบะไลฟ์สไตล์ เปิดตัว Ford Ranger Wolftrak รถกระบะรุ่นย่อยใหม่ล่าสุดที่เข้ามาเติมเต็มไลน์อัพของตระกูล Ford Ranger มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ในราคาที่เข้าถึงง่าย มอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้ขับขี่ ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างรูปลักษณ์อันดุดันเป็นเอกลักษณ์ และสมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมเผชิญกับทุกความท้าทาย ตั้งแต่การใช้งานในเมืองไปจนถึงเส้นทางออฟโรด โดยมีให้เลือกทั้งในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง เปิดตัวในราคาพิเศษ 949,000 บาท (จากราคาปกติ 999,000 บาท)* และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1,089,000 บาท
รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ Ford ประเทศไทย กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 30 ปี Ford ประเทศไทย ภูมิใจที่ได้ร่วมเดินทางเคียงข้างลูกค้าชาวไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงมุ่งมั่นสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดรถกระบะไทย ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สดใหม่ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง Ford Ranger Wolftrak พัฒนาขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่รักกิจกรรมกลางแจ้ง และการผจญภัย รวมถึงผู้ที่มองหารถกระบะที่ผสานความแกร่ง ฟังค์ชันการใช้งาน และดีไซจ์นโดดเด่นที่สะท้อนตัวตนได้อย่างลงตัว มั่นใจว่ารถรุ่นใหม่นี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ไลน์อัพ Ford Ranger ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะไลฟ์สไตล์ และขยายฐานลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่า พร้อมสไตล์ที่แตกต่าง
Ford Ranger Wolftrak มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่เพื่อส่งมอบสมรรถนะที่ราบรื่น และเปี่ยมประสิทธิภาพในทุกสภาพเส้นทาง โดยให้พละกำลังสูงสุด 170 แรงม้า ที่ 3,500 รตน. และแรงบิดสูงสุด 405 นิวทันเมตร ที่ช่วงรอบต่ำ 1,750-2,500 รตน. จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ มอบการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ
การออกแบบภายนอก และภายในสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวในสไตล์ Wolftrak อย่างชัดเจน โดดเด่นด้วยการใช้สีเขียว Lime Green ตกแต่งทั้งภายนอก และภายใน เริ่มตั้งแต่กระจังหน้าดีไซจ์นเฉพาะรุ่น ล้ออัลลอยดีไซจ์นใหม่ขนาด 17 นิ้ว มาพร้อมลายก้านล้อสีเขียว Lime Green คู่กับยางขนาด 255/70 R17 ติดตั้งสัญลักษณ์ Wolftrak ที่ประตูหน้า และฝาท้าย เสริมความสปอร์ทดุดันด้วยโรลล์บาร์สีดำ และชุดตกแต่งซุ้มล้อ สีดำพร้อมลุย ขณะที่ภายในห้องโดยสารคงความสปอร์ทหรูหราด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง และหนังสังเคราะห์ ตกแต่ง โทนสีทูโทนเชื่อมโยงจากภายนอกสู่ภายใน พร้อมสัญลักษณ์ Wolftrak บนเบาะคู่หน้า และยางปูพื้นออกแบบพิเศษเฉพาะรุ่น
Ford Ranger Wolftrak ยังพร้อมลุยทุกอุปสรรคด้วยช่วงล่างที่แข็งแกร่ง ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ระยะต่ำสุดจากพื้นสูงถึง 229 มม. และความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุดถึง 800 มม. พร้อมลุยเส้นทางวิบากได้อย่างมั่นใจด้วยระบบดิฟลอคหลังแบบไฟฟ้า (Electronic Locking Rear Differential) (เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น) และระบบจัดการขับขี่ที่มีโหมดให้เลือกได้ถึง 4 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ (Normal), โหมดประหยัด (Eco), โหมดลากจูง (Tow/Haul) และโหมดถนนลื่น (Slippery)
ด้านเทคโนโลยี และระบบช่วยเหลือการขับขี่ Ford จัดเต็มด้วยหน้าจอสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 4A รองรับ Wireless Apple Car Play และ Android Auto เพื่อการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมหน้าจอแสดงผลบนหน้าปัดแบบสีขนาด 8 นิ้ว มอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางด้วยระบบความปลอดภัยรอบคัน อาทิ ถุงลมนิรภัย 6 จุด, กล้องมองหลังขณะถอยจอด, ระบบความคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี, ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ช่วยลดความเมื่อยล้าในการเดินทางไกล
Ford Ranger Wolftrak มีสีภายนอกให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว Arctic White, สีดำ Absolute Black รวมถึง 2 สีพิเศษอย่าง สีเทา Command Grey และสีเขียว Traction Green (เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
*หมายเหตุ
ราคาพิเศษสำหรับรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ช่วงเปิดตัวสำหรับลูกค้าที่จอง และออกรถตั้งแต่ 3 สิงหาคม-30 กันยายน 2569 เท่านั้น
ราคาพิเศษอยู่ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะการเช่าซื้อผ่าน Tisco และ TTB เท่านั้น
ราคาพิเศษไม่รวมฟรีประกันภัย Ford Ensure
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
..............................................................................................................................
Honda Super-One ใหม่ เตรียมเปิดตัวในไทย 14 สค. นี้
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ยืนยันเตรียมวางจำหน่าย “Honda Super-One ใหม่” รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก รุ่นประกอบ และนำเข้าจากญี่ปุ่น สู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในจำนวนจำกัดเพียง 30 คันในปีนี้ พร้อมปักวันเปิดตัว และประกาศราคา ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569
ห้ามพลาด ! โอกาสสุด Exclusive เปิดรับผู้สนใจเพียง 50 สิทธิ์เท่านั้น (สามารถพาผู้ติดตามมาได้ 1 ท่าน รวมสูงสุด 2 ท่าน/สิทธิ์) เข้าร่วมงาน “Super-One Street Club” สัมผัสคันจริง และทดลองขับก่อนใครที่แรกในไทย ! ณ Das Haus BKK พร้อมบูสต์ความสนุกไปกับพาร์ที และกิจกรรมสไตล์คัลเจอร์ญี่ปุ่นสุดคูล โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ 31 กรกฎาคม-6 สิงหาคม 2569 ผ่าน Line Official Account: @honda-thailand และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมในวันที่ 10 สิงหาคม 2569
Honda Super-One เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กรุ่นใหม่ ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “e: Dash Booster” เพื่อยกระดับการเดินทางในชีวิตประจำวันให้สนุก และเร้าใจยิ่งขึ้น พร้อมถ่ายทอด DNA ความสนุกในการขับขี่ (Fun of Driving) อันเป็นเอกลักษณ์ของ Honda อย่างชัดเจน โดยชื่อ “Super-One” สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างยนตรกรรมที่ก้าวข้ามมาตรฐานเดิม (Super) พร้อมส่งมอบคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบฉบับของ Honda (One and Only)
การนำเข้า Honda Super-One ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ Honda ในการเติมเต็มไลน์อัพยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้ามากยิ่งขึ้น พร้อมเปิดมิติใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมความสนุกในการขับขี่ตามแบบฉบับ Honda อีกทั้งตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า และตอบรับกระแสความสนใจจากแฟนๆ Honda ที่เฝ้ารอการมาถึงของรุ่นนี้มาอย่างต่อเนื่อง
เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Honda Super-One ครั้งแรกในไทย พร้อมบูสต์ประสบการณ์ความสนุกครั้งใหม่ ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 นี้
..............................................................................................................................
ไทยฮอนด้าฯ มั่นใจศักยภาพไทย พร้อมแผนลงทุนต่อเนื่อง
ไทยฮอนด้าฯ ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ Honda ในประเทศไทย ประกาศความพร้อมการลงทุนในประเทศไทย มั่นใจศักยภาพการเติบโต มองไทยเป็นตลาดที่สำคัญ พร้อมลุยตลาดครึ่งหลังด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมด้วยเทคโนโลยี
มาซายูกิ ฮามามัตสึ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 แม้ตลาดรถจักรยานยนต์จะยังคงเผชิญกับความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ด้วยแรงสนับสนุน และความไว้วางใจที่ทุกท่านมีให้แก่ไทยฮอนด้าฯ เสมอมา ทำให้ไทยฮอนด้าฯ ยังคงรักษาความเป็นผู้นำของตลาดได้อย่างต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตคิดเป็น 102 % เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2025 และสำหรับช่วงครึ่งปีหลัง เราคาดว่าตลาดรวมตลอดทั้ง ปีจะอยู่ประมาณ 1.73-1.77 ล้านคัน และเราตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายของ Honda ไว้ที่ 1.40-1.43 ล้านคัน ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาด และฐานการผลิตที่สำคัญของ Honda ในระดับโลก ไทยฮอนด้าฯ จึงพร้อมเดินหน้าลงทุน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ควบคู่กับการสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัย และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2050 เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยอย่างมั่นคง และยั่งยืน
"ประเทศไทยยังมีความสำคัญในการลงทุน โดยนโยบายของ Honda จะยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก หากมีความต้องการผลิตภัณฑ์ประเภทใดก็พร้อมที่จะผลิตรองรับทุกความต้องการ ถึงแม้ว่าตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จะยังไม่เติบโตมากนัก แต่ยังพร้อมที่จะผลิตในไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะถึงแม้ว่าจะนำเข้ามาถูกกว่า แต่วิธีการผลิตจะแตกต่างกัน และผลิตภัณฑ์ก็จะแตกต่างกันด้วย ดังนั้น หากประเทศไทยตลาดต้องการผลิตภัณฑ์ประเภทไหน Honda พร้อมสนองความต้องการของลูกค้าเสมอ"
สำหรับด้านกำลังการผลิตของไทยฮอนด้าฯ ปัจจุบันจะผลิตอยู่ที่ 1.75 ล้านคัน สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของ Honda ในปัจจุบันมีอยู่ 2 รุ่น คือ CU3 ครึ่งปีแรกมียอดขาย 1,000 คัน และ CUV e ครึ่งปีแรกมียอดขาย 800 คัน ถึงแม้ว่ายอดขายจะยังไม่มากนัก แต่ Honda พร้อมที่จะให้บริการด้วยการขยายสถานีชาร์จเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันจะมีสถานีชาร์จอยู่ที่ตัวแทนจำหน่ายทุกแห่ง และอีก 16 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีรวมทั้งสิ้น 200 จุด และมีแผนจะขายครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ ในปี 2027
ส่วนการดำเนินงานครึ่งปีหลัง ไทยฮอนด้าฯ เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่รวม 4 รุ่น มุ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Premium A.T., Sport A.T. และ Lifestyle โดยยังคงเดินหน้าพัฒนาทั้งรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป เพื่อมอบทางเลือกที่เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้าในแต่ละไลฟ์สไตล์ ในส่วนของรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป Honda ยังคงเดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งของ Honda 160 Series ผ่าน New Honda Click160 Sport A.T. ดีไซจ์นใหม่โฉบเฉี่ยวสปอร์ทขั้นกว่า และ New Honda PCX160 Premium A.T. เฉดสีใหม่ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในเซกเมนท์ดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังเพิ่มสีสันให้แก่ตลาดรถจักรยานยนต์แฟชัน A.T. ด้วย New Honda Giorno+ Buzz Lightyear Limited Edition จำนวนจำกัด 2,000 คันเท่านั้น และ New Honda Super Cub Tokyo 80s Limited Edition ที่นำเสน่ห์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นยุค 80s มาสร้างสรรค์เป็นรถลิมิเทดเอดิชัน จำนวนจำกัด 500 คันเท่านั้น
อีกไฮไลท์ คือ New Honda Click160 ภายใต้คอนเซพท์ "Click อย่างผู้นำ จ่าฝูงทุกเส้นทาง" ตัวจริงสายสปอร์ทแห่ง Honda 160 Series ที่มอบความคล่องตัว และแรงเร้าใจในทุกการขับขี่ โดยได้รับการยกระดับดีไซจ์นให้โฉบเฉี่ยว และคล่องตัวยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยลวดลาย Forged Composite Carbon และ New Soft Emblem Click สี Hologram เสริมความพรีเมียมสปอร์ท ตอบโจทย์การขับขี่ในเมือง และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว ขนาด 157 ซีซี ให้สมรรถนะที่สนุก เร่งได้ดั่งใจ เสริมความมั่นใจด้วยระบบ ABS ที่ล้อหน้า และ Disc Brake ดิสก์เบรคหน้า-หลัง ระบบไฟ Full LED Lighting, หน้าจอ Full Digital Speedometer, Honda Smart Key ที่มาพร้อมฟังค์ชันระบุตำแหน่งรถ และป้องกันการโจรกรรม, USB-C Charger, Pop-up Hook และพื้นที่เก็บสัมภาระใต้เบาะขนาด 18 ลิตร โดยมีให้เลือก 4 สีใหม่ ได้แก่ สีเหลือง-ดำ, สีขาว-ดำ, สีดำ และสีเขียว-ดำ วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 69,900 บาท
นอกจากนี้ New Honda Click160 ยังเปิดตัว Click160 R Limited Edition รุ่นตกแต่งพิเศษสไตล์สปอร์ทจาก H2C โดดเด่นด้วยชอคอับหลัง Profender Air Plus รุ่นพรีเมียมล่าสุด ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 คัน วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 76,400 บาท รวมถึงมีอุปกรณ์ตกแต่ง H2C ให้เลือกเพิ่มเติมอย่างครบครัน
New Honda PCX160 ตัวจริงแห่งความพรีเมียมของ Honda 160 Series ที่มอบความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง ภายใต้คอนเซพท์ "Be The Mark of Pride อีกระดับความภูมิใจ สู่ความเชื่อมั่นไม่สิ้นสุด" มาพร้อมดีไซจ์นสปอร์ทพรีเมียมใน 3 เฉดสีใหม่ ได้แก่ สีเทา-ดำ Matt Guardian Silver สำหรับรุ่น RoadSync Type และสีเขียว-ดำ Vapor Green กับสีน้ำเงิน-ดำ Blue Metallic สำหรับรุ่น Standard Type สะท้อนภาพลักษณ์ที่ความโดดเด่น และสร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว ขนาด 157 ซีซี มั่นใจด้วยดิสก์เบรคหน้า-หลัง พร้อมระบบ ABS และ Honda Selectable Torque Control (HSTC) ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ พร้อมวางจำหน่ายรวม 6 สี โดยรุ่น RoadSync Type วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 99,900 บาท และรุ่น Standard Type วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 96,000 บาท
ไทยฮอนด้าฯ เติมสีสันให้ตลาดรถจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ด้วย New Honda Giorno+ Buzz Lightyear Limited Edition ผลงานคอลแลบครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างไทยฮอนด้าฯ และ Disney & Pixar ที่พา Buzz Lightyear คาแรคเตอร์ระดับไอคอนจากภาพยนตร์ Animation Toy Story ซึ่งครองใจแฟนๆ ทั่วโลกมายาวนานกว่า 30 ปี ออกเดินทางครั้งใหม่ ภายใต้คอนเซพท์ “Beyond the New High สู่สไตล์ใหม่ อันไกลโพ้น” ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของ Buzz Lightyear ลงบนรถจักรยานยนต์ดีไซจ์นสุดเอกซ์คลูซีฟอย่างกลมกลืน ตั้งแต่ตัวรถโทนสีขาว เขียว และม่วงที่ชวนให้นึกถึงชุด Space Suit
พร้อมรายละเอียดเฉพาะที่แฟนตัวจริงจดจำได้ทันที อาทิ Classic LED Headlight ดีไซจ์นครอบไฟหน้า และเรือนไมล์สีม่วง โดดเด่น มีสไตล์, Space Ranger Icon ไอคอนเอกลักษณ์ประจำหน่วยสำรวจจักรวาล, Buzz Space Soft Emblem ปุ่ม 3 สี เหมือนชุดอวกาศของ Buzz Lightyear, Buzz Red Soft Emblem ปุ่มสีแดงตรงหน้าอกซ้าย Buzz Lightyear, Andy Signature สติคเกอร์ลายเซ็นใต้เท้า Buzz Lightyear, Buzz Lightyear Aluminium Floor Mat แผ่นรองเท้าดีไซจ์นพิเศษ ลวดลายปั๊มนูนรูปยานอวกาศ, Toy Story Soft Emblem สัญลักษณ์โลโกลิขสิทธิ์จาก Disney & Pixar, Space Ranger License Plate กรอบป้ายทะเบียนดีไซจ์นลิมิเทด รวมถึง Running Number Sticker ตั้งแต่คันที่ 1-2,000 ตอกย้ำความเป็นลิมิเทดเอดิชันสำหรับแฟน Disney & Pixar รวมถึงนักสะสมโดยเฉพาะ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 คัน วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 74,900 บาท
อีกรุ่นพิเศษ คือ New Honda Super Cub Tokyo 80s Limited Edition ที่ออกแบบพิเศษสำหรับผู้ที่หลงใหลในเจแปนวินเทจ ถ่ายทอดเสน่ห์ของ Tokyo Vibes ยุค 80s ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ผ่านการดีไซจ์นเฉดสี ลายเส้น และชุดแต่งพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Popart ญี่ปุ่น ชวนให้ผู้ขับขี่ได้ย้อนกลับไปสัมผัสสีสัน และบรรยากาศแบบ City Pop อันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นยุค 80s มาพร้อม Light Brown Wind Shield บังลมหน้าสั้นดีไซจ์นใหม่ เติมความวินเทจในทุกเส้นทาง, Tokyo 80s Body Sticker เรซินสติคเกอร์ลาย Tokyo 80s ด้วยดีไซจ์น และโทนสีสไตล์ Popart ญี่ปุ่น, Chrome Body Protector & Front Carrier กันลาย และตะแกรงหน้าสีโครเมียม, Tokyo 80s Classic Helmet หมวกกันนอคทรงคลาสสิคเฉดสีเดียวกับตัวรถ และ Tokyo 80s Jacket ลายพิเศษที่ออกแบบมาให้แมทช์กับตัวรถอย่างลงตัว เติมเต็มแฟชันญี่ปุ่นยุค 80s ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดย Super Cub Tokyo 80s Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 คัน มาพร้อมตัวรถ โทนสีขาว-เหลือง วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 54,000 บาท
ภายใต้ทิศทาง "Move up to Future Ahead" ไทยฮอนด้าฯ พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัวรถจักรยานยนต์ทั้ง 4 รุ่นในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์ในประเทศไทย ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในตลาด และฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ Honda ในระดับโลก ด้วยศักยภาพของตลาด เครือข่ายผู้จำหน่ายที่แข็งแกร่ง และความพร้อมด้านการวิจัย และพัฒนาสำหรับภูมิภาคอาเซียน พร้อมกันนี้ ไทยฮอนด้าฯ ยังเดินหน้าต่อยอด Honda 160 Series และรถจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ เพื่อตอบโจทย์ผู้ขับขี่ยุคใหม่ และรักษาความเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง






























