ธุรกิจ
ข่าวเด่นรอบสัปดาห์/19 Sep 2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ พบกับการปรับราคาค่าทางด่วนของไทย ที่เห็นแล้วผวากันไปเลย พร้อมกับราคาน้ำมันที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดเลย ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ก็ไม่เงียบหายไปเลย ยังมีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ต่อเนื่อง พร้อมเทคโนโลยีใหม่ เอาใจชาวรถไฟฟ้ากันแบบน่าสนใจอย่างยิ่งHighlight
ปรับขึ้นราคา ! ทางด่วนประจิมรัถยา จาก 65 บาท เป็น 80 บาท
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงคมนาคม ปรับอัตรา ค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา หรือทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบกรุงเทพฯ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะปรับขึ้นทุก 5 ปี ตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานการลงทุน
อัตราใหม่ ทางด่วนประจิมรัถยา ราคาเท่าไร ?
- รถไม่เกิน 4 ล้อ จาก 65 บาท เป็น 80 บาท
- รถเกิน 4 ล้อ แต่ไม่เกิน 10 ล้อ จาก 105 บาท เป็น 130 บาท
- รถเกิน 10 ล้อ จาก 150 บาท เป็น 185 บาท
เส้นทาง ทางด่วนประจิมรัถยา (ทางด่วนศรีรัช-วงแหวนฯ)
ทางพิเศษประจิมรัถยา หรือทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบกรุงเทพฯ เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างทางพิเศษศรีรัชกับถนนกาญจนาภิเษกฝั่งตะวันตก ผ่านพื้นที่บางซื่อ บางกรวย บางพลัด ตลิ่งชัน และฉิมพลี ช่วยรองรับการเดินทางระหว่างฝั่งธนบุรีกับใจกลางกรุงเทพฯ
พระราชทานชื่อ "ประจิมรัถยา"
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อว่า "ประจิมรัถยา" ซึ่งมีความหมายว่า "เส้นทางไปยังทิศตะวันตก"
.....................................................................................................................
ลดราคาดีเซล หน้าโรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เรื่อง การปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว โดยให้ลดลง 2.40 บาท/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน-31 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 3 ประเภท คือ
- น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0 ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร
- น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา B7 ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร
- น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไข และป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหราน ยังไม่มีแนวโน้มที่จะคลี่คลายในเร็ววัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก ส่งผลให้สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ยังคงมีความผันผวนอยู่ในระดับสูง
"ลดหน้าปั๊ม" ยังต้องรอลุ้น
การปรับลดครั้งนี้เป็นราคาหน้าโรงกลั่น ไม่ได้หมายความว่าราคาขายปลีกหน้าปั๊มจะลดลงทันที เพราะราคาขายปลีกยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างราคา และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งต้องมารอลุ้น และจับตาว่า หลังวันที่ 16 กันยายน 2569 ภาครัฐจะจัดสรรส่วนต่าง 2.40 บาท/ลิตร นี้อย่างไร จะนำมาลดหน้าปั๊มทันที หรือจะนำมาชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อตรึงราคาต่อไป
.....................................................................................................................
ป้ายทะเบียนรถ TC และ QC คืออะไร ?
ป้ายทะเบียนที่มีตัวอักษร TC และ QC เป็นเครื่องหมายแสดงการใช้รถที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกในการนำรถออกไปวิ่งทดสอบความสมบูรณ์ และสมรรถนะของตัวรถ เพื่อประเมินความพร้อมของระบบต่างๆ รวมถึงมาตรฐานคุณภาพก่อนการผลิตจริง แต่มันก็ยังมีความเเตกต่างกันระหว่าง TC และ QC ดังนี้
ป้ายทะเบียน TC
ใช้สำหรับ “รถทดสอบก่อนการผลิต” ซึ่งเป็นรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ต้นแบบที่ผลิต หรือประกอบขึ้นใหม่ นำเข้า หรือเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดของส่วนควบ หรือเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถต้นแบบที่ผู้ผลิตมีความจำเป็นต้องนำรถออกมาทดสอบสมรรถนะ และประสิทธิภาพบนสภาพการใช้งานจริง เพื่อให้มั่นใจว่ารถมีคุณภาพ และมาตรฐานก่อนผลิตจริง
รถประเภทนี้มักเป็นรถยนต์ต้นแบบ (Prototype) ที่ยังไม่มีการวางจำหน่ายในประเทศ หรือเป็นรุ่นที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา มักจะมีการติดสติคเกอร์ลายพราง (Camouflage) เพื่อปกปิดดีไซจ์นของรถรุ่นใหม่ที่ยังไม่เปิดตัว
สำหรับรถยนต์ ป้าย TC เป็นแผ่นโลหะพื้นสีขาวสะท้อนแสง ขนาดกว้าง 15 ซม. ยาว 34 ซม. บรรทัดแรกเป็นตัวอักษร “TC” ตามด้วยหมายเลขไม่เกิน 4 หลัก บรรทัดที่ 2 เป็นชื่อจังหวัดกรุงเทพฯ และมีเครื่องหมาย “ขส” อัดเป็นรอยดุนบริเวณมุมล่างด้านขวา
ป้ายทะเบียน QC
ใช้สำหรับ “รถทดสอบคุณภาพ” เป็นรถที่ผลิต ประกอบ หรือนำเข้า และถูกสุ่มตัวอย่างเพื่อนำมาทดสอบคุณภาพก่อนนำออกจำหน่ายจริง ซึ่งจะถูกนำมาใช้บนท้องถนนในตอนที่ใกล้เปิดตัว เพื่อทดสอบคุณภาพการประกอบ และความเสถียรของระบบต่างๆ ก่อนส่งมอบให้ลูกค้า หรือก่อนวางขาย
ลักษณะรถที่พบ มักจะเป็นรถที่มีหน้าตาเหมือนรถที่ขายทั่วไป ไม่มีการพรางตัว ป้ายทะเบียน QC มีขนาดกว้าง 15 ซม. ยาว 34 ซม. บรรทัดแรกเป็นตัวอักษร “QC” ตามด้วยหมายเลขไม่เกิน 4 หลัก บรรทัดที่ 2 เป็นชื่อจังหวัดกรุงเทพฯ และมีเครื่องหมาย “ขส” อัดเป็นรอยดุนที่มุมล่างด้านขวา หนังสืออนุญาตสำหรับรถที่ใช้ป้าย QC มีอายุ 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับอนุญาต
ป้าย TC และ QC เริ่มใช้ครั้งแรกตอนไหน ?
ป้ายทะเบียนที่มีอักษรภาษาอังกฤษนำหน้าอย่าง TC และ QC คือ "ป้ายทะเบียนรถทดสอบ" ที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบก เริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2560 สำหรับค่ายรถยนต์ที่ต้องการนำรถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนปกติออกมาวิ่งทดสอบบนถนนจริง เพื่อแยกรถทดสอบเหล่านี้ออกจากรถของประชาชนทั่วไปอย่างชัดเจน ป้ายทะเบียนเหล่านี้จึงไม่ใช่ป้ายทะเบียนปลอม และไม่ใช่ป้ายทะเบียนรถไทยที่เทียบอักษรเป็นภาษาอังกฤษที่เอาไว้ใช้วิ่งต่างประเทศ
ป้ายทะเบียน TC และ QC เป็นเครื่องหมายแสดงการใช้รถที่ออกโดยถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการส่งเสริม และสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และทดสอบยานยนต์ในประเทศ ควบคู่กับการกำกับดูแลความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน
ติดแผ่นป้าย TC และ QC ต้องมีหนังสืออนุญาต
การนำรถที่ติดป้าย TC หรือ QC ออกทดสอบบนท้องถนน ผู้ได้รับอนุญาตต้องมีสำเนาหนังสืออนุญาตไว้ประจำรถตลอดระยะเวลาการทดสอบ รวมถึงต้องมีหลักฐานการเอาประกันภัยตามเงื่อนไขที่กำหนด และผู้ขับรถทดสอบต้องมีใบอนุญาตขับรถตรงตามลักษณะของรถ หากผู้ได้รับอนุญาตนำป้าย TC หรือ QC นำไปใช้โดยฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด จะมีความผิด ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
.....................................................................................................................
Denza พลิกโฉมรถยนต์ไฟฟ้า แนะนำ Z9GT
บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ BYD และ Denza อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจ Rever เปิดตัว Denza Z9GT อย่างเป็นทางการ ท้าพิสูจน์ความเป็นที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้า Luxury GT ที่ไม่ได้มาพร้อมกับสมรรถนะระดับโลกเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับนวัตกรรมล่าสุดที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกของประเทศไทย กับเทคโนโลยี Flash และ BYD Blade Battery รุ่นที่ 2 ที่จะเปลี่ยนประสบการณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ให้รวดเร็วในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยใช้เวลาเพียง 9 นาที ในการชาร์จไฟจาก 10-97 % ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 2,899,900 บาท (ตั้งแต่วันนี้-30 กันยายน 2569 เท่านั้น)
BYD 2nd Generation Blade Battery นวัตกรรมแบทเตอรีรุ่นล่าสุด ปลดลอคเทคโนโลยีชาร์จไวทรงพลัง "BYD Flash" ครั้งแรกในประเทศไทย
ยกระดับความสมบูรณ์แบบไปอีกขั้นด้วยการเป็นรถยนต์รุ่นแรกในประเทศไทยที่มาพร้อม BYD 2nd Generation Blade Battery ขนาดความจุใหญ่พิเศษถึง 122.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากแบทเตอรี Blade รุ่นปัจจุบันที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากผู้ใช้งานทั่วโลก ทั้งในด้านประสิทธิภาพการจัดเก็บพลังงาน ความทนทาน และมาตรฐานความปลอดภัย สามารถรองรับระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 701 กม./การชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ด้วยโครงสร้างอันล้ำสมัยของ BYD 2nd Generation Blade Battery ทำงานร่วมกับสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดันสูง 1,000 โวลท์ (1,000V High-Voltage Architecture) จึงช่วยให้ Denza Z9GT สามารถรองรับ และดึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีการชาร์จไว BYD Flash มาใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ข้ามขีดจำกัดการชาร์จไฟแบบเดิมด้วยความเร็วระดับปฏิวัติวงการ มอบประสบการณ์การชาร์จพลังงานที่รวดเร็วทันใจ และปลดลอคความสะดวกสบายสูงสุดในการเดินทางระยะไกลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น Denza Z9GT ยังรองรับระบบจ่ายกระแสไฟสู่อุปกรณ์ภายนอก (VtoL-Vehicle-to-Load) กำลังสูงสุด 4 กิโลวัตต์ พร้อมตอบโจทย์ทุกรูปแบบการเดินทาง และไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ปัจจุบัน BYD ประเทศไทย และ Rever อยู่ระหว่างการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ BYD Flash ให้ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการทั่วประเทศไทย พร้อมทั้งมีแผนติดตั้ง BYD 2nd Generation Blade Battery ในรถยนต์ BYD และ Denza รุ่นอื่นๆ ในอนาคต ด้วยเป้าหมายที่จะยกระดับประสบการณ์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคชาวไทย และส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ตามพันธกิจในการสร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน และสมบูรณ์แบบในประเทศไทย
ปฏิวัติการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ครั้งแรกในไทยด้วยเทคโนโลยี BYD Flash
การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องเสียเวลารอคอยอีกต่อไป เพราะ BYD 2nd Generation Blade Battery ใน Denza Z9GT ถูกออกแบบมาให้รองรับนวัตกรรมล่าสุดอย่าง BYD Flash ที่พร้อมก้าวข้ามทุกข้อจำกัดของการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบเดิม ด้วยความเร็วระดับปฏิวัติวงการที่ใช้เวลาเพียง 5 นาที ในการชาร์จพลังงานจาก 10-70 % หรือเพียง 9 นาที สำหรับการชาร์จจาก 10-97 % เมื่อใช้บริการผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จ BYD Flash มอบความสะดวก และรวดเร็วแทบไม่ต่างจากการเติมน้ำมันในชีวิตประจำวัน
สมรรถนะระดับซูเพอร์คาร์ กับพละกำลังทะลุ 1,100 แรงม้า จากมอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลัง
Denza Z9GT พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่สไตล์ซูเพอร์คาร์ด้วยขุมพลังไฟฟ้าสมรรถนะสูง ทำงานผ่านมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว (ด้านหน้า 1 ตัว และด้านหลัง 2 ตัว แยกอิสระฝั่งซ้าย-ขวา) ร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทรงประสิทธิภาพ มอบพละกำลังรวมสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 1,210 นิวทันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.7 วินาที พร้อมทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 240 กม./ชม.
ครั้งแรกในประเทศไทย ! กับสไตล์ตัวถัง Gran Turismo (GT)
Denza Z9GT เปิดตัวในสไตล์ตัวถัง Gran Turismo เป็นครั้งแรกของ Denza ในประเทศไทย ผสานความปราดเปรียว และสง่างามเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบด้วยสัดส่วนตัวถังระดับคลาสสิค (Classic Body Proportions) พร้อมสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวผ่าน 5 เฉดสีภายนอก ได้แก่ สีเขียว Force Green, สีทอง Champagne Gold, สีขาว Horizon White, สีดำ Quantum Black และสีน้ำเงิน Zenith Blue (สีพิเศษ) เสริมความสปอร์ทพรีเมียมยิ่งขึ้นด้วย ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว และ ประตูแบบกระจกไร้ขอบ (Frameless Doors) พร้อมติดตั้งสปอยเลอร์หลังไฟฟ้า ที่ช่วยเพิ่มแรงกดตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Downforce) เมื่อใช้ความเร็วสูง เพื่อการยึดเกาะถนนที่มั่นคง และสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง
ห้องโดยสารพรีเมียม ยกระดับประสบการณ์ความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง
Denza Z9GT พร้อมนำคุณสัมผัสความหรูหราระดับพรีเมียมตั้งแต่ก้าวแรกด้วย ประตูแบบผ่อนแรงปิด (Soft-Close Doors) ภายในห้องโดยสารประณีตด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังแท้ผสานผ้า Microsuede และเพดานบุด้วยผ้ากำมะหยี่ถักพรีเมียมอย่างลงตัว โดยมีให้เลือก 3 โทนสี ได้แก่ สีดำ-แดง, สีดำ-เบจ และสีดำ มอบความสบายสูงสุดในทุกตำแหน่งที่นั่งด้วย เบาะนั่งปรับไฟฟ้าที่มาพร้อมระบบอุ่นเบาะ ระบบระบายอากาศ และฟังค์ชันนวดผ่อนคลาย เติมเต็มความสมบูรณ์แบบด้วย ระบบปรับอากาศแยกอิสระ 4 โซน, ระบบสั่งการด้วยเสียงแบบแยกอิสระ 4 โซน ที่ตอบสนองผู้โดยสารได้อย่างแม่นยำ และแท่นชาร์จโทรศัพท์มือถือไร้สายกำลังสูง 50 วัตต์ ถึง 3 ตำแหน่ง รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานอย่างแท้จริง
ปลุกเร้าทุกโสตประสาท ด้วยที่สุดแห่งเทคโนโลยีแสดงผล และระบบเสียงระดับไฮเอนด์
Denza Z9GT เติมเต็มสุนทรียภาพตลอดการเดินทางด้วยระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า AR-HUD ขนาดใหญ่ถึง 50 นิ้วทำงานร่วมกับ หน้าจอสัมผัสมัลทิมีเดียศูนย์กลางขนาด 17.3 นิ้ว และยกระดับความบันเทิงขึ้นไปอีกขั้นด้วย หน้าจอสัมผัสมัลทิมีเดียสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 13.2 นิ้ว เป็นครั้งแรกของ Denza ในประเทศไทย
ผสานความเพลิดเพลินยิ่งขึ้นด้วย ระบบเสียงพรีเมียมจาก Devialet พร้อมลำโพง 20 ตำแหน่ง มอบมิติเสียงที่คมชัดทรงพลังราวกับอยู่ในคอนเสิร์ทฮอลล์ พร้อมติดตั้ง Google Built-in เป็นครั้งแรก ช่วยให้การเชื่อมต่อ และใช้งานแอพพลิเคชันต่างๆ ในรถยนต์เป็นไปอย่างชาญฉลาด ลื่นไหล และสะดวกสบายใกล้เคียงกับการใช้งานบนสมาร์ทโฟนอย่างแท้จริง
ให้ทุกการขับขี่อยู่ภายใต้การควบคุม พร้อมอีกขั้นของความปลอดภัย
Denza Z9GT ยังมีเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน e3 เพื่อความแม่นยำสูงสุดในทุกการควบคุมสมรรถนะที่เหนือระดับ โดยผสานการทำงานของทุกระบบเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ประกอบด้วย มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว, ระบบเลี้ยวล้อหลังอัจฉริยะ และระบบควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวรถ (VMC-Vehicle Motion Control) เพื่อให้ทุกการขับขี่เป็นไปอย่างแม่นยำ และเต็มไปด้วยเสถียรภาพ ทั้งยังมีโครงสร้างแบทเตอรีแบบ CTB (Cell-to-Body) ที่เพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถัง และเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสาร ให้ทุกความท้าทายในการเข้าจอดเป็นเรื่องง่าย ด้วยเทคโนโลยี e3 Parking พร้อมติดตั้งระบบ APA (Automatic Parking Assist) เป็นครั้งแรกของ Denza ที่จะอำนวยความสะดวกในทุกการจอด และปลอดภัยยิ่งกว่าด้วยระบบ Smart Door Safety Opening ช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากการเปิดประตู
Denza Z9 GT Performance AWD ยนตรกรรมไฟฟ้า GT ระดับ Luxury ที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะ ความหรูหรา และนวัตกรรมแห่งอนาคตได้ในราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 2,899,900 บาท (ตั้งแต่วันนี้-30 กันยายน 2569 เท่านั้น) โดยทุกท่านสามารถสัมผัส และทดลองขับ Denza Z9GT ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูม และศูนย์บริการ Denza ทั่วประเทศ
- เป็นไปตามมาตรการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และอื่นๆ
.....................................................................................................................
Chery Group เตรียมรุกตลาด REEV หลากหลายผลิตภัณฑ์
Chery Group ต่อยอดความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า นำเทคโนโลยี REEV (Range-Extended Electric Vehicle) อันล้ำสมัยเข้ามาให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง โดยระบบ REEV ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100 % ควบคู่ไปกับเครื่องยนต์สันดาปขนาดเล็ก ทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องปั่นไฟ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าแบทเตอรีขณะขับขี่ ทำให้สามารถเดินทางระยะทางไกลกว่ารถยนต์ไฟฟ้า EV แบบปกติ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ มอบอิสระ และความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่ ตอบโจทย์การใช้งานทั้งในเมือง และการเดินทางไกล มอบประสบการณ์การขับขี่ แบทเตอรี และระยะทางอีกต่อไป
Chery Group ผู้นำ และผู้บุกเบิกเทคโนโลยี REEV สำคัญของโลก
Chery Group ได้เริ่มพัฒนารถยนต์ภายใต้เทคโนโลยี REEV ตั้งแต่ปี 2553 กับรุ่น Chery S18D ที่จำหน่ายในประเทศจีน และได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีรถยนต์ที่ใช้ระบบ REEV หลากหลายรุ่น ในหลากหลายเซกเมนท์ และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศจีน และในตลาดต่างประเทศ
สำหรับประเทศไทย Chery Group ได้แนะนำรถยนต์ REEV เข้าสู่ตลาดด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ Jaecoo 6T REEV ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคชาวไทยอยู่ในขณะนี้ และ iCAUR V27 REEV ที่กำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายน 2569 รวมถึงยานยนต์ REEV รุ่นใหม่ๆ ที่จะทยอยนำเข้าสู่ตลาดจากหลากหลายแบรนด์ ภายใต้ Chery Group อีกด้วย
เจาะลึกกลไกระบบ REEV จุดต่างที่ทำให้ขับสนุก อึด และเงียบราวกับขับรถไฟฟ้า
จุดเด่นของระบบ REEV อยู่ที่การออกแบบเครื่องยนต์ให้ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า โดยในขณะที่แบทเตอรีมีเพียงพอ จะสามารถขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า 100 % แต่ในขณะเดินทางต่อเนื่อง และแบทเตอรีต่ำ เครื่องยนต์จะทำงาน และทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า โดยมีระบบจัดการพลังงานอัตโนมัติที่จะส่งไฟฟ้าไปยังแบทเตอรีเพื่อขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า หรือส่งไฟฟ้าไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนรถตามแต่สถานการณ์ ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ ควบคู่กับการจัดการความร้อน ที่ช่วยลดทั้งความร้อนสะสม และแรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อความนุ่มนวล และความทนทานของระบบในระยะยาว มอบสมรรถนะอันทรงพลัง แต่ยังคงความเงียบเสมือนการขับรถยนต์ไฟฟ้า โดยพลังงงานไฟฟ้าของระบบ REEV จะมาจาก 3 แหล่งสำคัญด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จพลังงานผ่านเครื่องยนต์ขยายระยะทาง การชาร์จพลังงานจากการเบรค และการเสียบปลั๊กเพื่อรับกระแสไฟฟ้าเข้าสู่แบทเตอรีโดยตรง
พฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไป กับโจทย์ใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้า
ผลสำรวจ Global Automotive Consumer Study ของ Deloitte ผู้ใช้รถยนต์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเดินทางไกลมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 4 % เท่านั้น ที่ไม่ได้ขับรถจากบ้านไปไกลเกิน 100 กม. ในช่วง 1 เดือนก่อนการสำรวจ ในขณะที่กว่า 69 % ขับรถจากบ้านระยะทางกว่า 100 กม. อย่างน้อย 3 ครั้ง/เดือน ในอีกด้านหนึ่ง แม้ผู้ขับขี่ในไทยจะเปิดรับรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ข้อมูลจาก Deloitte ระบุว่า 39 % ของผู้ขับขี่มีความกังวลเกี่ยวกับระยะทางขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Battery Electric Vehicle (BEV) และ 46 % ยังกังวลเกี่ยวกับความพร้อมของสถานีชาร์จสาธารณะ ซึ่งยังเป็นอุปสรรคที่ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยยังไม่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ
เทคโนโลยี REEV ทางเลือกที่มอบอิสระ ก้าวข้ามอุปสรรคของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด
จากพฤติกรรมการเดินทาง และความกังวลที่ผู้บริโภคชาวไทยจำนวนมากมีต่อรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน Chery Group ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยี REEV จึงเร่งผลักดันให้ REEV เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยได้อย่างตรงจุด นำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว และไร้กังวลเรื่องระยะทาง
ปัจจุบัน Chery Group นำเทคโนโลยี REEV มาต่อยอดผ่านรถยนต์หลากหลายรุ่นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Jaecoo 6T REEV ที่เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าสูงสุดถึง 190 กม. (รุ่น 2WD) และเป็นรถยนต์ REEV รุ่นแรกในไทยที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (รุ่น 4WD) ตอบโจทย์การขับขี่แบบออฟโรด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ i-WD ที่สามารถสลับการทำงานระหว่างระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อโดยอัตโนมัติ และจัดสรรแรงบิดแบบเรียลไทม์ ให้กำลังสูงสุด 428 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 505 นิวทันเมตร และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.5 วินาที พร้อมโหมดการขับขี่ 9 รูปแบบ รองรับตั้งแต่การใช้งานในเมืองไปจนถึงเส้นทางที่มีความท้าทาย
Jaecoo 6T REEV ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทย ด้วยยอดส่งมอบสะสมมากกว่า 1,000 คัน และจะครบ 2,000 คัน ภายในเดือนกันยายนนี้ ตอกย้ำคุณภาพ และความนิยมที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อแบรนด์ และเทคโนโลยี REEV ส่วน iCAUR V27 REEV ใช้เทคโนโลยี REEV ผสานกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ i-AWD ให้กำลังสูงสุด 455 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 505 นิวทันเมตร และสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 6 วินาที ซึ่งจะเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายในเดือนกันยายนนี้ รวมถึงรถยนต์ REEV รุ่นใหม่จากหลากหลายแบรนด์ภายในเครือที่จะทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทของ Chery Group ในฐานะผู้นำเทคโนโลยี REEV อย่างแท้จริง
เซดริก ซุย ประธาน Chery Group ประเทศไทย กล่าวว่า Chery Group บุกเบิก และพัฒนาเทคโนโลยี REEV มาอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีนี้ในระดับโลก สำหรับประเทศไทย เราตั้งใจนำองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญนี้มาต่อยอดผ่านรถยนต์หลากหลายรุ่น ภายใต้ยนตรกรรมของแบรนด์ในเครือ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้าไทย เพราะเราเชื่อว่า REEV คือ คำตอบที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการเดินทางของคนไทยได้ดีที่สุดในปัจจุบัน ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเดินทางไกลข้ามจังหวัด โดยที่ผู้ขับไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องระยะทางอีกต่อไป ทั้งนี้ Chery Group จะเดินหน้าแนะนำผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่เป็นเทคโนโลยี REEV ภายใต้หลากหลายแบรนด์ในเครือสู่ตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
.....................................................................................................................
Ford ประเทศไทย ครบรอบ 30 ปี
ตลอด 30 ปี Ford ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นสร้างผลกระทบเชิงบวก และเติบโตเคียงข้างสังคมไทยมาอย่างยาวนาน สร้างคุณค่าตั้งแต่สายการผลิต ครอบคลุมไปถึงชีวิตของผู้คน ธุรกิจ และชุมชนในทุกมิติ ทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การสานต่อความสำเร็จด้านมอเตอร์สปอร์ท การสร้างความผูกพันของคอมมูนิที ตลอดจนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ Ford ประเทศไทย กล่าวว่า ตลอด 30 ปี Ford เติบโตเคียงข้างประเทศไทยด้วยความร่วมมือจากพนักงาน ผู้จำหน่าย พันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า และชุมชน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนผ่านจำนวนรถยนต์ที่ผลิต หรือส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างงาน และพัฒนาทักษะ การเติบโตของพันธมิตรทางธุรกิจ ความไว้วางใจของลูกค้า ความผูกพันของคอมมูนิทีผู้ใช้รถ และโอกาสที่เกิดขึ้นกับผู้คนในชุมชน เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางนี้ และพร้อมเดินหน้าเคียงข้างประเทศไทยต่อไป
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยตลอด 30 ปี
ตลอด 30 ปี Ford ลงทุนสะสมในไทยกว่า 133,000 ล้านบาท ผ่านฐานการผลิตระดับโลก 2 แห่ง คือ โรงงาน Ford Thailand Manufacturing: FTM และโรงงาน AutoAlliance Thailand: AAT พร้อมผลิต และส่งออกรถยนต์ฝีมือคนไทยไปกว่า 130 ประเทศทั่วโลกรวมกว่า 3.3 ล้านคัน อีกทั้งมีส่วนสร้างงานอีกนับหมื่นตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ และล่าสุดได้เข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของ Suzuki ที่อยู่ข้างโรงงาน FTM ในจังหวัดระยอง เมื่อต้นปี 2569 ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย
พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิต และการทำธุรกิจ
Ford ส่งมอบรถยนต์คุณภาพให้ลูกค้าชาวไทยมาโดยตลอดผ่าน Ford Ranger และ Ford Everast รวมถึงเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถกระบะตอนครึ่ง (Open Cab) การนำเทคโนโลยีช่วยขับขี่ล้ำสมัยมาใช้ และประเทศไทยยังได้รับเลือกให้เป็นเวทีเปิดตัวระดับโลกของรถยนต์รุ่นสำคัญ อาทิ Ford Ranger Raptor เจเนอเรชันแรก และ Ford Ranger Super Duty รุ่น 4 ประตู อีกทั้งยังเป็นแบรนด์แรกในไทยที่เปิดตลาดรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ระดับพรีเมียม ด้วยการเปิดตัว Ford Everest Platinum ที่ผสานการออกแบบ และความสะดวกสบายระดับพรีเมียม เข้ากับเทคโนโลยีช่วยขับขี่ขั้นสูง และสมรรถนะออฟโรด จนได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้านับตั้งแต่วันแรกที่เปิดรับจอง
ยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ ภายใต้แนวคิด "ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว"
Ford พัฒนานวัตกรรมด้านบริการ ให้ลูกค้าได้รับความสะดวก ความมั่นใจ และความประทับใจตลอดการเป็นเจ้าของรถ Ford ล่าสุด Ford ได้ต่อยอดการดูแลลูกค้าผ่าน Ford Rewards Club โปรแกรมสะสมคะแนนการใช้จ่ายที่ศูนย์บริการ แลกรับส่วนลด หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพิ่มความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของรถ ความไว้วางใจที่ลูกค้ามีทำให้ Ford ได้รับการจัดให้อยู่อันดับ 2 ของด้านความพึงพอใจบริการหลังการขายโดย Diferrential* อีกทั้งยังสะท้อนในผลการใช้บริการของลูกค้า ทั้งแอพพลิเคชัน Ford App ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 130,000 ราย การนัดหมายเข้ารับบริการผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตเฉลี่ย 26 %/ปี และอัตราการกลับเข้ารับบริการของลูกค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 83 % ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
พิสูจน์สมรรถนะบนสนามแข่ง สร้างความภาคภูมิใจให้ลูกค้า Ford
มอเตอร์สปอร์ทเป็นส่วนหนึ่งในดีเอนเอของ Ford และเพื่อสานต่อจิตวิญญาณ "แกร่งตัวจริง" จึงได้เปิดตัว Ford Thailand Racing Team ในปี 2563 และนับตั้งแต่วันแรกที่ลงแข่งขันสามารถคว้าแชมพ์มาแล้วถึง 31 รางวัล ทั้งในรุ่นที่ลงแข่งขัน และประเภท Overall จากศึกทางเรียบ และออฟโรดในเวลาเพียง 7 ปี รวมถึงเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกร และช่างเทคนิคได้ทดสอบรถยนต์ภายใต้สภาวะที่ท้าทาย พร้อมนำองค์ความรู้ไปใช้กับการผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะ Ford Ranger Raptor ซึ่งเข้าแข่งขันด้วยรถที่พัฒนาบนพื้นฐานของรถพโรดัคชันจากโรงงาน และสามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันออฟโรดระดับเอเชียถึง 2 ปีซ้อน
เชื่อมโยงคอมมูนิที สร้างความผูกพันที่มากกว่าการเป็นเจ้าของรถ
Ford สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง จนเกิดเป็นคอมมูนิทีผู้ใช้รถกว่า 50 คลับทั่วประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สมาชิกแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสานสัมพันธ์ผ่านการเดินทางร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์พิเศษที่ Ford จัดขึ้นสำหรับเจ้าของรถอย่าง King of Tough, Raptor Track Experience หรือการเข้าชมการแข่งมอเตอร์สปอร์ท ไปจนถึงกิจกรรมเพื่อชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เรียนรู้ และสัมผัสศักยภาพของรถ ขณะเดียวกันความคิดเห็นจากการใช้งานจริงของลูกค้ายังเป็นข้อมูลสำคัญที่ Ford นำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการได้ดียิ่งขึ้น
สร้างโอกาส และความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน
Ford สนับสนุนชุมชนผ่าน Ford Philanthropy หน่วยงานเพื่อสังคมของ Ford Motor Company โดยจัดสรรงบประมาณแล้วกว่า 282 ล้านบาท** ระหว่างปี 2558-2569 สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมกว่า 135 โครงการทั่วประเทศด้วยความร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร 22 แห่ง ครอบคลุมด้านการศึกษา การพัฒนาชุมชน การสร้างทักษะ และการยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมผนึกกำลังพนักงานจิตอาสา และผู้จำหน่ายผ่านกิจกรรม Ford Global Caring Month และ "ฟอร์ดร่วมด้วยช่วยสร้าง" (Ford Building Together) ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ การจัดตั้ง ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน หรือ Ford Community Center (FCC) เป็นพื้นที่กลางเพื่อการเรียนรู้ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และสนับสนุนโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนอย่างยั่งยืน
“เราจะเดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พร้อมสานต่อความร่วมมือกับผู้จำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้า และเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยอย่างยั่งยืน”
หมายเหตุ
* 2026 Thailand Customer Experience Index (CXI) Studies ดัชนีความพึงพอใจงานบริการหลังการขายรถยนต์ในประเทศไทย ประจำปี 2569 ของ Differential
** งบประมาณมูลค่า 8.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย ณวันที่ 27 สิงหาคม 2569


























