ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์/30 May 2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ พบกับภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ ทั้งผลิต ขาย ส่งออก ในส่วนของรถยนต์ทุกประเภท รวมถึงรถจักรยานยนต์ พร้อมข่าวสารเกี่ยวกับยานยนต์ที่โดดเด่นHighlight
ส.อ.ท. เผยยอดผลิตรถยนต์ เดือนเมษายน ลดลงร้อยละ 0.44
เดือนเมษายน 2569 ผลิตรถยนต์ 103,794 คัน ลดลงร้อยละ 0.44 ผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 4,716 คัน ลดลงร้อยละ 1.01
ผลิตรถกระบะไฟฟ้า 250 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6,150 ขาย 48,394 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.54 ขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 13,882 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.35 ขายรถกระบะไฟฟ้า 109 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.25 ส่งออก 60,190 คัน ลดลงร้อยละ 8.43 ส่งออกรถยนต์นั่งไฟฟ้า 1,924 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 191.52 ส่งออกรถกระบะไฟฟ้า 6 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนเมษายน 2569
การผลิต
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนเมษายน 2569 มีทั้งสิ้น 103,794 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ร้อยละ 22.20 และลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 0.44 ลดลงจากการผลิตเพื่อขายในประเทศที่ลดลงร้อยละ 1.70 เพราะผลิตรถยนต์นั่งทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน และรถยนต์ไฟฟ้ารวมกัน ลดลงร้อยละ 16.77 จากเดือนเมษายนปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกที่ลดลงในตลาดตะวันออกกลางจากสงคราม และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อไปนานมากกว่า 3 เดือน
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม-เมษายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 473,545 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 4
รถยนต์นั่ง เดือนเมษายน 2569 ผลิตได้ 36,650 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 8.43 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 11,870 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 24.15
• รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 4,716 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 1.01
• รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 1,738 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 68.57
• รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 18,326 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 1.37
ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 มีจำนวน 156,599 คัน เท่ากับร้อยละ 33.07 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 1.83 แบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 60,402 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 11.87
• รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 15,211 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 7.98
• รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 6,551 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 15.83
• รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 74,435 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 7.71
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนเมษายน 2569 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ไม่มีการผลิต
รถยนต์บรรทุก เดือนเมษายน 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 67,144 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 4.54 และตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 316,946 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 7.15
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนเมษายน 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 65,933 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 3.44 และตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 311,290 คัน เท่ากับร้อยละ 65.74 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 6.35 แบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก 46,796 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 6.55
• รถกระบะ Double Cab 200,592 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 8.41
• รถกระบะ Double Cab BEV 1,536 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 38,300
• รถกระบะ PPV 62,366 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 8.27
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนเมษายน 2569 ผลิตได้ 1,211 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 149.69 รวมเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตได้ 5,656 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 83.58
ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนเมษายน 2569 ผลิตได้ 67,262 คัน เท่ากับร้อยละ 64.80 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 0.26 และเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 316,605 คัน เท่ากับร้อยละ 66.86 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 4.56
รถยนต์นั่ง เดือนเมษายน 2569 ผลิตเพื่อการส่งออก 14,252 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 8.68 และตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 67,975 คัน เท่ากับร้อยละ 43.41 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 24.75
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนเมษายน 2569 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 53,010 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 1.78 และตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 248,630 คัน เท่ากับร้อยละ 79.87 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 0.13 แบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก 25,280 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 18.71
• รถกระบะ Double Cab 176,543 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 3.98
• รถกระบะ PPV 46,807 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 1.32
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนเมษายน 2569 ผลิตได้ 36,532 คัน เท่ากับร้อยละ 35.20 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 1.70 และเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตได้ 156,940 คัน เท่ากับร้อยละ 33.14 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 2.90
รถยนต์นั่ง เดือนเมษายน 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 22,398 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 16.77 และตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2568 ผลิตได้ 88,624 คัน เท่ากับร้อยละ 56.59 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ลดลงร้อยละ 15.62
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนเมษายน 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 12,923 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 32.29 และตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 62,660 คัน เท่ากับร้อยละ 20.13 ของยอดการผลิตรถกระบะ และเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 41.10 แบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก 21,516 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 13.37
• รถกระบะ Double Cab 25,585 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 67.67
• รถกระบะ PPV 15,559 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 52.99
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนเมษายน 2569 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ไม่มีการผลิต
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนเมษายน 2569 ผลิตได้ 1,211 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 149.69 รวมเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตได้ 5,656 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 83.58
รถจักรยานยนต์
เดือนเมษายน 2569 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 181,539 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 4.22 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 146,306 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 6.87 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 35,233 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 8.56
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-เมษายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 817,426 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 4.29 โดยแยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 649,233 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 5.71 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 168,193 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 1.64
ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนเมษายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,394 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ร้อยละ 19.16 และเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 2.54 เพิ่มขึ้นจากการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่จองมากกว่าครึ่งของยอดจองรวมในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ เมื่อปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นมากจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งการออกรถรุ่นใหม่ และการเริ่มผลิตรถบรรทุกของบริษัทหนึ่งที่ย้ายโรงงาน
รถกระบะยังคงขายลดลงร้อยละ 9.7 จากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว เพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจ และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ การลงทุน และการจ้างงานยังน่ากังวล ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ และสงครามการค้า
อย่างไรก็ตาม จากการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 2.8 % และการลงทุนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอนุมัติโครงการต่างๆ ไปอาจช่วยสร้างงานสร้างเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราสูงขึ้นหากได้ลงทุนในปีนี้ รวมทั้งการกู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาลที่จะลดการนำเข้าพลังงาน และเพิ่มการลงทุนที่จะเพิ่มการจ้างงานในประเทศไทยด้วย
ปัจจัยลบที่น่ากังวลมาก คือ การขอปรับราคาขึ้นของชิ้นส่วนต่างๆ โดยอ้างสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งจะซ้ำเติมต่อยอดขาย และยอดผลิตรถยนต์ให้ลดลงด้วย จึงใคร่ขอให้ผู้ผลิตชิ้นส่วน และรถยนต์ไว้ในภาวะที่กำลังซื้อยังอ่อนแอไประยะหนึ่ง
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 33,654 คัน เท่ากับร้อยละ 69.54 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 9.07
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 7,109 คัน เท่ากับร้อยละ 14.69 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 35.18
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 13,882 คัน เท่ากับร้อยละ 28.69 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 27.35
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 1,023 คัน เท่ากับร้อยละ 2.11 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 5.54
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 436 คัน เท่ากับร้อยละ 0.90 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 11,204 คัน เท่ากับร้อยละ 23.15 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 41.75
รถกระบะ มีจำนวน 9,831 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 10.11 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 109 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 36.35 รถกระบะ REEV มีจำนวน 4 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย รถกระบะ HEV มีจำนวน 3 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย รถ PPV มีจำนวน 2,619 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 16.57 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 1,401 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 29.01 รถบรรทุก 5-10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 16 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 757 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 30.93
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 136,992 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ร้อยละ 16.31 และเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 3.82
ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 รถยนต์มียอดขาย 230,477 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 15.02 แยกเป็น
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 157,099 คัน เท่ากับร้อยละ 68.16 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 23.91
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 37,957 คัน เท่ากับร้อยละ 16.47 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 21.54
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 64,109 คัน เท่ากับร้อยละ 27.82 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 90.61
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 2,891 คัน เท่ากับร้อยละ 1.25 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 18.40
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 708 คัน เท่ากับร้อยละ 0.31 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 51,434 คัน เท่ากับร้อยละ 22.32 ของยอดขายรถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 24.76
รถกระบะ มีจำนวน 48,324 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 5.84 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 423 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 144.51 รถกระบะ REEV มีจำนวน 7 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย รถกระบะ HEV มีจำนวน 12 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย รถ PPV มีจำนวน 14,746 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 16.35 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 6,123 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 30.97 รถบรรทุก 5-10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 36 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 3,707 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 22.20
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 605,601 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 3.13
การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป
เดือนเมษายน 2569 ส่งออกได้ 60,190 คัน ลดลงจากเดือนที่แล้วร้อยละ 25.13 และลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 8.43 ลดลงจากการส่งออกรถยนต์ไปตลาดตะวันออกกลาง 993 คัน ลดลงถึง 11,053 คัน หรือร้อยละ 91.76 จากเดือนเมษายน 2568 จากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิสราเอลกับอิหราน นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ แต่ส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย และโอเชียเนีย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดสูงที่ร้อยละ 26.36 และ 31.23 ตามลำดับ รวมทั้งส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดแอฟริกา และอเมริกาเหนือ จึงช่วยให้การส่งออกรถยนต์ลดลงไม่มาก ส่งออกเดือนเมษายน 2569 แบ่งเป็น
• รถกระบะ 36,615 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 60.83 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 16.97
• รถกระบะ BEV 6 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.01 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง ICE 2,031 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 3.37 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 75
• รถยนต์นั่ง BEV 1,924 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 3.20 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 191.52
• รถยนต์นั่ง PHEV 358 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.59 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง HEV 6,713 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 11.15 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 42.80
• รถ PPV 12,543 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 20.84 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 53.98
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 42,942.55 ล้านบาท ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 6.71 และเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนส่งออกลดลง ดังนี้
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,213.38 ล้านบาท ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 2.21
• ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 14,835.78 ล้านบาท ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 6.67
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 1,645.53 ล้านบาท ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 19.26
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนเมษายน 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 62,637.24 ล้านบาท ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 6.86
รถจักรยานยนต์
เดือนเมษายน 2569 มีจำนวนส่งออก 68,170 คัน (รวม CBU+CKD) ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ร้อยละ 32.17 และเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 11.35 โดยมีมูลค่า 4,858.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 12.05
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 186.88 ล้านบาท ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 0.62
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 223.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 41.02
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนเมษายน 2569 ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ 5,268.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 12.53
เดือนเมษายน 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 67,905.94 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 5.60
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนมกราคม-เมษายน 2569 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 280,184 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 3.45 แบ่งเป็น
• รถกระบะ 176,415 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 62.96 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 5.88
• รถกระบะ BEV 155 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.06 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 3,775
• รถยนต์นั่ง ICE 25,159 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 8.98 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 39.66
• รถยนต์นั่ง BEV 7,156 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.55 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 984.24
• รถยนต์นั่ง PHEV 649 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.23 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง HEV 27,759 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 9.91 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 62.90
• รถ PPV 42,891 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 15.31 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 1.08
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 189,161.84 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 6.25 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 11,935.37 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 0.83
• ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 59,478.68 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 5.51
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 7,327.37 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 16.25
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม-เมษายน 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 267,903.26 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 6.16
รถจักรยานยนต์
เดือนมกราคม-เมษายน 2569 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 320,343 คัน (รวม CBU+CKD) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 5.61 มีมูลค่า 23,090.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 5.62
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 727.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 4.71
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 953.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 12.94
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-เมษายน 2569 ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 24,771.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 5.86
เดือนมกราคม-เมษายน 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 292,674.94 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 5.25
ข้อมูลจดทะเบียนที่ใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เดือนเมษายน 2569 (เฉพาะ รย.1)
เดือนเมษายน 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 42,152 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 3.48 โดยแบ่งเป็น
• ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 9,963 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 63.54
• ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 8,311 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 23.60
• ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 9,954 ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 1.73
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 12,645 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 22.21
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 1,279 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 61.10
เดือนมกราคม-เมษายน 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 211,962 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 19.88 โดยแบ่งเป็น
• ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 65,247 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 110
• ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 38,722 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 21.42
• ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 48,065 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 4.62
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 60,486 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 25.64
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 5,442 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 26.34
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนเมษายน 2569
เดือนเมษายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 12,512 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนปีที่แล้วร้อยละ 55.84 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 10,007 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 59.75
- รถยนต์นั่ง จำนวน 9,974 คัน
- รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 27 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 3 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 3 คัน
- รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 23 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 11.54
- รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 2,453 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 43.96
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 2,453 คัน
- รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 1 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 66.67
- รถยนต์รับจ้างสามล้อ จำนวน 1 คัน
- รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 10 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนปีที่แล้วร้อยละ 233.33
- รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 18 คัน ลดลงจากเดือนเมษายนปีที่แล้วร้อยละ 37.93
เดือนมกราคม-เมษายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 75,493 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายนปีที่แล้วร้อยละ 88.64 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 67,063 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 111.82
- รถยนต์นั่ง จำนวน 65,278 คัน
- รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 1,751 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 19 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 15 คัน
- รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 136 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 25.93
- รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 17 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 12.50
- รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล 17 คัน
- รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 8,089 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 0.20
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 8,087 คัน
- รถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 2 คัน
- รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 62 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 24
- รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 126 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 43.18
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนเมษายน 2569
เดือนเมษายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่ จำนวน 12,704 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนปีที่แล้วร้อยละ 21.27 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 12,657 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 21.98
- รถยนต์นั่ง จำนวน 12,645 คัน
- รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 1 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 10 คัน
- รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 47 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 53
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 47 คัน
เดือนมกราคม-เมษายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสม จำนวน 60,756 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายนปีที่แล้วร้อยละ 24.91 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 60,529 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 25.30
- รถยนต์นั่ง จำนวน 60,486 คัน
- รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 5 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 10 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 28 คัน
- รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 227 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 31.83
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 227 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนเมษายน 2569
เดือนเมษายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่ จำนวน 1,280 คัน ลดลงจากเดือนเมษายนปีที่แล้วร้อยละ 61.07 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 1,280 คัน ลดลงจากเดือนเมษายนปีที่แล้วร้อยละ 61.07
- รถยนต์นั่ง จำนวน 1,279 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร 1 คัน
เดือนมกราคม-เมษายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสม จำนวน 5,448 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายนปีที่แล้วร้อยละ 26.58 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 5,448 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายนปีที่แล้วร้อยละ 26.58
- รถยนต์นั่ง จำนวน 5,448 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 30 เมษายน 2569
ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 447,351 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 67.63 โดยแบ่งประเภทได้
รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 347,408 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 82.09
รถยนต์นั่ง มีจำนวน 336,360 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 80.09
- รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 8,034 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 173.73
- รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 263 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 22.90
- รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 328 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 88.51
- รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 6 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 100
- รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 2,417 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 248.27
- รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1,679 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 71.68
- รถยนต์สามล้อ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,053 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 2.33
- รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล มีจำนวน 147 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 22.50
- รถยนต์รับจ้างสามล้อ มีจำนวน 906 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 0.33
- รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 92,877 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 32.22
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 90,709 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 32.18
- รถจักรยานยนต์สาธารณะ มีจำนวน 168 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 52.73
- อื่นๆ
- รถโดยสาร มีจำนวนทั้งสิ้น 2,948 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 3.95
- รถบรรทุก มีจำนวนทั้งสิ้น 1,386 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 41
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 30 เมษายน 2569
ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 665,034 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 28.49 โดยแบ่งประเภทได้
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 654,874 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.91
- รถยนต์นั่ง มีจำนวน 652,896 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.85
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารฯ มีจำนวน 514 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 1.58
- รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 258 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 73.15
- รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 375 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 41.51
- รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 11 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 83.33
- รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 820 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 123.43
- รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
- รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 10,157 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 6.14
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 10,157 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 6.14
- อื่นๆ
- รถโดยสาร มีจำนวนทั้งสิ้น 2 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 30 เมษายน 2569
ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 86,708 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 22.93 โดยแบ่งประเภทได้
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 86,708 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 22.93
- รถยนต์นั่ง มีจำนวน 86,611 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 22.96
- รถยนต์โดยสารรับจ้างไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
- รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 43 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 30.65
- รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 29 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 38.10
- รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 3 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 40
- รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 21 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 250
............................................................................................................................
Changan เปิดราคา "Nevo Q05" พิเศษ 3,000 คันแรก 599,900 บาท
Changan Automobile (ฉางอัน ออโทโมบิล) เปิดตัว "Changan Nevo Q05" (ฉางอัน นีโว คิว 05) อย่างเป็นทางการ ภายได้แนวคิด "Chasing the Light" ถ่ายทอดนิยามของเอสยูวีไฟฟ้าอัจฉริยะเจเนอเรชันใหม่ เพื่อนร่วมเดินทางที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ขับออกไปท้าทายประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยรถสมาร์ท ขับสบาย ดีไซจ์นสวยล้ำสมัย ผลงานการออกแบบของดีไซจ์เนอร์ระดับโลก
ภายในกว้างขวางสะดาก สบายทุกที่นั่ง มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ระบบความปลอดภัย มาตรฐานสูง และการชาร์จที่รวดเร็ว ช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นเรื่องง่าย และสมาร์ทยิ่งขึ้น เปิดราคาเริ่มต้นเพียง 629,900 บาท
Nevo QO5 มาพร้อมแพคเกจ "Nevo Care" สิทธิประโยชน์ครอบคลุมตั้งแต่การซื้อ การส่งมอบ การครอบครองรถไปจนถึงประสบการณ์ด้านบริการหลังการขาย พร้อมกับการเปิดตัวศิลปิน "บิวกิ้น- พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล" ในฐานะ Changan Nevo Brand Presenter ของประเทศไทย
Di Zhirui CEO of Changan Nevo กล่าวว่า Changan Nevo ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ แต่คือแบรนต์ที่ต้องการทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว อบอุ่น และตอบโจทย์ชีวิตของผู้คนมากขึ้น ภายใต้แนวคิด New Evolution, New Vision และ New Orgin ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่เข้าใจความต้องการ และอารมณ์ของผู้ใช้งาน ตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิต ทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลากับครอบครัว พบปะเพื่อนฝูง หรือใช้ชีวิตประจำวันในเมือง ช่วยให้ทุกการใช้ชีวิตเริ่มต้นได้อย่างง่ายดาย และจบลงด้วยความอุ่นใจ นี่คือเป้าหมายสำคัญของ Changan Nevo ในการมอบประสบการณ์การเดินทางที่ง่าย สะดวก และเต็มไปด้วยความสุข
"โลโก Changan Nevo สะท้อนแนวคิดผ่านการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก "ก" และ 1 ซึ่งเป็นตัวเลขที่หมายถึงจุดเริ่มต้นของโลกดิจิทอล ผสานกับแนวคิดสี่เหลี่ยม และวงกลม ที่แทนเทคโนโลยี และชีวิต เพื่อสื่อถึงการนำเทคโนโลยีมาสร้างคุณค่าให้กับการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง"
ทั้งนี้ Changan Nevo ยังคงสานต่อแนวคิดหลักของแบรนด์ภายได้ปรัชญา "Inherted the Soul of of Changan, Staring the Source of Wisdom." หรือ "สืบทอดจดวิญญาณของ Changan และเริ่มต้นแหล่งกำเนิดแห่งปัญญา"
เติ้ง จื้อเทา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด กรรมการผู้จัดการ และประธาน บริษัท ฉางอาน ออโด้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโด้ คอมโพเนนท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า Nevo ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในประเทศจีน ด้วยยอดจำหน่ายสะสมกว่า 500,000 คัน ภายในเวลาเพียง 3 ปี โดยรถยนต์ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ Q05, A06 (เอ 06) และ Q07 (คิว 07) ต่างติดอันดับ Top 3 ในเซกเมนท์ของตนเองโดย Nevo Q05 นับเป็นรถรุ่นที่ 2 ที่ผลิตในไทย โดยโรงงาน Changan Automobile ระยอง ต่อจากรุ่น Deepal S05 (ดีพอล เอส 05)
Changan ยังคงเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ Global Development พัฒนาธุรกิจระดับโลกโดยไม่ได้มุ่งเพียงการส่งออกผลิตภัณฑ์แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างอีโคซิสเตมทางธุรกิจในแต่ละประเทศ ทั้งด้านการวิจัย การผลิตซัพพลายเชน และการบริการ
ปัจจุบัน Changan มีเครือข่ายวิจัย และพ้ฒนาครอบคลุม 6 ประเทศ 10 เมือง พร้อมศูนย์วิจัย 16 แห่ง บริษัทเทคโลยี 17 แห่ง และวิศวกรมากกว่า 18,000 คน รวมถึงฐานการผลิตในต่างประเทศ 22 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ โรงงาน Changan Automobile ระยอง ประเทศไทย ส่งผลให้มีกำลังการผลิตรวมทั้งหมดกว่า 350,000 คัน/ปี
คริส อู๋ รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ภายได้แผนการขยายธุรกิจ สู่ตลาดโลก ประเทศไทยถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของแบรนด์ Changan Nevo โดยจากนี้ เราจะเดินหน้าขยายตลาดสู่เอเชียตะวันออกเฉียงได้ เอเชียกลาง ยุโรป และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว สำหรับ Nevo Q05 รุ่นที่จำหน่ายในไทยถูกพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานชาวไทยเป็นหลักตั้งแต่เริ่มต้น เราให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีไซจ์นพื้นที่ใช้สอยในรถ ระยะทางการขับขี่ เทคโนโลยี และความปลอดภัย จนในที่สุด Changan ได้สร้างสรรค์ Nevo Q05 ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง
Changan ยึดแนวคิด "Made in Thailand, Sold to the Word" ผลิตในประเทศไทย เพื่อส่งต่อสู่ตลาดโลก พร้อมทั้งเดินหน้าขยายเครือข่ายการขาย และบริการทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานการบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ Changan ยังมีเครือข่ายการจำหน่ายครอบคลุม 118 ประเทศ และภูมิภาคทั่วโลก พร้อมโชว์รูม และศูนย์บริการรวมกว่า 1,124 แห่ง โดยปัจจุบันมียอดขายในต่างประเทศสะสมมากกว่า 637,000 คัน ส่งผลให้ Changan ติดอันดันดับ 1 ในแบรนด์ยานยนต์จีนชั้นนำใน 15 ตลาดทั่วโลก
สำหรับในประเทศไทย Changan มีโชว์รูมมาตรฐานบริหารโดยดีเลอร์รวม 54 สาขาทั่วประเทศไทย และมีแผนขยายเพิ่มอีก 11 แห่ง ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ พร้อมยกระดับการบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น
นอกเหนือจากนี้ Nevo QO5 พร้อมทยอยส่งมอบรถให้แก่ลูกค้า ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป พิเศษ ! สำหรับลูกค้า 3,000 ท่านแรกที่รับรถภายในในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นี้ จะได้รับแพคเกจ Nevo Care Upgrade พร้อมราคาพิเศษ 599,900 บาท
Nevo Q05 ไม่ได้เป็นเพียงรถเอสยูวีไฟฟ้า แต่คือผู้ช่วยบนท้องถนนที่ผสานดีไซจ์น เทคโนโลยี และความสะดวกสบายไว้ในคันเดียวอย่างลงตัว พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง
............................................................................................................................
Xpeng ร่วมกับ MMS เปิดตัว “MMS Body and Paint”
มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย)ฯ เพิ่มศักยภาพด้านการบริการ เปิดตัว MMS Body and Paint สาขาราชพฤกษ์ นับเป็นศูนย์ซ่อมสี และตัวถังแห่งแรก ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก Xpeng ประเทศไทย พร้อมสรรพด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง และห้องพ่น-อบสีที่ได้มาตรฐาน เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ
ดร.ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางกระแสนิยมรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจบำรุงรักษา หรือซ่อมรถยนต์เติบโตตาม ซึ่ง MMS มุ่งมั่นในการเพิ่มศักยภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทางบริษัทฯ รู้สึกยินดีที่ได้นำเสนออีกช่องทางในการรับบริการซ่อมสี และตัวถังระดับมาตรฐานสากล โดยได้รับความไว้วางใจจาก Xpeng ประเทศไทย ผู้จำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค ให้การรับรอง MMS Body and Paint สาขาราชพฤกษ์ เป็นศูนย์บริการซ่อมสี และตัวถังอย่างเป็นทางการแห่งแรก เพื่อให้บริการลูกค้า Xpeng (เสี่ยวเผิง) ย่านฝั่งธนบุรี และทั่วประเทศ
วิวัฒน์ กิจเครือ ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริการหลังการขาย Xpeng ประเทศไทย กล่าวว่า Xpeng ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) โดยเล็งเห็นศักยภาพการซ่อมสี และตัวถังของ MMS ที่มีความเชี่ยวชาญ และให้การรับรอง MMS Body and Paint สาขาราชพฤกษ์ เป็นศูนย์ซ่อมสี และตัวถังอย่างเป็นทางการแห่งแรก สำหรับผู้ใช้ Xpeng ซึ่งบริการหลังการขายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ รวมถึงมีส่วนช่วยในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ โดยเรามีการสำรองอะไหล่ถึง 96 % สูงที่สุดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย นับเป็นกลยุทธ์เพื่อยกระดับมาตรฐานงานบริการหลังการขาย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
ทันสมัย ภายใต้ 5 Smart Experience
หัวใจสำคัญของงานซ่อม คือ คุณภาพที่มองเห็น และความปลอดภัยที่ซ่อนอยู่ภายใน MMS Body and Paint ผสมผสานเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์ เพื่อคืนสภาพรถยนต์ให้กลับมาใกล้เคียง
รถใหม่จากโรงงาน ด้วยอุปกรณ์ และเครื่องมือเฉพาะทางแบบครบครัน ยกระดับประสบการณ์ด้วยห้องส่งมอบรถ พร้อมวีดีโอแสดงขั้นตอนการซ่อม ผสานความสะดวกสบายด้วยพื้นที่รับรองระดับพรีเมียม
Smart System-เครื่องดึงตัวถังระบบ 3 มิติ ใช้เทคโนโลยีการดึงตัวถังที่วัดค่าแบบดิจิทอล แม่นยำระดับมิลลิเมตร พร้อมเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลโครงสร้างรถยนต์จากผู้ผลิต ทำให้โครงสร้างตัวถังกลับมาสมดุล ระบบปฏิบัติการ และทีมช่างผ่านการอบรมโดยตรงจาก Xpeng ประเทศไทย พร้อมการรับรองมาตรฐานอย่างเป็นทางการผสาน 17 ช่องซ่อมมาตรฐาน รองรับรถยนต์ได้กว่า 150 คัน/เดือน
Smart Painting-สีสูตรน้ำของ PPG แบรนด์ระดับพรีเมียมจากสหรัฐอเมริกา ประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 135 ปี ผสานระบบผสมสีที่ผ่านการรับบรองมาตรฐานจาก Xpeng ประเทศไทย
ห้องพ่นสีระบบ Downdraft (ดูดลมลงพื้น) ลดโอกาสเกิดเม็ดฝุ่น และละอองสีเกาะซ้ำห้องอบสีติดตั้งระบบ Nano Heater ควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นแม่นยำผ่านคอมพิวเตอร์ ช่วยให้สีแห้งไว และได้คุณภาพสีที่สม่ำเสมอ กรองอากาศหลายชั้นป้องกันฝุ่น และสิ่งแปลกปลอม พร้อมระบบระบายอากาศมาตรฐานสากล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Smart Insurance-รองรับประกันคุณภาพจากบริษัทชั้นนำระดับโลก Chubb และ Falcon ภายใต้การบริหารโดย ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ ครบ จบในที่เดียว ผ่านความร่วมมือจากพาร์ทเนอร์มาตรฐานระดับสากล
Smart Warranty-รับประกันงานซ่อมสีทุกชิ้น 1 ปีเต็ม นับเป็นการรับประกันที่ตอกย้ำความเชื่อมั่น และความรับผิดชอบของ MMS Body and Paint
Smart Tracking-ตรวจสอบสถานะการซ่อมได้ทุกขั้นตอนแบบเรียลไทม์ ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า สู่มาตรฐานใหม่ในยุคดิจิทอล
ลูกค้าสามารถนำรถมารับบริการที่ศูนย์บริการของผู้จำหน่าย Xpeng อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ รวมถึง MMS ทั้ง 19 สาขา คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล, เกษตร-นวมินทร์, รามอินทรา, งามวงศ์วาน, สุขาภิบาล 3, สําโรง, พระราม 4, ลำลูกกา, ราชพฤกษ์, รังสิต, คู้บอน, รามคำแหง, ธนบุรี-พระราม 5, พุทธบูชา, ศรีนครินทร์, กาญจนาภิเษก, ระยอง, พัทยา, อุบลราชธานี และภูเก็ต
............................................................................................................................
Honda เดินเกม “Smart in Motion” ยกระดับแบรนด์
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดประชุมผู้จำหน่ายรถยนต์ Honda (ฮอนดา) ทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2569 ภายใต้แนวคิด “Smart in Motion-สมาร์ท ก้าวล้ำ ทุกความเคลื่อนไหว” ประกาศทิศทางธุรกิจ และเป้าหมายสำคัญร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่าย โดยเน้นการขับเคลื่อนแบรนด์อย่างเป็นระบบ ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัท และผู้จำหน่าย ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์ และด้านการขาย และการบริการ เพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินงานให้แข็งแกร่ง พร้อมรับกับการแข่งขันท่ามกลางตลาดที่มีความท้าทายสูง พร้อมตอกย้ำการสร้างบทใหม่ของแบรนด์ ผ่านการส่งมอบคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อมอบประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือกว่าตลอดเส้นทางการใช้งาน (Customer Journey) ควบคู่กับตอกย้ำบทบาทสำคัญของผู้จำหน่ายในฐานะพลังหลักที่เชื่อมโยงแบรนด์กับลูกค้า เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน
โคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้จำหน่ายทุกท่านสำหรับความร่วมมือ และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน Honda สู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีนี้ เรามุ่งยกระดับกลยุทธ์อย่างรอบด้าน ไม่เพียงนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังรวมถึงการเสริมความแข็งแกร่งด้านการขาย และการบริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าตลอดอายุการใช้งาน (Customer Journey) ขณะเดียวกัน Honda จะเดินหน้าขับเคลื่อนแบรนด์อย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อสร้างคุณค่าที่แตกต่าง และยั่งยืน
ทิศทาง และกลยุทธ์การดำเนินงานได้เป็น 2 ด้านหลัก
1) ด้านผลิตภัณฑ์ (Product)
มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างรอบด้าน ผ่านการผสานจุดแข็งของแบรนด์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านความน่าเชื่อถือ ความประหยัดน้ำมัน และสมรรถนะการขับขี่ เพื่อยกระดับแบรนด์ไปอีกขั้น โดยตั้งเป้าวางตำแหน่งทางการตลาดที่ต่อยอดจากความเชื่อมั่นเดิม ผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะนำมาใช้กับรถยนต์ Honda ในอนาคต เพื่อสร้างจุดยืนที่โดดเด่น และชัดเจนในตลาด พร้อมพัฒนารถยนต์ทั้งขุมพลังไฮบริด และไฟฟ้า สู่การเป็น “รถยนต์อัจฉริยะ (Honda’s Smart Car)” อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแง่มุมหลัก ดังนี้
สร้างแบรนด์ให้ทรงพลัง ผ่านเรื่องราว และความสปอร์ท
- เสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ ทั้งแบรนด์หลัก และแบรนด์ย่อย (Sub-Brand) ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวที่สะท้อนตัวตน และประวัติศาสตร์ความสำเร็จของ Honda โดยเฉพาะ DNA ด้านมอเตอร์สปอร์ท
- ยกระดับการเชื่อมโยงแบรนด์รถยนต์ Honda เข้ากับแบรนด์ย่อย HRC หรือ Honda Racing Corporation เพื่อนำภาพความสปอร์ทจากสนามแข่งมาถ่ายทอดสู่รถรุ่นที่ทำตลาดจริง ยกระดับภาพความสปอร์ทเร้าใจ และต่อยอดสู่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไลน์อัพ HRC อย่างต่อเนื่องในอนาคต
เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของรถยนต์ Honda อย่างชัดเจน ถ่ายทอดผ่านรถยนต์รุ่นใหม่ (Full Model Change) ในอนาคต รวมถึงรถไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ของ Honda
พร้อมยกระดับสู่รถยนต์อัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย
- เตรียมนำเสนอรถยนต์อัจฉริยะ (SDV: Software-Defined Vehicles) ที่ผสานฟังค์ชันหลักที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมทั้งการเชื่อมต่อ ความปลอดภัย และฟังค์ชันอัจฉริยะอื่นๆ
- มี ASIMO OS เป็นหัวใจสำคัญในการควบคุม ซึ่งจะถูกพัฒนารวมอยู่ในโครงสร้างซอฟท์แวร์ของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ เพื่อยกระดับสู่ Smart Car อย่างเต็มรูปแบบ
- ระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ของ Honda (Next-Gen Honda Hybrid) จะได้รับการยกระดับทั้งสมรรถนะการขับขี่ และความสะดวกในการใช้งาน อีกทั้งพัฒนาระบบขับเคลื่อน และโครงสร้างตัวถังทั้งด้านฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์ในทุกมิติ
- เตรียมนำเสนอรถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Honda S+ Shift เพื่อถ่ายทอดความสนุกในการ ขับขี่สไตล์สปอร์ท ตามเอกลักษณ์ของ Honda
- เดินหน้าเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมรองรับการขยายฐานลูกค้าใหม่ในอนาคตให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ อีกทั้งเสริมความแข็งแกร่ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแบรนด์ในตลาด
2) ด้านการขาย และการบริการ (Sales & Services)
มุ่งยกระดับการขาย และการบริการ ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมาย และเชื่อมโยงกับชีวิตของลูกค้าในทุกช่วง (Customer Journey) ตั้งแต่การเลือกซื้อไปจนถึงการดูแลหลังการขาย ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดประสบการณ์แบรนด์สู่ลูกค้าอย่างครบวงจร ผ่านแง่มุมหลักในการดำเนินงาน ดังนี้
เชื่อมโยงแบรนด์สู่ชีวิตผู้คนยุคใหม่
ต่อยอดการสื่อสารเรื่องราวของแบรนด์ (Brand Story) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับลูกค้า พร้อมปรับแนวทางการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้พรีเซนเตอร์ การคอลแลบกับแบรนด์ที่ได้รับความนิยม รวมถึงการพัฒนาช่องทาง Honda Thailand Official Account ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในปัจจุบัน เพื่อให้ Honda เป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตผู้คน และก้าวทันต่อความสนใจที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ยกระดับโชว์รูมสู่ Experience Hub
มุ่งออกแบบ และส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลในทุก Touchpoint ของลูกค้า ควบคู่กับการเตรียมนำ CI (Corporate Identity) ใหม่มาใช้ เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มทยอยปรับใช้โลโก H Mark ใหม่ในโชว์รูมเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศภายในปีนี้
ขับเคลื่อนประสบการณ์ Wow & Stress-Free มอบทั้งความตื่นเต้น และอุ่นใจ ในทุกทัชพอยท์
เน้นสร้างประสบการณ์แบบ “Wow” และ “Stress-Free” ผ่านการเชื่อมต่อทุกช่องทางทั้งออนไลน์ และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ ครอบคลุมตลอดเส้นทางของลูกค้า (Customer Journey) ตั้งแต่การพิจารณาเลือกซื้อ การเป็นเจ้าของ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อรถคันใหม่อีกครั้ง
- พัฒนาแนวทาง และกิจกรรมใหม่ทั้งด้านการขาย และบริการ เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง
นอกจากการถ่ายทอดทิศทางการดำเนินธุรกิจ และเป้าหมาย ภายในงานยังได้มีพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่ ผู้จำหน่ายสำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาที่ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจของ Honda โดยครอบคลุมทั้งรางวัล ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี รวมถึงรางวัลด้านต่างๆ อาทิ ด้านยอดขาย ด้านส่วนแบ่งการตลาด ด้านการบริการหลังการขาย และอื่นๆ รวมกว่า 196 รางวัล
การจัดประชุมผู้จำหน่ายในครั้งนี้ สะท้อนถึงทิศทางของ Honda ในการก้าวสู่บทใหม่ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับการขาย และการบริการ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ตอกย้ำการเติบโตของแบรนด์อย่างแข็งแกร่ง ควบคู่กับการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย ในการเป็นองค์กรที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว
............................................................................................................................
BYD Sealion 5 DM-i ไฟฟ้า 100 % อยู่ได้ทั้งวัน
BYD DM-i รถไฮบริดเสียบไฟชาร์จ หรือ PHEV รถไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ คือ อีกหนึ่งทางประหยัด...ที่หลายคนเลือกใช้ เพื่อรับมือน้ำมันขึ้นราคา ด้วยกำลังมอเตอร์ที่เร็วแรงแบบรถไฟฟ้า แต่ให้ความประหยัด และไปได้ไกลกว่า
BYD Sealion 5 DM-i Super PHEV (บีวายดี ซีไลออน 5 ดีเอม-ไอ ซูเพอร์ พีเอชอีวี) ครอสส์โอเวอร์ เอสยูวีขุมพลัง PHEV ที่ตอบสนองในแบบฉบับของรถยนต์ไฟฟ้า ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเต็มประสิทธิภาพ และมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ผนวกกับ BYD Blade Battery ขนาด 18.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 18 กิโลวัตต์
ห้องโดยสารออกแบบให้พรีเมียมกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกัน ด้วยงานดีไซจ์น และวัสดุคุณภาพสูง ทั้งพื้นผิว Soft-touch, หนังคุณภาพดี และบรรยากาศภายในที่เงียบสงบ มอบความสบายเหนือระดับในทุกการเดินทาง อุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ด้วยเบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบระบายอากาศ เพลิดเพลินไปกับหน้าจอสัมผัสมัลทิมีเดียขนาด 12.8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ทำงานร่วมกับลำโพง 8 ตำแหน่ง ภายนอกดีไซจ์นด้านหน้าเป็นเอกลักษณ์ รับกับไฟท้าย LED Taillight Bar เสริมมิติด้วยราวหลังคา และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว มั่นใจทุกเส้นทางด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างระบบช่วยเตือนการชนด้านหน้า-หลัง พร้อมระบบช่วยเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ
BYD Sealion 5 DM-i มี BYD Blade Battery ขนาด 18.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้เป็นระยะทางสูงสุด 110 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ทดลองขับ BYD Sealion 5 ครั้งแรก คือ ขับฝ่าใจกลางกรุงเทพฯ ย่านรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน ด้วยไฟฟ้าล้วนๆ EV Mode ระยะทางประมาณ 50 กม. ภายในเวลา 3 ชม. 30 นาที (07.00-10.30 น.)
เริ่มจาก BYD Academy บางนา-แยกบางนาเลี้ยวขวาเข้าถนนสุขุมวิท-ผ่านแยกคลองตัน-เลี้ยวขวาแยกอโศกมนตรี-ผ่านแยกอโศกเพชรบุรี-เลี้ยวซ้ายแยกอโศกดินแดง-ผ่านอนุเสาวรีย์ชัยฯ-เลี้ยวซ้ายไปทางจุฬา-สีลม-สาทร-พระราม 3-สะพานภูมิพล-ปู่เจ้าสมิงพราย-กลับมาจบที่ BYD Academy
บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ได้จัดรถ BYD Sealion 5 DM-i มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ 4 คัน โดยรถทุกคันจะต้องเลือกใช้โหมด EV และเปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 24 องศา ตลอดการขับขี่
เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้อง ทางผู้จัดจะมีกรรมการมาตรวจเชค และลงบันทึกก่อนออกเดินทาง
- ODO
- ODO HEV
- ODO EV
- SOC (แบทเตอรี)
- เวลาออก
กรรมการมาตรวจเชค และลงบันทึกอีกครั้ง หลังจากรถกลับมาถึง BYD Academy ซึ่งค่า ODO HEV จะต้องเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
www.autoinfo.co.th ได้รถคันที่ 4
ก่อนออกเดินทาง
- ODO 294
- ODO HEV 4
- ODO EV 290
- SOC (แบทเตอรี) 97 %
- เวลาออกเดินทาง 07.09 น.
07.09 น. ออกจาก BYD Academy แบทเตอรี 97 %
07.32 น. ถึงสถานีรถไฟฟ้า BTS บางจาก แบทเตอรี 93 %
08.14 น. ถึงอโศกมนตรี Terminal 21 ผ่านไปชั่วโมงกว่า
ถึงแยกดินแดง 08.45 น. การจราจรยังคงติดขัด
09.13 น. ผ่านอนุสาวรีย์ชัยฯ กำลังมุ่งหน้าไปทางปทุมวัน
09.53 น. ขึ้นสะพานภูมิพล แบทเตอรีเหลืออยู่ 75 % ช่วงใช้ไฟค่อนข้างมากเนื่องจากความสูงชันของสะพาน อัตราการใช้พลังงานอยู่ที่ 11-12 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม.
กลับเข้ามาถึง BYD Academy
- ODO 294
- ODO HEV 4
- ODO EV 290
- SOC (แบทเตอรี) 66 %
- เวลาออกเดินทาง 07.09 น.
อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 9.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อ 100 กม.
ไฟฟ้าในแบทเตอรี 100 % ก็เพียงพอสำหรับ 1 วันกับชีวิตคนเมือง ที่ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้า และกลับบ้านมืดค่ำ รวมทั้งชีวิตพ่อ-แม่ที่ต้องออกไปส่งลูกไปโรงเรียนทุกเช้า และรับลูกกลับบ้านทุกเย็น ขณะที่วันหยุดต้องพร้อมสำหรับการเดินทางไปพักผ่อนต่างจังหวัด ด้วยเครื่องยนต์ปั่นไฟเพิ่มระยะเดินทางไปได้ถึง 1,200 กม. (น้ำมันเต็มถัง 52 ลิตร)
ภายนอก Sealion 5 สไตล์ Ocean Series
Sealion 5 ดีไซจ์นเน้นความโค้งมน ทันสมัย ตามสไตล์ Ocean Series มีขนาดตัวถังยาว 4,735 มม. ซึ่งยาวกว่ารถในระดับเดียวกันหลายรุ่น ให้ความรู้สึกกึ่งกลางระหว่าง C-SUV และ D-SUV
- มิติตัวถัง ยาว/กว้าง/สูง 4,735/1,860/1,710 มม. ระยะฐานล้อ 2,712 มม.
- ไฟหน้า LED พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และฟังค์ชัน Follow me home
- ไฟท้าย LED พร้อมไฟเลี้ยวด้านหลังแบบ Sequential
- กระจกมองข้างปรับองศา และพับไฟฟ้า พร้อมไฟส่องพื้น
- ระบบปัดนํ้าฝนอัตโนมัติ พร้อมที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง
- ประตูท้ายไฟฟ้า เปิด-ปิดแบบสัมผัสสวิทช์ครั้งเดียว
- ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 225/60 R18
ภายใน Sealion 5 เรียบง่ายแต่ล้ำสมัย
Sealion 5 มาพร้อมหน้าจอสัมผัสหมุนได้ขนาด 12.8 นิ้ว (เอกลักษณ์ของ BYD) วัสดุบุนุ่มคุณภาพดี ดีไซจ์นคอนโซลเน้นความเรียบง่ายแต่ล้ำสมัย พื้นที่วางขาด้านหลังกว้างขวางมาก
- ระบบแสดงผล Multimedia ประกอบด้วย หน้าจอเรือนไมล์ LCD ขนาด 8.8 นิ้ว
- ในรุ่น Dynamic จอสัมผัสระบบ Intelligent Multimedia แบบลอยตัว ขนาด 10.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay® และ Android Auto™ ทำงานร่วมกับลำโพง 6 ตำแหน่ง
- ในรุ่น Premium จอสัมผัสระบบ Intelligent Multimedia แบบลอยตัว ขนาด 12.8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay® และ Android Auto™ ทำงานร่วมกับลำโพง 8 ตำแหน่ง
- เบาะหุ้มวัสดุหนังสังเคราะห์
- ในรุ่น Premium เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า เบาะผู้ขับขี่ปรับได้ 6 ทิศทาง และ บาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับได้ 4 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศ
- ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
- ในรุ่น Premium ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย
- กระจกเปิด-ปิดอัตโนมัติ แบบสัมผัสสวิทช์ครั้งเดียว พร้อมระบบป้องกันการหนีบ ในรุ่น Dynamic ด้านผู้ขับ ในรุ่น Premium ทั้ง 4 บาน
- กุญแจดิจิทอล BYD Digital Key
ขุมพลังพลัก-อิน ไฮบริด (PHEV) แบบ DM-i Super PHEV
Sealion 5 ใช้ระบบ DM-i (Dual Mode-intelligent) เครื่องยนต์ 1.5L ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวมสูงสุดประมาณ 218 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาประมาณ 8.5 วินาที
- ขุมพลังพลัก-อิน ไฮบริด (PHEV) แบบ DM-i SUPER PHEV หรือ Dual Mode-intelligent ผสานการทำงานกับ เครื่องยนต์เบนซิน Xiaoyun 1.5L Atkinson Cycle ให้กำลังสูงสุด 73 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 125 นิวทันเมตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 120 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 210 นิวทันเมตร ทั้งระบบกำลังรวมสูงสุด 155 กิโลวัตต์/210 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 210 นิวทันเมตร ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า ขับขี่ระยะทางรวมสูงสุดมากกว่า 1,200 กิโลเมตร*
- BYD Blade Battery ขนาด 18.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้เป็นระยะทางสูงสุด 110 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง รองรับ DC Charging สูงสุด 18 กิโลวัตต์
*เป็นไปตามมาตรการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และอื่นๆ
ช่วงล่างนุ่มนวล เน้นความสบาย
Sealion 5 ช่วงล่างด้านหน้า MacPherson Strut และด้านหลัง Multi-link เซทมาในโทน "นุ่มนวล" เน้นความสบายของครอบครัว
ความสะดวก ความปลอดภัย
Sealion 5 ให้ระบบ V2L (Vehicle-to-Load) จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้, กล้อง 360 องศา ความละเอียดสูง และระบบ ADAS (ช่วยเหลือการขับขี่) แบบจัดเต็มตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น
ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving Technology)
- ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันอัจฉริยะ (ICC)
- ระบบช่วยเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB)
- ระบบช่วยเตือนการชนด้านหน้า และด้านหลัง (FCW/RCW)
- ระบบช่วยควบคุมรถไม่ให้ออกนอกช่องทางเดินรถ (LDP)
- ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
- ระบบชวยรักษาชองทางเดินรถฉุกเฉิน (ELKA)
- ระบบช่วยเตือน และเบรคเมื่อมีรถผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA/RCTB)
- ระบบช่วยเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (IHBC)
- ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD)
- ระบบช่วยเตือนวัตถุเคลื่อนผ่านขณะเปิดประตู (DOW)
- ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเริ่มเคลื่อนที่ (FVSR)
- ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (TPMS)
- กล้องรอบคัน 360 องศา พร้อมเซนเซอร์รอบคัน 6 จุด
อุปกรณ์ความปลอดภัย (Passive Safety)
- ถุงลมนิรภัย 6 จุด ประกอบด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง
ราคาคุ้มค่า
BYD Sealion 5 DM-i
-
รุ่น Dynamic : 759,900 บาท
-
รุ่น Premium : 799,900 บาท
สีภายนอก 3 สี
ประกอบด้วย ขาว Horizon White/ฟ้า Space Grey/ดำ Quantum Black
............................................................................................................................
สถาบันยานยนต์ จับมือเอกชน จัด Automotive Summit 2026
สถาบันยานยนต์ ร่วมกับ อาร์เอ็กซ์ ไบเทคฯ ประกาศความพร้อมจัดงาน “Automotive Summit 2026” ภายใต้แนวคิด “Smart Mobility-Smarter is the Future ยานยนต์อัจฉริยะ ขับเคลื่อนสู่โลกอนาคต” เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยรับโอกาส และความท้าทายใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต 17-18 มิถุนายนนี้ ที่ไบเทค บางนา
ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่ยังคงรักษาศักยภาพการเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 11 ของโลก อันดับ 5 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของภูมิภาคอาเซียน ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มียอดผลิตรถยนต์รวม 1.45 ล้านคัน ลดลงประมาณ 1 % จากปีก่อนหน้า จำนวนนี้เป็นยานยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) กว่า 20 % ด้านยอดขายในประเทศอยู่ที่ 620,000 คัน เพิ่มขึ้น 9 % เป็น xEV 44 % และส่งออก 927,000 คัน ลดลง 9 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
สำหรับไตรมาสแรกของปี 2569 สัญญาณเริ่มฟื้นตัว มียอดผลิตรถยนต์แล้ว 370,000 คัน เพิ่มขึ้น 5 % ยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น 19 % ขณะที่ส่งออกอยู่ที่ 220,000 คัน ลดลง 2 % โดยตั้งเป้าหมายการผลิตรถยนต์รวมของปี 2569 ไว้ที่ 1.45 ล้านคัน ขายในประเทศ 550,000 คัน ส่งออก 950,000 คัน ขณะที่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (BEV) เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากผลของมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ปีที่ผ่านมา มียอดผลิต BEV ในประเทศสูงถึง 70,914 คัน เพิ่มขึ้น 6 เท่าจากปีก่อนหน้า และมียอดขายสูงถึง 121,415 คัน เพิ่มขึ้น 81 %
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเข้าสู่ยุค Smart Mobility อย่างเต็มตัว สะท้อนจากการติดตั้งระบบ
ความปลอดภัยขั้นสูง (ADAS: Advanced Driver Assistance System) ในรถยนต์รุ่นใหม่ ประกอบกับตลาดส่งออกหลักมีการประกาศใช้มาตรการความปลอดภัย GSR มุ่งสู่เป้าหมาย Vision Zero: การลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เป็นศูนย์ ในปี 2050 สอดคล้องกับผลสำรวจของ Deloitte ที่พบว่าผู้บริโภคไทยยุคนี้ให้ความสำคัญกับคุณภาพ และเทคโนโลยีอัจฉริยะสูงถึง 62 % และ 59 % ตามลำดับ สถาบันยานยนต์จึงมุ่งฉายภาพโรดแมพประเทศผ่าน 4 มิติสำคัญ “ปลอดภัย สะดวก ประหยัด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” อันเป็นแนวคิดที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ ในสัมมนา Automotive Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Smart Mobility-Smarter is Future ยานยนต์อัจฉริยะ ขับเคลื่อนสู่โลกอนาคต” ซึ่งดำเนินรายการเป็นภาษาไทย และเป็นภาษาอังกฤษในบางหัวข้อ โดยครอบคลุม 4 มิติดังกล่าว เป็น 4 แนวคิดย่อยกว่า 19 หัวข้อสัมมนา
แนวคิดที่ 1 : Smarter is Safer-ยิ่งฉลาด ยิ่งปลอดภัย
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเดินทาง เช่น ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัตโนมัติ ระบบเซนเซอร์ AI ของอุปกรณ์ชิ้นส่วนภายในห้องโดยสาร อาทิ เบาะ หรือเข็มขัด รวมทั้งระบบสื่อสารระหว่างยานยนต์ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดอุบัติเหตุ และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยแห่งอนาคต ซึ่งมีหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ เช่น
- “Driving Safer Roads: Smart Mobility Solutions for Thailand’s Traffic Challenges”
(มุ่งสู่ถนนปลอดภัย : ใช้เทคโนโลยีการเดินทางอัจฉริยะแก้ปัญหาการจราจรไทย) - “How Smart Passive Safety Systems Save Lives”
(ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะช่วยชีวิตผู้เดินทางได้อย่างไร) - “Safety Standards and Future Mobility”
(มาตรฐานความปลอดภัย และยานยนต์แห่งอนาคต) - รวมถึงเสวนา หัวข้อ “Is Thailand Ready for Next-Gen Safety Technology?”
(ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับเทคโนโลยีความปลอดภัยรุ่นใหม่) ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากภาครัฐ และภาคเอกชนที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น มาพูดถึงความพร้อม
ในแง่มุมต่างๆ
แนวคิดที่ 2 : Smarter is Pleasure ยิ่งฉลาด ยิ่งสบาย
เทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น การขับขี่ที่นุ่มนวล และชาญฉลาด ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ การสื่อสารแบบ Real-Time ห้องโดยสารอัจฉริยะ และบริการ Mobility Platform ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคดิจิทอล รวมถึงนวัตกรรมการออกแบบทางวิศวกรรม อาทิ
- “Crafting Memorable Through Engineering Design” (การสร้างสรรค์ผลงานน่าจดจำผ่านการออกแบบเชิงวิศวกรรม)
- “Smooth Driving Technologies for Smart Mobility” (ขับเคลื่อนนุ่มนวล ปลอดภัย ไปกับเทคโนโลยีการเดินทางอัจฉริยะ)
- “Personalization Through AI & Data” (สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลด้วย AI และ Data)
- รวมทั้งหัวข้อที่เกี่ยวกับมุมมองของผู้บริโภคผ่านรูปแบบการเดินทางแห่งอนาคตในหัวข้อ “Shaping the Future of Mobility Through Consumer Insight” (การขับเคลื่อนอนาคตของการเดินทางผ่านข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค)
แนวคิดที่ 3 : Smarter is Saver-ยิ่งฉลาด ยิ่งประหยัด
การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน และระบบอัจฉริยะเพื่อบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในภาคการผลิต และการใช้งานจริง นวัตกรรมการออกแบบ เพื่อระบบการเดินทาง
ที่ยั่งยืน และระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การประยุกต์ใช้ X-in-the-Loop เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการพัฒนายานยนต์ อาทิ
- “Cutting Edge Designs for Sustainable Mobility” (การออกแบบแนวใหม่เพื่อการเดินทางที่ยั่งยืน)
- “System Integration for Cost Optimization in Smart Mobility” (การควบรวมระบบเพื่อความคุ้มทุนในการเดินทางอัจฉริยะ)
- “How X-in-the-Loop can Shorten Automotive Product Development” (แนวทางการลดระยะเวลาในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์ด้วยระบบ X-in-the-Loop)
- “Predictive Maintenance & Cost Optimization in Smart Mobility” (การคาดการณ์การบำรุงรักษา และจัดการต้นทุนสำหรับยานยนต์อัจฉริยะ)
แนวคิดที่ 4 : Smarter is Greener-ยิ่งฉลาดยิ่งรักษ์โลก
แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ความยั่งยืน ผ่านเทคโนโลยีสะอาด การลดการปล่อยแกสเรือนกระจก พลังงานทางเลือก และระบบนิเวศยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การขับเคลื่อนสู่ภาคการขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ รองรับเป้าหมาย Net Zero และการบริหาร
จัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับยานยนต์ในทุกๆ พแลทฟอร์ม การบริหารจัดการวงจรชีวิตแบทเตอรียานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร เพื่อเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต มีหัวข้อที่น่าสนใจ
- เสวนาเรื่อง “Can Smart Technology Deliver Net Zero Transport?” (เทคโนโลยีอัจฉริยะเป็นคำตอบสู่การเดินทางไร้คาร์บอนหรือไม่)
- หัวข้อ “Maximizing Energy Management Across Vehicle Platforms” (ยกระดับการจัดการพลังงานขั้นสุด รองรับทุกประเภทยานยนต์)
- “EV Battery Life Cycle Engineering” (วิศวกรรมการดูแลแบทเตอรี EV ตั้งแต่ผลิตจนรีไซเคิล)
“เชื่อว่า Automotive Summit 2026 จะไม่ได้เป็นเพียงเวทีสัมมนาทางวิชาการ แต่จะเป็นพลังแห่งการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคตแห่ง Smart Mobility อย่างยั่งยืน และขอขอบคุณ บริษัท แอสเตโม เอเชีย จำกัด และออโตลิฟ ในฐานะผู้สนับสนุนระดับ Platinum รวมถึง อาร์เอ็กซ์ ไบเทคฯ และองค์กรอีกหลายแห่งที่ให้การสนับสนุนการจัดสัมมนา Automotive Summit 2026 อย่างดีเยี่ยม”
วราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เอ็กซ์ ไบเทค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือกับสถาบันยานยนต์ในครั้งนี้ เป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ตั้งแต่ยุคที่อุตสาหกรรมขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน จนถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนผ่านมาสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า และยานยนต์แห่งอนาคต เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ และสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ภายในงาน Automotive Manufacturing (ส่วนหนึ่งของมหกรรม Manufacturing Expo) ซึ่งพร้อมนำเสนอเทคโนโลยี เนื้อหา และเครือข่ายที่จะตอบโจทย์ผู้ประกอบการทั้งในไทยและในอาเซียน
“ปีนี้เป็นปีที่ 21 ของงาน Automotive Manufacturing งานแสดงเครื่องจักร และเทคโนโลยีเพื่อการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ครบครันที่สุดในอาเซียน ปีที่แล้ว ผู้ชมงาน ซึ่งมากกว่าครึ่งเป็นวิศวกรผู้ดูแลฝ่ายการผลิต ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายวิจัย และพัฒนา และฝ่ายควบคุมคุณภาพการผลิต และอีกเกือบครึ่งเป็นเจ้าของโรงงาน และผู้บริหารทั้งระดับสูง และระดับกลาง ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีอีเลคทรอนิคส์สำหรับยานยนต์ (18 %) ตามด้วยเครื่องจักรผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (15 %) ชิ้นส่วนยานยนต์ (13 %) และวัสดุที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วน (13 %) รวมถึงซอฟท์แวร์สำหรับการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ (12 %) ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นทเรนด์ ความสนใจในเทคโนโลยีด้าน Automotive Electronics และ Automotive IT รวมทั้ง Future Mobility ซึ่งนับเป็นทเรนด์ที่สอดคล้องกับธีมการจัดสัมมนา Automotive Summit ที่สถาบันยานยนต์กำหนดไว้”
ปีที่แล้ว Automotive Summit มีผู้ร่วมงานมากกว่า 700 ราย ปีนี้คาดว่าจะมีผู้ร่วมงาน 900 ราย ผู้ที่ร่วมฟังสัมมนา Automotive Summit แล้วต้องการเข้าชมงาน Automotive Manufacturing ด้วย ควรลงทะเบียนล่วงหน้า เพราะเนื่องจากงานแสดงสินค้า Automotive Manufacturing มีค่าเข้าชมงาน 500 บาท แต่หากลงทะเบียนล่วงหน้า จะได้เข้างานฟรี ลงทะเบียนได้ที่เวบไซท์ www.automanexpo.com ภายในวันที่ 16 มิถุนายน











































