ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์/10/Oct 2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ พบกับทิศทางของรถยนต์ไทยที่ส่อเค้าเติบโต โดยยอดขาย 8 เดือนที่ผ่านมาเติบโต รวมถึงการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ พร้อมการแจกรางวัล รถยนต์ 3 คัน จักรยานยนต์ 1 คัน ของ "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43" งานที่จะกระตุ้นยอดขายส่งท้ายปี ที่จะทำให้ตลาดรถยนต์คึกคัก กับแบรนด์ ใหม่ พร้อมรถใหม่ และโปรโมชันส่งท้ายปีHighlight
Toyota ประกาศยอดขายสะสม 8 เดือน เพิ่มขึ้น 3.27 %
Toyota ประกาศ ตลาดรถยนต์รวม 8 เดือน มียอดรวม 465,971 คัน เพิ่มขึ้น 16.60 % ส่วน Toyota ยอดขายสะสมรวม 154,207 คัน เติบโต 3.27 % เฉพาะเดือนสิงหาคม 2569 ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ มีจำนวนทั้งสิ้น 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 25.59 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์เดือนสิงหาคม 2569 มียอดขายรวม 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 25.59 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนยอดขายสะสมรวม 8 เดือนแรกของปีนี้ มียอดขายรวมทั้งสิ้น 465,971 คัน เพิ่มขึ้น 16.60 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน
สำหรับ Toyota เดือนสิงหาคม มียอดขาย 19,008 คัน เพิ่มขึ้น 10.01 % จากปีที่ผ่านมา นำโดย Pure Pickup (Hilux Travo, Revo และ Champ) มียอดขาย 5,659 คัน เพิ่มขึ้น 3.70 % จากปีที่ผ่านมา Eco Segment (Yaris และ Yaris Ativ) มียอดขาย 5,973 คัน เพิ่มขึ้น 26.84 % จากปีที่ผ่านมา
ส่วนยอดขายรวมสะสม 8 เดือนแรก 154,207 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ 33.09 % เติบโต 3.27 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นำโดย Pure Pickup (Hilux Travo, Revo และ Champ) มียอดขาย 48,741 คัน เติบโต 5.36 % จากปีที่ผ่านมา และ Eco Segment (Yaris และ Yaris Ativ) มียอดขาย 46,877 คัน เติบโต 21.14 % จากปีที่ผ่านมา
ส่วนยอดส่งออกรถยนต์สะสม เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 จำนวน 244,020 คัน รุ่นรถที่ส่งออกมากที่สุด คือ Toyota Hilux มีจำนวนถึง 159,290 คัน ซึ่งแบ่งเป็น Toyota Hilux Travo-e 2,440 คัน ตอกย้ำศักยภาพมาตรฐานการผลิตระดับโลกด้วยฝีมือคนไทย พร้อมสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ Toyota ในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการจ้างงานภายในประเทศ รวมถึงการร่วมส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
“ตลาดรถยนต์เดือนกันยายน คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามดัชนีทางฤดูกาล (Seasonal Index) จากการทยอยส่งมอบรถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวสู่ตลาด ประกอบกับแรงกระตุ้นจากกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถกระบะ"
สำหรับ Toyota ยังคงรักษาความเป็นผู้นำได้อย่างแข็งแกร่งในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 33.09 % โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฮบริดที่มียอดขายในประเทศประมาณ 47,000 คัน เติบโตขึ้น 13 % นำโดยรถยนต์ยอดนิยมรุ่น Yaris Cross และ Corolla Cross นอกจากนี้ กลุ่ม Eco Segment ยังแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เติบโต 21.14 % นำโดย Yaris Ativ ทำยอดขายสูงสุดในกลุ่มนี้ของ Toyota
ศุภกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในมุมมองของ Toyota เรามองว่าตลาดรถกระบะยังเป็นตลาดสำคัญของประเทศ ซึ่งรถกระบะ Hilux ของ Toyota มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) กว่า 90 % ได้พิสูจน์ด้วยยอดขายสูงถึง 48,741 คัน เติบโตขึ้น 5.36 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นถึงความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งการเดินทางส่วนบุคคล และการใช้งานเชิงพาณิชย์เพื่อขนส่งสินค้า สร้างอาชีพ และหมุนเวียนเศรษฐกิจในทุกภูมิภาค ทั้งหมดนี้มาจากความไว้วางใจของผู้บริโภคที่มีต่อ Toyota ทั้งในด้านคุณภาพ ด้านความทนทาน ตลอดจนความพร้อมของบริการหลังการขาย และคลังอะไหล่ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความอุ่นใจ และลดภาระค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพของลูกค้าในทุกสภาวะเศรษฐกิจ
หมายเหตุ : ข้อมูลที่ปรากฏในรายงานนี้อ้างอิงจากข้อมูลยอดขายที่ระบุในเวบไซท์ https://fti.or.th/news/1669 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (The Federation of Thai Industries-FTI) ประกาศ ณ วันที่ 28 กันยายน 2569
.............................................................................................................................
Motor Expo 2026 ประกาศแจกรถ 3 คัน บิกไบค์ 1 คัน
ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการบริหารงานทั่วไป งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” เผยว่า ปีนี้ ผู้จัดยังคงกิจกรรมคืนกำไรให้แก่ผู้ชมงาน โดยแจกรถ 3 คัน และบิกไบค์ 1 คัน
รายการแรก ผู้ชมงานที่จอง/ซื้อรถยนต์ภายในงาน จะได้รับสิทธิ์ชิงโชครายการ “ซื้อรถ...ชิง Toyota รุ่น BZ4X FWD มูลค่า 1,529,000 บาท” ระยะเวลาร่วมสนุก 1-13 ธันวาคม 2569
Toyota รุ่น BZ4X FWD เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100 % (BEV) เอสยูวีขนาดกลางที่พัฒนาบนพแลทฟอร์ม E-TNGA ขุมพลังมอเตอร์ มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) พละกำลังสูงสุด 224 แรงม้า (PS)/แรงบิดสูงสุด 269 นิวทันเมตร ความจุแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ความจุ 73.11 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางวิ่งสูงสุด สูงสุด 600 กม./ชาร์จเต็ม (มาตรฐาน NEDC) การชาร์จไฟ (DC) รองรับสูงสุด 150 กิโลวัตต์ (10-80 % ภายใน 28 นาที) การชาร์จไฟ (AC) รองรับสูงสุด 22 กิโลวัตต์ 3-Phase (10-100 % ประมาณ 3.5 ชม.) อุปกรณ์ ไฮไลท์ หน้าจอสัมผัส 14 นิ้ว, Wireless Charger 2 ตำแหน่ง, หลังคา Panoramic, Toyota Safety Sense
ผู้จอง/ซื้อมอเตอร์ไซค์ภายในงาน จะได้รับสิทธิ์ชิงโชคในรายการ “ซื้อมอเตอร์ไซค์...ชิงบิกไบค์” รางวัลรถจักรยานยนต์ Triumph รุ่น Tiger 900 Rally Pro มูลค่า 668,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ระยะเวลาร่วมสนุก 1-13 ธันวาคม 2569
Tiger 900 Rally Pro เป็นรถจักรยานยนต์เพื่อการขับขี่ผจญภัยแบบออฟโรดขั้นสูงสุด รวมทั้งยังสะดวกสบายในการขับขี่บนท้องถนน เครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 900 ซีซี ใหม่ล่าสุด มาพร้อมโครงรถใหม่แบบ Modular ที่มีน้ำหนักเบา ทำให้ Tiger 900 รุ่นใหม่ เบากว่ารุ่นก่อนถึง 5 กก.
ชอคอับ Marzocchi ระบบเบรค Brembo พร้อมเทคโนโลยีเสริมการขับขี่สุดทันสมัย อาทิ เรือนไมล์หน้าจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว ใหม่ ด้วยระบบตรวจจับแรงเฉื่อย IMU (Inertial Measurement Unit) ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ Triumph Shift Assist ใหม่ ให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องกำคลัทช์
โหมดการขับขี่สูงสุด 6 โหมด ระบบไฟส่องสว่าง LED ใหม่ มาพร้อมกับไฟ DRL และระบบเชื่อมต่อแอพพลิเคชัน My Triumph (เฉพาะรุ่น GT Pro และ Rally Pro)
ผู้ชมที่โหลด Motor Expo Application และลงทะเบียน กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน พร้อมชมงานผ่าน Motor Expo Application รับสิทธิ์ ชิงรางวัลรถยนต์ MG Urban รุ่น Standard มูลค่า 579,900 บาท จำนวน 1 รางวัล ระยะเวลาร่วมสนุก 15 พฤศจิกายน-31 ธันวาคม 2569
MG Urban รุ่น Standard เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100 % (EV) ตัวเริ่มต้นในตระกูล MG Urban มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวทันเมตร ความจุแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LFP) ขนาด 42.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางวิ่งสูงสุด 435 กม./การชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (มาตรฐาน NEDC) การชาร์จไฟฟ้า DC Fast Charge 82 กิโลวัตต์ (10-80 % ใน 28 นาที)/AC Charge 6.6 กิโลวัตต์ ระบบจ่ายไฟภายนอก V2L (Vehicle to Load) จ่ายไฟให้อุปกรณ์อื่นได้ 3.3 กิโลวัตต์ ขนาดล้อ & ยางล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมฝาครอบ Aero Wheel (ยาง 195/60 R16) หน้าจอ & ฟังค์ชันหน้าจอกลางสัมผัส 12.8 นิ้ว+หน้าจอมาตรวัด Digital 7 นิ้ว รองรับ Apple Car Play/Android Auto ไร้สาย ความปลอดภัยจานเบรค 4 ล้อ, เบรคมือไฟฟ้า EPB พร้อม Auto Hold, ถุงลมนิรภัย, ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS
ผู้ชมที่ซื้อบัตรเข้าชมงาน มูลค่า 100 บาท จะได้รับสิทธิ์ชิงโชคในรายการ “ซื้อบัตร...ชิงรถ” รางวัลรถยนต์ GWM รุ่น ORA 5 HEV Pro มูลค่า 729,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ระยะเวลาร่วมสนุก 2-13 ธันวาคม 2569
GWM รุ่น ORA 5 HEV Pro เป็นรถยนต์ C-SUV ระบบขุมพลังไฮบริด (Hybrid) เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร Turbo ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า (Full Hybrid) พละกำลังรวม 223 แรงม้า (PS)/แรงบิดสูงสุด 476 นิวทันเมตร ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติ DHT ขับเคลื่อนล้อหน้า
อุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น Pro ระบบความบันเทิง & หน้าจอมัลทิมีเดียสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว รองรับ Wireless Apple Car Play/Android Auto พร้อมจอแสดงผลผู้ขับขี่ขนาด 10.25 นิ้ว และลำโพง 6 ตำแหน่ง กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ (Transparent Chassis) ความปลอดภัย (ADAS) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC), เบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB), ช่วยเตือน และควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LDW/LCK/LKAS) เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง, ช่องเก็บความเย็นขนาด 3.2 ลิตร, ระบบฟอกอากาศ N95
Mazda เปิดตัว CX-6e ราคา 1,259,000 บาท
บริษัท มาสด้า เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉมยนตรกรรมไฟฟ้าอเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด The All-Electric Mazda CX-6e พร้อมแนวคิด "Crafted to Move You" ทุกรายละเอียด เพื่อชีวิตในแบบคุณ เป็นรถเอสยูวีที่จะมาเติมเต็มทุกช่วงเวลาของครอบครัวสู่ประสบการณ์ใหม่ในทุกเส้นทาง ในรูปแบบ Intelligent Family e-SUV หรือเอสยูวี
ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสำหรับครอบครัว ที่ผสานเอกลักษณ์ของ Mazda ทั้งด้านการออกแบบ และสมรรถนะการขับขี่แบบ "Jinba-Ittai" เข้ากับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว
มาพร้อมแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ขนาด 77.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 555 กม.* รองรับชาร์จเร็ว DC Fast Charging ชาร์จพลังงานจาก 30-80 % ในเวลาเพียง 15 นาที มอบความปลอดภัย และล้ำสมัยด้วยกระจกมองข้าง และมองหลังแบบดิจิทอลมาพร้อม 2 ทางเลือก 2 สไตล์ ในรุ่น Premium และ Premium Sports ราคาเริ่มต้นที่ 1,259,000 บาท
โทรุ นากาจิบา Senior Executive Officer Mazda Motor Corporation ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า Mazda ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาค ซึ่ง Mazda ได้เดินหน้าเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายอย่างชัดเจน ตามแนวทาง Multi-Solution เพื่อมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า
แต่ไม่ว่ารูปแบบพลังงานจะเป็นแบบใดก็ตาม สิ่งที่ Mazda ยังคงยึดมั่นไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ "ความสุขในการขับขี่" และ DNA ของแบรบด์ Mazda ที่จะยังคงเป็นคุณค่าหลักของเราเช่นเดิม นี่คือรากฐานสำคัญที่นำพาให้เราก้าวเดินมาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงในยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพื่อมอบความเป็นกลางทางคาร์บอน ลดการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสร้างสรรค์โลกที่ยั่งยืน
The All-Electric Mazda CX-6e คือ รถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมียม
พัฒนาขึ้นจากพแลทฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง โดยผลิตขึ้นที่โรงงานของ Mazda ในประเทศจีน ภายใต้ชื่อ Changan Mazda Automobile (CMA) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Mazda Motor Coporation และ Changan Automobile โดยทั้ง 2 บริษัทเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกับมายาวนานกว่า 20 ปี โดย Mazda ได้อาศัยความร่วมมือในการผสานเทคโนโลยีด้านระบบไฟฟ้า และระบบอัจฉริยะของพันธมิตร เข้ากับจุดแข็งของ Mazda ทั้งในด้านการออกแบบ และเอกลักษณ์ในการขับขี่ Jinba-Ittai พร้อมทั้งสะท้อนถึงแนวทางการผลิตรถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความประณีตในทุกรายละเอียด และมาตรฐานการผลิต ที่ Mazda ยึดถือมาโดยตลอด นี่คือจุดเริ่มต้นของอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าของ Mazda ในประเทศไทย ที่จะมาตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้า และแฟน Mazda ด้วยเอกลักษณ์ความเป็น Mazda อย่างครบถ้วน
"การเปิดตัว The All-Electric Mazda CX-6e คือ ก้าวสำคัญของ Mazda ในการเดินหน้าสู่เส้นทางของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ถ่ายทอดให้เห็นถึงความมุ่งมั่นเพื่อนำเสนอรูปแบบพลังงานที่หลากหลายให้แก่ลูกค้า ควบคู่กับการยึดมั่นในคุณค่า และจิตวิญญาณในการขับขี่ที่ถ่ายทอดในรถยนต์ Mazda ทุกคัน และการเดินทางบนเส้นทางนี้ Mazda จะยังคงยึดมั่นในพันธกิจที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งรวบถึงการสนับสนุนด้านการผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำถึงความสำคัญของประเทศไทยไทยในการเป็นตลาดหลัก และเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของ Mazda ในอนาคต พร้อนส่งมอบทั้ง "ความสุขในการขับขี่" และ "ความสุขในการใช้ชีวิต" เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใจให้แก่ผู้ขับขี่ในวันนี้ และส่งต่อไปยังผู้คนในเจเนอเรชันถัดไป
ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า The All-Electric Mazda CX-6e เป็นยนตรกรรมไฟฟ้าอเนกประสงค์รุ่นใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มเต็มไลน์อัพกลุ่มผลิตภัณฑ์ CX ซีรีส์ ของ Mazda ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด The Art of Human e-SUV เป็นยนตรกรรมที่ถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ที่จะเข้ามาสร้างนิยามใหม่ของรถครอบครัวอเนกประสงค์ เพื่อให้ทุกเส้นทางเป็นไปได้มากกว่าการเดินทาง มาพร้อมคอนเซพท์ "Crafted to Move You" ทุกรายละเอียด...เพื่อชีวิตในแบบคุณ ที่พร้อมเติมเต็มทุกช่วงเวลาของครอบครัว สู่ประสบการณ์ใหม่ในทุกเส้นทาง ด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังานไฟฟ้า ที่เก็บทุกรายละเอียดในการขับขี่ เติมเต็มความรู้สึก และยกระดับประสบการณ์ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ ที่มองหารถยนต์ที่มีนวัตกรรมระดับพรีเมียม เเต่ยังคงคุณค่ากับความสุนทรีย์ในการขับขี่ มีดีไซจ์นที่สะท้อนตัวตน และมีเอกลักษณ์เฉพาะ
การสื่อสารการตลาดของ The All-Electric Mazda CX-6e ในครั้งนี้ ยังได้ถูกถ่ายทอดผ่านครอบครัวของคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า Friends of Mazda ทั้ง Art of Choice: กลุ่มคนที่มี Thoughtful Choice เลือกในทุกรายละเอียด บ่งบอกรสนิยม มองรถว่าเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์, Art of Motion: กลุ่มคนที่ใช้ชีวิต Active Life in Motion เพื่อขับเคลื่อนชีวิต ให้พร้อมออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ กับรถยนต์ให้ทั้งสมรรถนะ ความสนุก และความมั่นใจ และ Art of Caring: กลุ่ม Human Protection ที่ใส่ใจคนรอบตัว ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความอุ่นใจ ในทุกการสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้ได้อย่างชัดเจน
The All-Electric Mazda CX-6e 2 รุ่น ใน 2 สไตล์ ที่แตกต่าง
รุ่น Premium ราคา 1,259,000 บาท
รุ่น Premium Sports ราคา 1,299,000 บาท
.............................................................................................................................
กลุ่มธนบุรี คว้าสิทธิ์ทำตลาด Smart
กลุ่มธนบุรี ขยายธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมเต็มรูปแบบ เป็นผู้นำเข้า และผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมแบรนด์ Smart อย่างเป็นทางการในประเทศไทย
ปภณ วิริยะพันธุ์ กรรมการบริหาร กลุ่มธนบุรี กล่าวว่า การเป็นเป็นผู้นำเข้า และผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมแบรนด์ Smart เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กลุ่มธุรกิจยานยนต์ของ กลุ่มธนบุรี พร้อมยกระดับทางเลือกด้านยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับลูกค้าที่มองหาความแตกต่าง นวัตกรรมเทคโนโลยีอัจฉริยะ และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ พร้อมประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม
กลุ่มธนบุรี ได้มอบหมายให้ บริษัท ธนบุรีสตาร์ดัส จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินธุรกิจแบรนด์ Smart ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมครบทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ Smart #1, Smart #3 และ Smart #5 โดย Smart ทุกรุ่นล้วนได้รับการออกแบบโดยทีมงานของ Mercedes-Benz ที่ได้ถ่ายทอด Design DNA ไว้อย่างครบถ้วนผ่านงานออกแบบที่เรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ครบทุกรายละเอียด และความประณีตในทุกองค์ประกอบ พร้อมความพรีเมียมร่วมสมัยที่ผสานเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะระดับโลก เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ด้วยประสบการณ์ดิจิทอลที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ Smart เพื่อเติมเต็มทุกการเดินทางด้วยความสนุกสนาน ความสะดวกสบาย และความแตกต่าง

• Smart #1-Premium Compact SUV
รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในกลุ่ม B-SUV ที่ผสานความคล่องตัวสำหรับการใช้งานในเมืองเข้ากับความหรูหรา และคุณภาพระดับพรีเมียม โดดเด่นด้วยแนวคิดการออกแบบ “Love, Pure, Unexpected” ที่สะท้อนแนวคิดการออกแบบอันเรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ และความประณีตในทุกรายละเอียด พัฒนาบนพแลทฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ พร้อมแบทเตอรีประสิทธิภาพสูง ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้กว้างขวางเกินขนาดตัวรถ ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ ระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ครบครันเหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ ผู้เริ่มต้นใช้รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม และครอบครัวขนาดเล็กที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่น มีสไตล์ และตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน
• Smart #3-Premium Coupe SUV
รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในกลุ่ม C-SUV ที่ผสานความสปอร์ทเข้ากับความพรีเมียมได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยดีไซจ์นแบบ Sport Coupe SUV ที่โฉบเฉี่ยว สง่างาม และมีเอกลักษณ์ พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ และประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม พัฒนาบนพแลทฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุระดับพรีเมียม พร้อมระบบอินโฟเทนเมนท์อัจฉริยะ เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง เหมาะสำหรับผู้ที่หลงใหลในงานดีไซจ์น แฟชัน และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง พร้อมมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่สะท้อนตัวตน และรสนิยมได้อย่างชัดเจน
• Smart #5-Premium Mid-Size SUV
รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในกลุ่ม D-SUV ที่โดดเด่นด้านความอเนกประสงค์นวัตกรรมเทคโนโลยี และความสะดวกสบายระดับพรีเมียม ผสานดีไซจ์นที่แข็งแกร่งแต่เรียบหรูสไตล์โมเดิร์น พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ และสมรรถนะที่รองรับทั้งการใช้งานในเมือง และการเดินทางระยะไกล พัฒนาบนพแลทฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ พร้อมแบทเตอรีความจุสูง รองรับระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลท์ และรองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงแบบความเร็วสูง Ultra-Fast DC Charging ห้องโดยสารกว้างขวาง ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง พร้อมระบบอินโฟเทนเมนท์ หน้าจอขนาดใหญ่ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน มอบประสบการณ์การเดินทางระดับลักชัวรี เหมาะสำหรับผู้บริหาร ครอบครัว และผู้ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม ที่ตอบโจทย์การเดินทางหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้ชีวิตในเมือง การเดินทางกับครอบครัว ไปจนถึงกิจกรรมกลางแจ้ง
"การเป็นพันธมิตรกับ Smart ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ กลุ่มธนบุรี ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม และสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเราในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในภูมิภาค เรามุ่งมั่นสร้างการเติบโตของธุรกิจยานยนต์แบบครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนความสำเร็จด้วยการประยุกต์ใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ”
ส่วนความร่วมมือกับ Smart ในครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่ลูกค้าชาวไทย แต่ยังเป็นการนำเสนอประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคต ผ่านงานออกแบบระดับโลกที่ผสานเข้ากับนวัตกรรมเทคโนโลยีการขับเคลื่อนไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อส่งมอบยนตรกรรมที่โดดเด่นทั้งในด้านการดีไซจ์น สมรรถนะ ความปลอดภัย และนวัตกรรม พร้อมยกระดับประสบการณ์ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคใหม่อย่างแท้จริง
Smart เดินหน้าสู่บทใหม่ในประเทศไทย
การเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยนับเป็นอีกก้าวสำคัญของ Smart ในการขยายฐานตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมนำประสบการณ์ และแนวคิด Premium Urban Mobility มาสู่ผู้บริโภคชาวไทย โดยมุ่งนำเสนอมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นการผสานดีไซจ์น เทคโนโลยี สมรรถนะ และประสบการณ์การใช้งาน เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่ ทั้งนี้ Smart เตรียมสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าในประเทศไทย โดยเริ่มตั้งแต่ผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยม เทคโนโลยี ตลอดจนการบริการ และกิจกรรมของแบรนด์ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ Smart เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คน เพื่อสะท้อนนิยามใหม่ของแบรนด์ที่ผสานความพรีเมียม คุณภาพ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีอัจฉริยะ เข้ากับประสบการณ์การเดินทางที่สนุกสนานในทุกการเดินทาง

กลุ่มธนบุรี เตรียมเปิดตัวแบรนด์ และรถยนต์ไฟฟ้า Smart อย่างเป็นทางการในประเทศไทยในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 นี้ภายใต้แนวคิด Open Your Mind ที่สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ Smart ที่พร้อมเปิดรับมุมมองใหม่ เคารพในความแตกต่างของแต่ละบุคคล และเชื่อว่าความหลากหลาย คือ จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ด้านการเดินทาง และไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต ด้วยประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ และยั่งยืนให้แก่ลูกค้าในประเทศไทย
.............................................................................................................................
BG Group ซื้อกิจการ อมร เพรสทีจฯ
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ประกาศความก้าวหน้าเชิงกลยุทธ์ของเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ หลังบริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BG Group ผู้นำธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์ และกลุ่มธุรกิจชั้นนำ ประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการ บริษัท อมร เพรสทีจ จำกัด โดยการดำเนินงานของโชว์รูม และศูนย์บริการจะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ในชื่อ บริษัท บีจี มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น จำกัด
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของผู้จำหน่ายเดิม หากยังถือเป็นการเปิดบทบาทใหม่ของ 2 องค์กรที่มีปณิธานร่วมกันในการมุ่งสู่ความเป็นเลิศ นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการผสานความแข็งแกร่งของแบรนด์ระดับพรีเมียม นวัตกรรม และแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าของ BMW เข้ากับกรอบความคิดของผู้ประกอบการชั้นนำ ความเป็นเลิศด้านการดำเนินงาน และศักยภาพด้านการลงทุนที่แข็งแกร่งของ BG Group
ความร่วมมือครั้งนี้จึงอยู่ในสถานะที่พร้อมอย่างยิ่งต่อการร่วมกันกำหนดอนาคตของธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ระดับพรีเมียมในประเทศไทย ด้วยความแข็งแกร่งจากกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายของ BG Group ทั้งบรรจุภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง พลังงานหมุนเวียน ตลอดจนกีฬา และไลฟ์สไตล์ BG Group นำมาซึ่งศักยภาพที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในการพลิกโฉมธุรกิจ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเร่งสร้างนวัตกรรม พลังแห่งความร่วมมือใหม่ๆ และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ธุรกิจในระยะยาว
ภายใต้โครงสร้างการถือครองกิจการใหม่ การดำเนินงานทั้งหมดของ อมร เพรสทีจฯ จะโอนไปอยู่ภายใต้การบริหารของ BG Group ครอบคลุมทั้งสามสาขาเดิม ได้แก่ โชว์รูม และศูนย์บริการสำนักงานใหญ่บนถนนรัชดาภิเษก ศูนย์บริการเฉพาะทางที่รัชโยธิน (Service Only Outlet-SOO) และโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการขนาดใหญ่ที่รังสิต ซึ่งให้บริการครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ และภาคกลางตอนล่าง
ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และมาตรฐานคุณภาพยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และ BG Group ได้จัดทำแผนงานที่ครอบคลุม เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของผู้จำหน่าย การบริการลูกค้า การขาย และการบริการหลังการขายจะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น และไม่สะดุด บนรากฐานที่แข็งแกร่งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ตลอดจนการเสริมสร้าง และพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายให้แข็งแกร่งในระยะยาว
คริส จู ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือกับ BG Group ในครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาวที่ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นร่วมกันบนรากฐานแห่งความแข็งแกร่งของตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียม หรือกล่าวได้อย่างเรียบง่ายว่า "คุณภาพของความพรีเมียมจะคงคุณค่าเหนือกาลเวลา"
BG Group มีทั้งวิสัยทัศน์ระยะยาว ศักยภาพด้านการลงทุน และการให้ความสำคัญกับลูกค้า ซึ่งไม่เพียงช่วยสานต่อรากฐานแห่งความไว้วางใจที่ อมร เพรสทีจฯ ได้สร้างไว้ แต่ยังพร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าอีกด้วย หมุดหมายครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้จำหน่ายเดิม หากแต่เป็นหมุดหมายที่ชัดเจนถึงการก้าวสู่ยุคใหม่ร่วมกัน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้า และพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายในประเทศไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต
ปวิณ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าส การตัดสินใจของ BG Group ในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว BMW สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราต่อคุณค่าที่ยั่งยืนของการเดินทางระดับพรีเมียม และความมุ่งมั่นในการสร้างธุรกิจเพื่อการเติบโตในระยะยาว
เรามองว่านี่ไม่ใช่เพียงการเข้าซื้อกิจการ แต่เป็นโอกาสในการลงทุนกับแบรนด์ระดับโลก การกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อการเติบโตในอนาคตร่วมกันกับ BMW ในประเทศไทย ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญของอมร เพรสทีจฯ เข้ากับศักยภาพด้านการลงทุน แนวทางการดำเนินธุรกิจระยะยาวอย่างมีวินัย และการให้ความสำคัญกับลูกค้าของ BG Group เรามุ่งยกระดับประสบการณ์ที่น่าประทับใจของลูกค้าตลอดเส้นทางการเป็นเจ้าของรถยนต์ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายของ BMW อย่างต่อเนื่อง
.............................................................................................................................
GWM สนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
GWM (Thailand) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาวในประเทศไทย เดินหน้ายกระดับฐานการผลิต และห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้แนวคิด “Built for Thai, Built on Trust” โดยให้ความสำคัญกับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศครอบคลุมทุกระบบขับเคลื่อน และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้ามามีบทบาทในระบบการผลิตของ GWM ในทุกขุมพลังมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต และร่วมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืน
ยกระดับฐานการผลิต และห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ภายใต้แนวคิด “Built for Thai, Built on Trust”
GWM ในฐานะบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) ตระหนักดีว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค และมีความพร้อมสูงในการรองรับการผลิตยานยนต์หลากหลายระบบขับเคลื่อน (Multi-Powertrain) ด้วยระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง นโยบายการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนศักยภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ยาวนาน
จากการเล็งเห็นถึงศักยภาพดังกล่าว GWM ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 ด้วยเม็ดเงินลงทุนสะสมกว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะ และยกระดับศักยภาพของบุคลากรเพื่อวางรากฐานระบบนิเวศยานยนต์ที่ยั่งยืน ตลอดจนการแนะนำนวัตกรรมยานยนต์ที่ทันสมัย ครอบคลุมทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) ไฮบริด (HEV) พลัก-อิน ไฮบริด (PHEV) รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซล
โดยมี GWM Smart Factory จังหวัดระยอง เป็นฐานการผลิตแบบครบวงจร รองรับการผลิตรถยนต์หลากหลายระบบขับเคลื่อนในสายการผลิตเดียวกัน และเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาในภูมิภาคอาเซียนของ GWM ที่ผสานศักยภาพการผลิตระดับสากลเข้ากับความเข้าใจในตลาดไทย เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “Built for Thai, Built on Trust”
เชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ยกระดับมาตรฐานการผลิต รองรับเทคโนโลยียานยนต์อนาคต
ปัจจุบันโรงงาน GWM Smart Factory มีกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คัน/ปี และดำเนินงานโดยบุคลากรและพนักงานชาวไทยกว่า 1,100 คน โดยหนึ่งในแนวทางหลักของโรงงาน GWM ในประเทศไทย คือ การให้ความสำคัญ และสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วน และทรัพยากรภายในประเทศไทย หรือ Local Content ที่มีมาตรฐานระดับสากล ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วน และทรัพยากรในประเทศ เพื่อสนับสนุนการผลิตรถยนต์ในทุกขุมพลังมากกว่า 45-52 % แล้วแต่รุ่นที่ผลิต
โดยที่ผ่านมา GWM ได้ร่วมสร้างการเติบโต และยกระดับให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นนำในประเทศไทย และระดับสากลมากกว่า 60 ราย พร้อมกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และคุณภาพ ผ่านการว่าจ้างผลิตรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสนับสนุนการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทย และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัว เติบโต และก้าวทันเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ได้อย่างยั่งยืน
ร่วมมือ BOI ประกาศจัดงาน GWM Sourcing Day เพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในไทย
ทั้งนี้เพื่อร่วมสนับสนุน และสานต่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกขุมพลัง พร้อมสอดรับกับแนวทางการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของ GWM ภายใต้กลยุทธ์ Multi-Powertrain บริษัทฯ จึงพร้อมเดินหน้าสำรวจโอกาสในการขยายการจัดซื้อชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ฐานการผลิต และห่วงโซ่อุปทานในประเทศมากยิ่งขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ GWM ที่ก้าวสู่การใช้ Global Platform มากขึ้น ยังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่สามารถตอบโจทย์มาตรฐานของ GWM สามารถต่อยอดจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ สู่การเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในตลาดโลก และขยายศักยภาพทางธุรกิจในระดับที่กว้างขึ้น โดยความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการจัดงาน “GWM Sourcing Day 2026” ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอมารี บางแสน ชลบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง GWM กับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยครอบคลุมทุกระบบขับเคลื่อน เปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และสำรวจความเป็นไปได้ด้านการพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของซัพพลายเออร์ และการเพิ่มการจัดหาชิ้นส่วนภายในประเทศในอนาคต โดยชิ้นส่วนหลักที่ GWM มุ่งเน้นจัดหา และร่วมพัฒนากับผู้ผลิตในประเทศ ครอบคลุม 10 กลุ่มชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่
- ชิ้นส่วนตัวถัง และงานเคลือบ (Body & Coating)
- แชสซีส์ (Chassis)
- ระบบไฟฟ้า (Electricals)
- ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV Components)
- ชิ้นส่วนภายนอก (Exterior)
- ชิ้นส่วนภายใน และระบบ NVH (Interior & NVH)
- แบทเตอรีกำลังสูง (Power Battery)
- ระบบส่งกำลัง (Powertrain)
- ระบบจัดการความร้อน และระบบปรับอากาศ (Thermal & HVAC)
- เครื่องมือ และบริการที่เกี่ยวข้อง (Tooling & Services)
เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ GWM ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรามองประเทศไทยเป็นมากกว่าตลาดที่มีศักยภาพ แต่เป็นฐานการผลิตที่มีความสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาวของ GWM ด้วยความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ทั้งระบบนิเวศการผลิต บุคลากรที่มีทักษะ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์ GWM จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนา และยกระดับศักยภาพการผลิตในประเทศ การสร้างโอกาสให้บุคลากรไทย และการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการไทยในสายการผลิต รวมทั้งขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ที่ให้การสนับสนุนการลงทุน และการดำเนินธุรกิจของ GWM ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือเพื่อให้ GWM และห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทยเติบโตไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน
GWM ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจ และเติบโตเคียงข้างประเทศไทยในระยะยาว พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ฐานการผลิต และห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมศักยภาพของพันธมิตรในประเทศให้เติบโตและก้าวทันเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ และสร้างคุณค่าร่วมกันให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ และเศรษฐกิจไทย
.............................................................................................................................
Ford เผยความสำเร็จ Ranger Wildtrak ยอดขายสะสมกว่า 1 แสนคัน
กว่าทศวรรษที่ผ่านมา Ford Ranger Wildtrak เติบโตเคียงข้างผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถกระบะมาหลายยุคสมัย จากรุ่นบุกเบิกที่กล้าฉีกกฎเกณฑ์เดิม สู่การเป็นหนึ่งในรุ่นสำคัญที่นิยามภาพลักษณ์ความแกร่ง ดีไซจ์นโฉบเฉี่ยว และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ผู้ขับขี่ชาวไทยไว้วางใจมาอย่างยาวนาน
โดยมียอดขายสะสมในประเทศไทยกว่า 102,411 คัน* แม้จะเป็นเพียงหนึ่งในรุ่นย่อยของ Ford Ranger แต่ Wildtrak ได้พิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่องว่าเป็นหัวหอกสำคัญที่ช่วยนิยามความเป็นผู้นำของ Ranger ทั้งไลน์อัพในตลาดไทย ยืนยันความแกร่งจากการใช้งานจริง ลุยได้ทุกสถานการณ์
จุดกำเนิดความแกร่งเต็มขั้น ดุดันตัวจริง
ชื่อ Wildtrak เปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 ในฐานะรุ่นพิเศษสำหรับสหราชอาณาจักรบน Ford Ranger รุ่น 4 ประตู โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง และการผจญภัย ซึ่งต้องการรถที่รองรับการทำงานในวันธรรมดา และการพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ในคันเดียว
ในปี 2007 Wildtrak เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร รุ่นปรับปรุงเปิดตัวในงาน Commercial Vehicle Show ที่เมืองเบอร์มิงแฮม พร้อมสีภายนอก Chilli Orange และรายละเอียดตะเข็บสีส้มบริเวณเบาะนั่ง ซึ่งวางรากฐานให้สีส้มกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของรุ่น ต่อมา หลังจากได้รับการยอมรับในยุโรป สตูดิโอ Ford Australia ได้สร้างรถต้นแบบ "Ranger Max" ภายใน 5 เดือน และเปิดตัวด้วยสีส้ม "Mango Hit" ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 25 (25th Thailand International Motor Expo) ในปี 2008
Ford Ranger เริ่มทำตลาดในประเทศไทยครั้งแรกในปี 2550 ก่อนที่ Ford จะเปิดตัว Ford Ranger Wildtrak ในประเทศไทยในปี 2555 ด้วยสีส้ม Chilli Orange สีสันที่แตกต่างจากโทนสีขาว เทา และเงินซึ่งพบได้ทั่วไปในตลาดรถกระบะเวลานั้น สร้างภาพจำให้ Wildtrak อันเป็นจุดเริ่มต้นของ "ตำนานสีส้ม" ตลอดหลายเจเนอเรชันที่ผ่านมา Wildtrak ยังคงรักษาอัตลักษณ์ดีไซจ์นอันเป็นซิกเนเจอร์ไว้อย่างชัดเจน สะท้อนผ่านการตกแต่งภายในโทนสีดำสนิทตัดกับเส้นสายการเดินด้ายสีส้ม เสริมสัมผัสหรูหราด้วยวัสดุอลูมิเนียมขัดเงาในจุดสำคัญ พร้อมตราสัญลักษณ์ "Wildtrak" ที่ปักลงบนเบาะนั่งด้วยด้ายสีส้มอย่างประณีต และเติบโตควบคู่ไปกับความสำเร็จของ Ford Ranger ในภาพรวมมาโดยตลอด
ความนิยมในประเทศไทย : ดีไซจ์นโดดเด่น สมรรถนะพร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
ความนิยมของ Ford Ranger Wildtrak ในประเทศไทยไม่ได้เกิดจากดีไซจ์นที่โดดเด่นสะดุดตาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสานเอกลักษณ์เข้ากับความแข็งแกร่ง และความอเนกประสงค์ของรถกระบะได้อย่างลงตัว ตั้งแต่โครงสร้างแบบ Body-on-Frame ไปจนถึงการพัฒนาสมรรถนะ และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง
ความแกร่งที่เป็นเอกลักษณ์ของ Wildtrak มีรากฐานมาจากการที่ Ford ไม่เคยหยุดพัฒนาแนวคิดเรื่องรถกระบะที่แกร่งจริง ลุยได้จริง นับตั้งแต่รุ่นแรกที่วางรากฐานความแข็งแกร่งบนโครงสร้างแบบ Body-on-Frame สู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกเจเนอเรชัน จนก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ในปี 2565 เมื่อ Ford Ranger เจเนอเรชันล่าสุดเปิดตัวในประเทศไทย พร้อมยกระดับให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพทางวิศวกรรม และมาตรฐานการผลิตของไทยอย่างแท้จริง โดย Wildtrak คือ รุ่นที่ได้รับการถ่ายทอดความแข็งแกร่งนี้มาอย่างเต็มเปี่ยม
ความนิยมที่เกิดจากคุณค่ารอบด้าน สู่ตำแหน่งทอพ 3 ของตลาด
นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ตลาดไทย Ford Ranger Wildtrak มียอดขายสะสมแล้วกว่า 102,411 คัน* ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ไม่ได้มาจากกระแสความนิยมเพียงชั่วคราว แต่เป็นผลจากการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งในทุกมิติ ทั้งดีไซจ์น สมรรถนะ และเทคโนโลยี จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้ Ford Ranger ก้าวขึ้นสู่อันดับ 3 ของตลาดรถกระบะในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2566 และยังคงรักษาตำแหน่งทอพ 3 ไว้ได้อย่างแข็งแกร่งจนถึงปัจจุบัน กล่าวได้ว่าความสำเร็จของ Wildtrak ในวันนี้ คือ แรงส่งสำคัญที่ทำให้รถกระบะตระกูล Ford Ranger ยืนหยัดในฐานะหนึ่งในผู้นำตลาดอย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความนิยมที่ไม่ได้อาศัยกระแสระยะสั้น แต่เป็นผลจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งดีไซจ์นที่มีเอกลักษณ์ สมรรถนะที่รองรับการใช้งานหลากหลาย และเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และความมั่นใจในการขับขี่ อีกทั้งการมีรุ่นย่อย และขุมพลังให้เลือกหลากหลาย ยังช่วยให้ Wildtrak เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น ตั้งแต่ผู้ที่ต้องการรถสำหรับใช้งาน ไปจนถึงผู้ที่มองหารถที่สะท้อนสไตล์ และความชื่นชอบเฉพาะตัว
ปัจจุบัน Ford Ranger Wildtrak มีให้เลือกถึง 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ และรุ่น Wildtrak X ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร V6 เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของลูกค้า รายละเอียดเหล่านี้ตอกย้ำบทบาทของ Wildtrak ในฐานะสัญลักษณ์ของความแกร่งตัวจริงในทุกเจเนอเรชัน เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขวาง และเป็นอีกหนึ่งแรงขับสำคัญเบื้องหลังยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ผู้บุกเบิกเทคโนโลยี และฟังค์ชันแห่งวงการกระบะไทย
Ford Ranger Wildtrak ไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในรถกระบะที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นรุ่นที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานของวงการกระบะไทยในหลายมิติ ด้วยการนำเสนอนวัตกรรม เทคโนโลยี และฟังค์ชันล้ำสมัยที่ติดตั้งจากโรงงานเป็นครั้งแรกในเซกเมนท์ อาทิ
-ฝาปิดกระบะท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า (Power Roller Shutter) เพิ่มความสะดวกสบาย และเสริมความปลอดภัยของสัมภาระด้วยฟังค์ชันเปิด/ปิดอัตโนมัติ
-หน้าจอสัมผัสแนวตั้งขนาด 12 นิ้ว พร้อมระบบอินโฟเทนเมนท์ SYNC 4A รองรับการเชื่อมต่อ Apple Car Play และ Android Auto แบบไร้สาย ยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้ทันสมัยเทียบเท่ารถยนต์นั่งพรีเมียม
-ระบบช่วยเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) พร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน และระบบเตือนการชนด้านหน้า เสริมมาตรฐานความปลอดภัยเชิงรุกให้แก่ผู้ขับขี่ และผู้ใช้ถนน
-เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ แบบ Electronic Shifter (E-Shifter) มอบสัมผัสการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวล และหรูหราแบบไฟฟ้า
-ช่องต่อ USB บริเวณกระจกมองหลัง อำนวยความสะดวกในการติดตั้งกล้องหน้ารถ หรืออุปกรณ์เสริม โดยไม่ต้องเดินสายไฟเพิ่มเติม
-บันไดเหยียบข้างกระบะท้าย ช่วยให้ผู้ใช้งานก้าวขึ้น-ลงเพื่อหยิบจับ หรือขนย้ายสัมภาระได้อย่างสะดวกและปลอดภัย โดยไม่ต้องปีนล้อรถ หรือเอื้อมตัวขึ้นไป
-ช่องจ่ายไฟแบบ AC และช่องจ่ายไฟ 12V ที่กระบะท้าย ติดตั้งจากโรงงาน ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของสายลุย และสายผจญภัย
จากจุดเริ่มต้นในปี 2555 สู่เสียงตอบรับอันแข็งแกร่งจากลูกค้าชาวไทย Ford Ranger Wildtrak ได้ก้าวขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้ Ford Ranger ขึ้นสู่แถวหน้าของตลาด และรักษาตำแหน่งในกลุ่มทอพ 3 มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ความสำเร็จนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความเป็นผู้นำไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผ่านความมุ่งมั่นในการพัฒนาดีไซจ์น สมรรถนะ และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทยในทุกยุคสมัย
นอกจากสมรรถนะ และความอเนกประสงค์ที่พร้อมรองรับการใช้งานในหลากหลายสถานการณ์ Ford Ranger Wildtrak ยังนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหารถกระบะที่พร้อมเคียงข้างทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเดินทางบนเส้นทางที่ท้าทาย
ในช่วงเวลาที่หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วม และความยากลำบาก Ford ขอส่งต่อความห่วงใย และเป็นกำลังใจให้แก่ลูกค้า และผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผ่านแคมเปญพิเศษ “โปรโมชันห่วงใย Ford พร้อมเคียงข้างคุณ” มอบส่วนลด 30,000 บาท เมื่อนำรถยนต์คันเก่ามาแลกซื้อ Ford Ranger Wildtrak
พร้อมสิทธิ์เลื่อนชำระค่างวดแรกออกไป 90 วัน และรับฟรีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 สำหรับลูกค้าที่จอง และออกรถระหว่างวันที่ 1-31 ตุลาคม 2569 ผ่าน Ford Leasing** เพื่อช่วยให้การเป็นเจ้าของรถกระบะที่พร้อมตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น
หมายเหตุ
*ข้อมูลยอดขาย Ford Ranger Wildtrak ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2550-30 สิงหาคม 2569
**เลื่อนชำระค่างวดแรก 90 วัน หมายถึง การเลื่อนระยะเวลาการผ่อนชำระค่างวดแรกออกไป 90 วัน นับจากวันที่สัญญาเช่าซื้อเริ่มต้น มิได้หมายถึงการยกเว้นค่างวด หรือการใช้รถโดยไม่มีภาระชำระ เงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร และบริษัท
































