ธุรกิจ
ข่าวเด่นรอบสัปดาห์ /22 Aug 2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ พบกับรถยนต์แบรนด์ใหม่ iCAUR จาก Chery Group ที่พร้อมมารุกตลาดในไทยอีกแล้ว นอกจากนี้ ยังมีข่าวสารยานยนต์ ทั้งรถรุ่นใหม่ เทคโนโลยีใหม่ รวมถึงกลยุทธ์การรุกตลาดช่วงครึ่งปีหลังHighlight
Xpeng เปิดตัว L03
Xpeng ประเทศไทย ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค อย่างเป็นทางการ เปิดตัว "The New L03" Next-Gen AI SUV ยานยนต์ไฟฟ้าทรงสปอร์ทสไตล์คูเปรุ่นล่าสุดพวงมาลัยขวาประเทศแรกของโลก ! ที่รังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด "Born Intelligent" รองรับทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยดีไซจ์นอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานเทคโนโลยี AI ฉลาดล้ำเข้าถึงง่าย เติมเต็มความมั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูง พร้อมพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ รองรับทุกจังหวะชีวิต และการเดินทางอย่างสมบูรณ์แบบ
เจมส์ วู รองประธานฝ่ายบัญชีและการเงิน Xpeng Motors กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ Xpeng โดยเฉพาะสำหรับตลาดรถยนต์พวงมาลัยขวา และเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง สำหรับการเติบโตในระยะยาว โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากผู้บริโภคที่มีความรู้ ความเข้าใจ และเปิดรับเทคโนโลยี ระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่ง ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านของประเทศ ไปสู่ระบบการเดินทางอัจฉริยะ และยั่งยืน Xpeng เปิดกว้างที่จะศึกษา และพัฒนาความร่วมมือในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นภายในประเทศไทย เป้าหมายของเราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจำหน่ายรถยนต์เท่านั้น แต่เราต้องการให้ Xpeng เป็นองค์ประกอบสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งในระยะยาวของระบบนิเวศการเดินทางอัจฉริยะของประเทศไทย พร้อมทั้งมีส่วนร่วมเชิงบวก ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง Xpeng มองประเทศไทยด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว และจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับ MGC-Asia เพื่อนำเทคโนโลยี ศักยภาพ และทรัพยากรของเรา มาร่วมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า ตลอดจนส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทยต่อไป
อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Xpeng ประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จ และกระแสตอบรับอย่างล้นหลามของ G6 และ X9 ในประเทศไทย คือ พลังขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Xpeng ประเทศไทย ไม่เคยหยุดพัฒนา โดยที่ผ่านมามียอดขายไปแล้ว 10,000 คัน และเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า Xpeng จึงได้เปิดตัว The New L03 ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะทรงสปอร์ทสไตล์คูเป ที่พร้อมทำให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีการขับอัจฉริยะได้ง่ายขึ้น และสนุกกับการเดินทางได้มากกว่าเดิม พร้อมมอบความอุ่นใจด้วยเครือข่ายบริการหลังการขาย 20 แห่ง และตั้งเป้าขยายเป็น 30 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่น และคำสัญญาของเราที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าในประเทศไทยเสมอมา
Xpeng "The New L03" Next-Gen AI SUV Coupe ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างลงตัว
The New Xpeng L03 คอมแพคท์เอสยูวีไฟฟ้าระดับพรีเมียม โดดเด่นด้วยดีไซจ์นภายนอก สไตล์สปอร์ทฟาสต์แบค ลื่นไหลพริ้วไหวตามหลักแอโรไดนามิค ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำเพียง 0.228 สะกดทุกสายตาด้วยชุดไฟหน้า Starship, ไฟท้าย Full-Width Star-Ring พาดยาวเต็มพื้นที่ ประตู และกระจกมองข้างแบบไร้ขอบ ห้องโดยสารเน้นความหรูหราด้วยวัสดุ Soft-Touch กว่า 70 % ผสานไฟสร้างบรรยากาศแบบโอบล้อม 256 สี พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับ 8.88 นิ้ว หน้าจอควบคุมหลัก 15.6 นิ้ว และ Head-up Display ขนาดเทียบเท่าจอ 26.8 นิ้ว ตอบโจทย์ความอเนกประสงค์เป็นครั้งแรกในเซกเมนท์ ด้วยจุดยึดอุปกรณ์เสริมแบบเกลียว 5 จุด และแบบแม่เหล็ก 8 จุด พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงหน้าความจุ 102 ลิตร ลิ้นชักใต้เบาะหลัง ท้ายรถความจุ 539 ลิตร เบาะหลังพับได้ 40:20:40 และเพิ่มเป็น 1,640 ลิตร เมื่อพับเบาะทั้งหมด เพื่อการใช้งาน ที่สะดวกสบาย และมีประสิทธิภาพสูงสุด
ขับเคลื่อนล้อหลังด้วยมอเตอร์เดี่ยว ชาร์จจาก 10-80 % ในเวลา 20 นาที มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย
Standard Range Plus 222 แรงม้า แรงบิด 280 นิวทันเมตร แบทเตอรี 58 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสุด 530 กม. (NEDC) รองรับกำลังในการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 193 กิโลวัตต์ จำหน่ายในราคา 899,000 บาท
Long Range Plus 249 แรงม้า แรงบิด 280 นิวทันเมตร มาพร้อมแบทเตอรี 71 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสุด 600 กม. (NEDC) รองรับกำลังในการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 236 กิโลวัตต์ ราคาคาดการณ์ 9xx,xxx บาท
Long Range Ultra 249 แรงม้า แรงบิด 280 นิวทันเมตร แบทเตอรี 71 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสุด 560 กม. (NEDC) รองรับกำลังในการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 236 กิโลวัตต์ และเป็นรุ่นที่มาพร้อมความอัจฉริยะเหนือระดับ ด้วยการติดตั้ง Turing AI Chip 3 ตัว พร้อมฟังค์ชันระบบช่วยจอดแบบกำหนดตำแหน่งเอง พลังประมวลผล AI สูงสุด 2,250 Tops ราคาคาดการณ์ 1,2xx,xxx บาท
นอกจากนี้ ทุกรุ่นยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีชาญฉลาด ด้วยซอฟท์แวร์ XOS เวอร์ชัน 6 ระบบนำทาง ใช้ข้อมูลจาก Google Maps เสริมด้วยระบบช่วยขับ Xpilot Driving และระบบช่วยจอดอัจฉริยะ Xpilot Parking (APA/RPA/RVS) ถุงลม 7 ตำแหน่ง โครงสร้างตัวถังมาตรฐานยุโรป ห้องโดยสารสีเทาเข้ม (Dark Gray) จับคู่กับสีภายนอกที่มีให้เลือก 4 เฉดสไตล์สปอร์ท คือ ม่วง (Phantom Purple), เทา (Rock Gray), ขาว (Arctic White) และดำ (Midnight Black)
ระบบอะไหล่พร้อมสรรพ ยกระดับความมั่นใจบริการหลังการขาย
Xpeng ประเทศไทย ดำเนินการขยายพื้นที่คลังอะไหล่กว่า 3 เท่า จาก 1,000 ตรม. เป็น 3,000 ตรม. พร้อมเพิ่มจำนวน SKU (Stock Keeping Unit) หรือรหัสสินค้าที่แต่ละบริษัทกำหนดขึ้น เพื่อใช้ในการบริหารจัดการสินค้า และสตอค โดยสินค้าที่มีคุณลักษณะแตกต่างกัน เช่น รุ่น สี หรือขนาด จะมี SKU คนละรหัส โดยมีเป้าหมายเพิ่มจากเฉลี่ย 2,000 รายการ เป็นกว่า 6,000 รายการ ซึ่งไม่เพียงเป็นการเก็บอะไหล่ให้มากขึ้น แต่คือ การลดระยะเวลาการซ่อม และทำให้ลูกค้ากลับมาใช้รถได้เร็วที่สุด
เดินหน้าขยายเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุด
ปัจจุบัน Xpeng มีเครือข่ายทั่วประเทศ ทั้งหมด 20 สาขา และภายในปีนี้ มีแผนเพิ่มผู้จำหน่าย และศูนย์บริการอีก 10 แห่ง ส่งผลให้มีเครือข่ายรวม 30 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ และการเติบโตของฐานลูกค้า พร้อมให้ความสำคัญกับมาตรฐานบริการ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยสาขาในปัจจุบัน แบ่งเป็น กรุงเทพฯ
และปริมณฑล คือ รามคำแหง, สุขุมวิท, วิภาวดี-หลักสี่, เกษตรนวมินทร์, ราชพฤกษ์, แจ้งวัฒนะ, ตลิ่งชัน, เพชรเกษม, ประดิษฐ์มนูธรรม, ศรีนครินทร์ และพระราม 2 ภาคเหนือ เชียงใหม่ และนครสวรรค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอนแก่น และอุบลราชธานี ภาคตะวันออก พัทยา และชลบุรี และภาคใต้ ภูเก็ต, หาดใหญ่ และสุราษฎร์ธานี
..............................................................................................................................
iCAUR V27 REEV 4WD เอสยูวีไซซ์ใหญ่ ทรงโดนใจสาย Boxy
iCAUR แบรนด์ใหม่ภายใต้ Chery เดินหน้าเข้าสู่ประเทศไทยแบบเต็มตัว ด้วยการเปิดตัวรถเอสยูวีโมเดิร์นดีไซจ์น ทรง Boxy เรือธง iCAUR V27 REEV เป็นโมเดลแรก
ทำไม iCAUR ไม่ใช้ iCAR เหมือนตลาดจีน
สำหรับ iCAUR ถ้าในประเทศจีนจะใช้ว่า iCAR สำหรับการทำแบรนด์ในตลาดโลกมีความจำเป็นต้องปรับรูปแบบของลักษณะโลโกเล็กน้อย เนื่องจากคำว่า iCAR มีการจดลิขสิทธิ์การใช้งานไว้แล้วยกเว้นในประเทศจีน ดังนั้น การที่จะทำตลาดในระดับโลกทำให้ต้องมีการเพิ่มตัวอักษร U เข้าไป แต่ยังออกเสียงเรียกได้เหมือนเดิม
ขุมพลัง REEV
iCAUR V27 REEV จะมากับขุมพลังขับเคลื่อนแบบ REEV (Range Extended Electric Vehicle) ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อน โดยมีเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 เทอร์โบ ทำหน้าที่ในการสร้างกระแสไฟฟ้าเพื่อการขับเคลื่อน ทำให้รถยนต์คันนี้สามารถขับเคลื่อนไปได้ไกลนับพันกิโลเมตรโดยไม่ต้องชาร์จไฟฟ้าเพิ่มระหว่างทาง ตัวถังน้ำมันมีความจุ 60 ลิตร รองรับน้ำมันสูงสุด E10 ออคเทน 95
iCAUR V27 รุ่นทอพสุดจะมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ขับเคลื่อนแบบ 4WD พละกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุดรวม 455 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 505 นิวทันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในระยะเวลา 6 วินาที
แบทเตอรีความจุ 34.31 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 150 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับกำลังไฟในการชาร์จ AC ที่ 6.6 กิโลวัตต์ ส่วนการชาร์จแบบ DC ที่ 100 กิโลวัตต์ (ชาร์จจาก 30-80 % ภายใน 15 นาที)
iCAUR V27 REEV จะนำเข้ามาจำหน่าย 4 สี ได้แก่ ขาว, ดำ, เขียว และ Sand (ครีม) ภายในมาตรฐานสีดำ แต่ในส่วนของสี Sand ในรุ่น 4WD จะสามารถเลือกสีภายในสีน้ำตาล หรือสีดำได้
..............................................................................................................................
Hyundai แนะนำระบบ Bluelink Connected Car
บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว Hyundai Bluelink Connected Car Services ครั้งแรกในประเทศไทย เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อรถยนต์กับสมาร์ทโฟน ให้ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสถานะ สั่งงานฟังค์ชันสำคัญ และดูแลรถจากระยะไกลได้ง่ายขึ้นในทุกจังหวะของการใช้งาน โดยลูกค้าชาวไทยกลุ่มแรกที่ได้สัมผัสประสบการณ์นี้ คือ ผู้ใช้รถไฟฟ้า The New 2026 Ioniq 5 N Line ใหม่ รุ่นประกอบไทย ก่อนขยายสู่รถยนต์ Hyundai รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในอนาคต
หัวใจของ Hyundai Bluelink คือ การเปลี่ยนหลายจังหวะของการใช้รถในชีวิตประจำวัน สะดวก และคล่องตัวยิ่งขึ้น ตั้งแต่การเชคความพร้อมของรถก่อนออกเดินทาง ไปจนถึงการควบคุมฟังค์ชันต่างๆ จากระยะไกลผ่านแอพพลิเคชัน โดยแบ่งการใช้งานหลักออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ เชค สั่ง และดูแล ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มฟีเจอร์ดิจิทอลให้แก่รถ แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถให้ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ที่เร่งรีบให้ดีกว่าเดิม
เชครถได้ง่าย ก่อนออกเดินทาง
ฟังค์ชัน Remote Vehicle Status ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบสถานะสำคัญของรถผ่านสมาร์ทโฟน เช่น สถานะการลอคประตู ระบบปรับอากาศ ประตู และฝากระโปรง ช่วยลดความกังวลในเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เดินออกจากรถแล้วไม่แน่ใจว่าลอคประตูหรือยัง
สำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า Bluelink ยังสามารถตรวจสอบข้อมูลพลังงาน ระยะทางที่ขับขี่ได้ หรือ DTE Range รวมถึงสถานะการชาร์จ และการตั้งค่าระดับการชาร์จสูงสุด หรือ Charging Target SOC Setting ช่วยให้วางแผนการเดินทาง และเตรียมความพร้อมของรถได้ล่วงหน้า
สบายขึ้นตั้งแต่ยังไม่ขึ้นรถ
ในสภาพอากาศเมืองไทย ความสบายควรเริ่มตั้งแต่เปิดประตูรถ Hyundai Bluelink ช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมฟังค์ชันสำคัญผ่านสมาร์ทโฟน เช่น Remote Climate Control สำหรับสั่งเปิดระบบปรับอากาศ และตั้งค่าอุณหภูมิล่วงหน้า ให้ห้องโดยสารพร้อมใช้งานตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ รวมถึง Remote Door Lock/Unlock สำหรับลอค หรือปลดลอคประตูจากระยะไกล และ Remote Horn & Light Control สำหรับควบคุมแตร และไฟฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังมี Find My Car Location ช่วยค้นหาตำแหน่งรถในพื้นที่จอดรถขนาดใหญ่ เช่น ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน หรือสนามบิน
อุ่นใจกว่าเดิม แม้ไม่ได้อยู่ใกล้รถ
อีกบทบาทสำคัญของ Hyundai Bluelink คือ การช่วยให้เจ้าของรถติดตามความเคลื่อนไหวของรถได้ใกล้ชิดขึ้น โดยเฉพาะในวันที่มีสมาชิกใช้รถร่วมกัน หรือเมื่อต้องส่งรถให้ผู้อื่นดูแลชั่วคราว ระบบสามารถแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกพื้นที่ที่กำหนด หรือ Geo-fence Alert แจ้งเตือนเมื่อมีการใช้ความเร็วเกินค่าที่ตั้งไว้ หรือ Speed Alert แจ้งเตือนเมื่อมีการใช้งานรถนอกช่วงเวลาที่กำหนด หรือ Time Fencing Alert รวมถึง Valet Alert ที่ช่วยติดตามสถานะรถระหว่างใช้บริการรับจอด
หากเกิดเหตุผิดปกติ หรือมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย Hyundai Bluelink ยังสามารถส่งการแจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟนได้อย่างรวดเร็ว เช่น การแจ้งเตือนรถถูกโจรกรรม หรือ Stolen Vehicle Notification เพื่อให้เจ้าของรถรับรู้สถานการณ์ และดำเนินการได้อย่างเหมาะสม
ต่อยอดประสบการณ์ EV ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์มากขึ้น
สำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า Hyundai Bluelink ยังช่วยให้การจัดการพลังงาน และการชาร์จสะดวกขึ้น ทั้งการตรวจสอบสถานะแบทเตอรี การสั่งเริ่ม หรือหยุดการชาร์จ การตั้งเวลาชาร์จล่วงหน้า และการดูข้อมูลการใช้พลังงานผ่านแอพพลิเคชัน พร้อมรองรับการแจ้งเตือนสถานะการใช้งาน V2L สำหรับการนำพลังงานจากรถไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
เริ่มต้นประสบการณ์ Connected Car กับ Ioniq 5 N Line
Hyundai Bluelink Connected Car Services เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยพร้อม The New 2026 Ioniq 5 N Line รถยนต์ไฟฟ้า 100 % รุ่นประกอบไทย ที่ผสานดีไซจ์นสปอร์ทสไตล์ N Line กับเทคโนโลยี EV แรงดันสูง 800V แบทเตอรี 84 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 591 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับ Ultra-Fast Charge จาก 10-80 % ในประมาณ 18 นาที พร้อมระบบความปลอดภัย Hyundai SmartSense 17 ระบบ และ Hyundai Bluelink ที่ช่วยให้เชค สั่งงาน และดูแลรถผ่านสมาร์ทโฟน
The New 2026 Ioniq 5 N Line เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ 1.699 ล้านบาท พร้อมราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 1.399 ล้านบาท สำหรับ 400 คันแรก โดยลูกค้ายังได้รับสิทธิ์ใช้งาน Hyundai Bluelink และ OTA ฟรี 3 ปี นับจากวันออกรถ สะท้อนอีกขั้นของประสบการณ์รถยนต์ไฟฟ้าที่ผสานทั้งดีไซจ์น เทคโนโลยี ความปลอดภัย และการเชื่อมต่อไว้ในคันเดียว
..............................................................................................................................
Geely Riddara สร้างสถิติใหม่ ก้าวสู่อันดับ 4 รถกระบะ 4 ประตู
Geely Riddara ประเทศไทย สร้างสถิติใหม่ในตลาดกระบะพลังงานใหม่ของไทย หลังทำยอดจดทะเบียนเดือนกรกฎาคม 409 คัน พร้อมก้าวขึ้นสู่อันดับ 4 ในกลุ่มตลาดรถกระบะ 4 ประตู จากยอดจดทะเบียนสะสมปี 2026 ทั้งยังคงครองอันดับ 1 ตลาดรถกระบะพลังงานใหม่ในประเทศไทย ตอกย้ำการเป็นผู้นำรถกระบะพลังงานใหม่ในประเทศไทยด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อรถกระบะพลังงานใหม่ในฐานะทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานจริง ความคุ้มค่า พร้อมสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายในยุคปัจจุบัน
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของตลาดรถกระบะไทย ซึ่งผู้บริโภค และผู้ประกอบการเริ่มให้ความสำคัญกับต้นทุนการใช้งาน ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งานของรถมากขึ้น ส่งผลให้รถกระบะพลังงานใหม่เริ่มได้รับความสนใจในวงกว้าง ไม่เพียงในฐานะยานยนต์ทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้ใช้รถกระบะ ทั้งในเชิงพาณิชย์ การประกอบธุรกิจ รวมถึงการใช้งานในครอบครัว และในชีวิตประจำวันอีกด้วย
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของ Geely Riddara คือ การวางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมผู้ใช้กระบะ 2 กลุ่มหลัก โดย Riddara Econ Series ถูกพัฒนาให้เป็นกระบะพลังงานใหม่สำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ และงานบรรทุก สำหรับผู้ประกอบการ และมืออาชีพที่ต้องการรถกระบะที่ใช้งานคุ้มค่า บรรทุกได้จริง และช่วยบริหารต้นทุนทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ Riddara RD6 Series วางตำแหน่งเป็นกระบะพลังงานใหม่สำหรับการใช้งานแบบอเนกประสงค์ สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการรถกระบะที่ตอบโจทย์ทั้งการทำงาน ครอบครัว และไลฟ์สไตล์ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลในแบบ SUV ภายใต้แนวคิด “Function as a Pickup, Drive as an SUV"
ปัจจุบัน Geely Riddara มีผลิตภัณฑ์รวม 5 รุ่นย่อย ครอบคลุมช่วงราคาตั้งแต่ 739,000-1,149,000 บาท โดยแบ่งเป็น Riddara Econ จำนวน 1 รุ่น ได้แก่ 63 กิโลวัตต์ชั่วโมง 2WD ซึ่งเจาะกลุ่มตลาด Economy ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า แรงบิดสูง การใช้งานเชิงพาณิชย์ และความสามารถในการบรรทุก ส่วน Riddara RD6 จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ 73.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง 2WD, 73.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง 4WD, 86 กิโลวัตต์ชั่วโมง 2WD และ 86 กิโลวัตต์ชั่วโมง 4WD มุ่งตอบโจทย์ตลาด Dual-Purpose สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสมรรถนะ เทคโนโลยี ความอเนกประสงค์ และความสะดวกสบายในการขับขี่ ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ช่วยให้ Geely Riddara สามารถครอบคลุมความต้องการหลักของตลาดกระบะไทยได้อย่างหลากหลาย และชัดเจนมากยิ่งขึ้น
นอกจากความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์ Geely Riddara ยังเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมทดลองขับ การสื่อสารผลิตภัณฑ์ รวมถึงโปรโมชันที่ต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเข้าถึงได้ การขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย รวมถึงการยกระดับบริการหลังการขาย โดยปัจจุบันมีโชว์รูม และศูนย์บริการรวม 29 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ากระบะพลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ Geely Riddara เดินหน้ายกระดับบริการหลังการขาย ด้วยความพร้อมด้านอะไหล่ และทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรม เพื่อมอบบริการที่มีคุณภาพ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย
Geely Riddara เชื่อว่าการเติบโตของยอดจดทะเบียนในเดือนกรกฎาคมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จด้านตัวเลข แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดรถกระบะไทยกำลังเปิดรับรถกระบะพลังงานใหม่มากขึ้นในฐานะทางเลือกที่ใช้งานได้จริง คุ้มค่า และตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ โดย Geely Riddara จะเดินหน้าผลักดันตลาดกระบะพลังงานใหม่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับมาตรฐานของรถกระบะไทยสู่อนาคตของยานยนต์พลังงานใหม่อย่างยั่งยืน
..............................................................................................................................
Ford นำ Raptor ป้องกันแชมพ์ AXCR รุ่น T2A
Ford Thailand Racing (FTR) และ Feeliq Innovation Motorsport ประกาศชัยชนะป้องกันแชมพ์ปีที่ 2 สำเร็จจากการแข่งขัน Asia Cross Country Rally หรือ AXCR รุ่น T2A หรือ Production Asia หลังรถ Ford Ranger Raptor หมายเลข 103 ขับ นำทางโดย เบลีย์ โคล และเพื่อน-ศิณพพงศ์ ไตรรัตน์ คว้าถ้วยรางวัลอันดับที่ 1 ในคลาสส์ ขณะที่ ไมเคิล ฟรีแมน และไชยยา ชมมาลี พารถ Ford Ranger Raptor หมายเลข 121 เข้าเส้นชัยทำเวลาดีเยี่ยม คว้าถ้วยรางวัลอันดับที่ 2 ในคลาสส์ ยืนโพเดียมคู่
ความสำเร็จครั้งนี้ ทำให้ทีมแข่งได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมไปอีก 1 รางวัล สะท้อนความสำเร็จจากสปิริทการทำงานร่วมกันระหว่างทีมวิศวกรโรงงาน Ford ช่างเทคนิค นักแข่ง-ผู้นำทาง และทีมงาน ที่พร้อมฝ่าฟันทุกอุปสรรคความท้าทายบนเส้นทางสมบุกสมบันกว่า 2,000 กม. ระหว่างวันที่ 9-15 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ตอกย้ำความแกร่งตัวจริงต้อง Ford Ranger Raptor
รถแข่ง Ford Ranger Raptor หมายเลข 103 เปิดฉากการแข่งขันใน Leg 1 ได้อย่างเร้าใจ ด้วยการจบในอันดับที่ 2 รุ่น T2A ขณะที่รถแข่ง Ford Ranger Raptor หมายเลข 121 ตามมาติดๆ ในอันดับที่ 3 รุ่น T2A และยังรักษาผลงานอยู่ในกลุ่มผู้นำได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญกับสภาพเส้นทางสุดโหด ความซับซ้อนในการนำทาง และอุปสรรคมากมาย ใน Leg 3-4 รถ Ford Ranger Raptor ทั้ง 2 คัน ฝ่าความท้าทาย และการขับเคี่ยวกับคู่แข่งได้อย่างน่าตื่นเต้น
ในช่วงท้ายของการแข่งขัน AXCR Ford-Feeliq Innovation Motorsport Team ได้เดินกลยุทธ์การแข่งที่ดุดันมากขึ้นโดยมีจุดแข็งในเรื่องของการเตรียมความพร้อมของสภาพรถที่สมบูรณ์จากทีมช่าง และวิศวกร ทำให้กลับมาโชว์ฟอร์มโดดเด่นใน Leg 5 ที่รถหมายเลข 103 ทำเวลาไต่ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 1 รุ่น T2A และอันดับ 5 Overall ส่วนรถหมายเลข 121 อยู่ในอันดับ 3 รุ่น T2A ส่งผลให้ตลอดการแข่ง 5 วัน อันดับบนตารางของรถ Ford Ranger Raptor ทั้ง 2 คัน ขยับขึ้น
สำหรับการแข่งขันวันสุดท้าย Leg 6 ที่จังหวัดพิษณุโลก รถแข่ง Ford Ranger Raptor ทั้ง 2 คันที่เข้าสู่สนามในสภาพที่พร้อมเต็มที่ ผสานกับทักษะการขับอย่างมีชั้นเชิงของนักแข่ง และความแม่นยำของผู้นำทาง ทำให้เกาะติดคู่แข่งอย่างเหนียวแน่น ก่อนที่รถหมายเลข 103 เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 คว้าแชมพ์รุ่น T2A ได้สำเร็จติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และอยู่ในอันดับ 5 Overall ขณะที่รถหมายเลข 121 เข้าเส้นชัยรับรางวัลอันดับ 2 รุ่น T2A และอันดับ 7 Overall ยืนโพเดียมพร้อมกัน 2 คัน ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
เบลีย์ โคล กล่าวว่า การแข่งขันในปีนี้มีความท้าทายทุกช่วงการแข่งขัน เราต้องรักษาสมาธิ และบริหารทั้งความเร็ว สภาพรถ และควบคุมรถให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวัดตลอดการแข่งขัน ชัยชนะที่ได้รับในครั้งนี้ จะเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดทีมวิศวกร และทีมช่างที่ทุ่มเททำงานอย่างไม่หยุดยั้งในการบำรุงรักษารถให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์หลังการแข่งทุกวัน รวมถึงทีมงานทุกคนที่คอยให้การสนับสนุนแม้ต้องเผชิญอุปสรรคระหว่างทางมากมาย นั่นจึงทำให้พวกเราภูมิใจเป็นอย่างมากกับความสำเร็จในครั้งนี้
หลังจากการฝ่าฟันการแข่งขันระยะทางรวมกว่า 2,000 กม. เริ่มต้นจากพัทยา สู่พื้นที่จังหวัดต่างๆ ขึ้นไปทางทิศเหนือของประเทศไทยซึ่งขึ้นชื่อเรื่องลักษณะทางภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหินภูเขา ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร ก่อนสิ้นสุดการแข่งขันที่จังหวัดพิษณุโลก ทีมแข่ง Ford-Feeliq Innovation Motorsport ได้ตอกย้ำสมรรถนะ และความทนทานของรถกระบะ Ford Ranger Raptor ซึ่งพัฒนาจากรถ Production มาตรฐานโรงงาน ลุยบททดสอบฝ่าสภาพเส้นทางที่หลากหลาย ทั้งทางลาดยาง ทางกรวด เส้นทางโคลน แอ่งน้ำ ทางหิน และพื้นผิวขรุขระ รวมถึงสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนในฤดูฝน โดยอาศัยความคร่ำหวอดบนเส้นทางออฟโรด การประสานงานแบบเรียลไทม์ระหว่างผู้ขับกับผู้นำทาง ตลอดจนประสิทธิภาพในการวางแผน และสนับสนุนการแข่งขันของทีมวิศวกร Ford เพื่อฝ่าฟันสถานการณ์เฉพาะหน้ามากมาย
ศิณพพงศ์ ไตรรัตน์ กล่าวเสริมว่า เส้นทางของ Asia Cross Country Rally ต้องอาศัยทั้งความแม่นยำ การตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์ที่รวดเร็ว และความไว้วางใจระหว่างนักแข่งกับผู้นำทาง ชัยชนะครั้งนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของคนทั้งทีม เราภูมิใจที่สามารถพา Ford Ranger Raptor ผ่านทุกความท้าทาย พิสูจน์ความแกร่งตัวจริง และคว้าชัยชนะตามเป้าหมาย
ด้าน Ford Ranger Raptor หมายเลข 121 ที่ขับโดยไมเคิล ฟรีแมน และไชยยา ชมมาลี เข้าแข่งขันรายการนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ เข้าเส้นชัยในอันดับ 2 รุ่น T2A อยู่ในอันดับที่ 7 Overall ส่งผลให้รถแข่ง Ford Ranger Raptor คว้าตำแหน่งบนโพเดียมรุ่น T2A ได้ทั้ง 2 คัน นอกจากนี้ Ford-Feeliq Innovation Motorsport Team ยังได้รับถ้วยรางวัลชนะเลิศประเภททีมเป็นครั้งแรกของการเข้าร่วมแข่งขัน Asia Cross Country Rally ตั้งแต่ปี 2566 อีกด้วย
รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ Ford ประเทศไทย กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทีม Ford Thailand Racing และ Feeliq Innovation Motorsport เป็นอย่างยิ่งที่ป้องกันแชมพ์ฝ่าอุปสรรคในสนามได้อย่างสมบุกสมบันเป็นปีที่ 2 ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นข้อพิสูจน์ที่เด่นชัดถึงการทำงานเป็นทีม และการนำประสบการณ์จากสนามจริงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มาปรับใช้ได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงทักษะในสนามของทั้งนักแข่ง และผู้นำทางที่ต้องใช้ไหวพริบ และการแก้ไขสถานการณ์ที่รวดเร็วตลอดช่วงการแข่งขัน ชัยชนะที่ต่อเนื่องจากสนามออฟโรดระดับนานาชาติ รุ่น Production Asia นี้ เน้นย้ำศักยภาพของรถ Ford Ranger Raptor ที่พัฒนาจากรถมาตรฐานโรงงานเดียวกับที่ส่งมอบให้ลูกค้า ทั้งในเรื่องของความทนทานที่ต้องแข่งขันเป็นเวลานาน รวมถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เอาชนะความท้าทายหลายรูปแบบในสนามแข่งได้ ต้องขอขอบคุณนักแข่ง วิศวกรโรงงาน Ford และทีมงานทุกท่านที่เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จนี้
รถกระบะ Ford Ranger Raptor ในสนามแข่ง Asia Cross Country Rally พัฒนาต่อยอดจากรถ Production มาตรฐานเดียวกันกับรถที่จำหน่ายให้แก่ลูกค้า พิเศษ ! ลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถ Ford Ranger Raptor เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รับข้อเสนอสุดเอกซ์คลูซีฟ ส่วนลด 240,000 บาท จากราคา 1,814,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน 2569 Ford พร้อมมอบความอุ่นใจในการเป็นเจ้าของรถด้วยโปรแกรม Ford Care รับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
..............................................................................................................................
GWM ร่วมโครงการ “EV Ready ตรวจฟรี ขับชัวร์”
GWM (Thailand) ประกาศเข้าร่วมโครงการ “EV Ready ตรวจฟรี ขับชัวร์” ภายใต้ “โครงการความร่วมมือเพื่อยกระดับการใช้งานรถไฟฟ้า (EV) อย่างปลอดภัย” ของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม โดย GWM ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นใจ ยกระดับมาตรฐานการใช้งาน EV ให้ปลอดภัยตลอดอายุการใช้งาน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า GWM ทั่วประเทศ ผ่านการส่งเสริมให้ลูกค้านำรถเข้ารับการตรวจเชคโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ ศูนย์บริการมาตรฐาน GWM Partner Store ทั่วประเทศ
เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภายใต้โครงการ “EV Ready ตรวจฟรี ขับชัวร์” GWM มอบสิทธิ์ตรวจเชคสภาพรถยนต์ไฟฟ้าฟรีให้แก่ลูกค้า GWM ORA ทุกรุ่น ทั้ง GWM ORA Good Cat, ORA 07 และ GWM ORA 5 EV ทั้งลูกค้าปัจจุบัน และลูกค้าใหม่ โดยมีระยะเวลาโครงการนับจากวันที่ 13 สิงหาคม-31 ธันวาคม 2569 พร้อมรายการตรวจเชคหลักที่ครอบคลุมระบบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ ระบบสายไฟแรงดันสูง และจุดเชื่อมต่อ ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า และชุดขับเคลื่อน ระบบระบายความร้อนแบทเตอรี ระบบชาร์จไฟ AC/DC และการอัพเดทซอฟท์แวร์ระบบควบคุมรถ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าได้รับการดูแลตามมาตรฐานที่เหมาะสม และพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัยในทุกการเดินทาง
ปัจจุบัน GWM มีศูนย์บริการมาตรฐาน GWM Partner Store มากกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการรับรองเฉพาะทางด้าน EV ที่พร้อมรองรับการให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ สำหรับลูกค้าที่สนใจนำรถเข้าตรวจเชค ภายใต้โครงการ “EV Ready ตรวจฟรี ขับชัวร์” สามารถจองคิวเข้ารับบริการผ่าน GWM Application หรือโทรนัดหมายล่วงหน้าได้ที่ศูนย์บริการ GWM Partner Store ทุกสาขาทั่วประเทศ
“นับตั้งแต่ GWM เปิดตัว GWM ORA Good Cat รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกสู่ตลาดประเทศไทย ตามมาด้วยสปอร์ทคูเปไฟฟ้าอย่าง ORA 07 จนถึงรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดอย่าง GWM ORA 5 EV เราได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดีโดยมีครอบครัวผู้ใช้ ORA ในประเทศไทยแล้วกว่า 22,000 ครอบครัว ทั้งนี้นอกเหนือจากการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมคุณภาพ และนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัยแล้ว GWM ยังให้ความสำคัญกับงานบริการหลังการขายในฐานะหัวใจสำคัญของความเชื่อมั่นระยะยาว โดยมุ่งดูแลลูกค้าอย่างครบวงจรด้วยศูนย์บริการมาตรฐาน บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ารถของตนได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพตลอดการใช้งาน การเข้าร่วมโครงการ "EV Ready ตรวจฟรี ขับชัวร์" จึงไม่เพียงสะท้อนความมุ่งมั่นของ GWM ในการสร้างความยั่งยืนให้แก่ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทยร่วมกับภาครัฐเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำความตั้งใจจริงในการใส่ใจ และการดูแลลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้าของเราในทุกมิติอีกด้วย
..............................................................................................................................
PTG โชว์ผลงานครึ่งปีแรก 118,696 ลบ.
บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี PTG โชว์ฟอร์มครึ่งแรกปี 69 รายได้จากการขาย และการให้บริการอยู่ที่ 118,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2 % YoY โดยธุรกิจ Non-Oil ที่มีรายได้แตะ 13,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.7 % YoY ส่วนกำไรขั้นต้นทะยาน 39.5 % YoY ชู “กาแฟพันธุ์ไทย” เป็นหัวหอกสร้างรายได้โตแรง 61.5 % YoY ขยายสาขาพุ่งเฉลี่ยเกิน 2 สาขา/วัน ด้านซีอีโอ “พิทักษ์ รัชกิจประการ” เดินหน้าครึ่งปีหลังภายใต้กลยุทธ์ “Powering Thai Lives: Everywhere. Everyday. Everyone” พร้อมนำแนวคิด “One PTG” มาเชื่อมโยงธุรกิจ และฐานลูกค้าภายใน Ecosystem ดันสัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil สู่เป้าหมาย 40-45 % และรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าขยะเต็มไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป
พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) PTG เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้จากการขาย และการให้บริการอยู่ที่ 118,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2 % YoY โดยรายได้จากธุรกิจ Oil เพิ่มขึ้น 2.3 % YoY เป็น 105,356 ล้านบาท แม้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวมลดลง 5.2 % YoY ก็ตาม ส่วนธุรกิจ Non-Oil มีรายได้จากการขาย และการให้บริการจำนวน 13,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.7 % YoY และมีกำไรขั้นต้น 3,974 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.5 % YoY ซึ่งเติบโตในอัตราที่สูงกว่ารายได้ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายเครือข่ายในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย ที่มีรายได้เติบโต 61.5 % YoY เป็น 3,518 ล้านบาท ตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสาขารวม 2,467 แห่ง เพิ่มขึ้น 825 สาขา หรือ 50.2 % YoY หรือ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 สาขา/วัน
ธุรกิจแกส LPG มีรายได้เพิ่มขึ้น 6.4 % YoY เป็น 5,414 ล้านบาท โดยปริมาณการจำหน่ายแกส LPG เพิ่มขึ้น 5.2 % YoY ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสถานีบริการทั้งสิ้น 248 แห่ง เพิ่มขึ้น 1.6 % YoY
ส่วนธุรกิจ Oil ในครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้จากการขาย และการให้บริการ จำนวน 105,356 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3 % YoY จากราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น แม้ปริมาณจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางลดลง 5.2 % YoY เป็น 3,192 ล้านลิตร โดยปริมาณจำหน่ายผ่านสถานีบริการ PT ลดลง 4.6 % YoY เป็น 3,150 ล้านลิตร ขณะที่บริษัทฯ มีสถานีบริการน้ำมัน PT จำนวน 2,279 สถานี เพิ่มขึ้น 1.4 % YoY มีส่วนแบ่งการตลาดน้ำมัน ผ่านช่องทางค้าปลีก 20.0 %
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการดำเนินงานของ PTG ในไตรมาส 2/2569 สามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่จำนวน 74 ล้านบาท จากขาดทุนสุทธิ 205 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า โดยการฟื้นตัวดังกล่าวมีแรงสนับสนุนจากกำไรขั้นต้น/ลิตรของธุรกิจ Oil ที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ Non-Oil
ยพิทักษ์ กล่าวถึงทิศทางธุรกิจของบริษัทฯ ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 เชื่อว่ามีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งบริษัทฯ จะรักษาความสามารถในการทำกำไร และการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้โครงสร้างกลยุทธ์ “Powering Thai Lives: Everywhere. Everyday. Everyone” โดยนำแนวคิด “One PTG” มาใช้เชื่อมโยงฐานลูกค้า เครือข่าย ตลอดจนสินค้า และบริการของธุรกิจ Oil และ Non-Oil เพื่อเพิ่มโอกาสในการใช้บริการข้ามธุรกิจ และสร้างการเติบโตร่วมกันภายใน Ecosystem ควบคู่กับการบริหารต้นทุน ค่าใช้จ่าย และการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ธุรกิจ Non-Oil จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพของสาขาเดิม การบริหาร ผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากฐานสมาชิก PT Max Card เพื่อสนับสนุนการใช้บริการข้ามธุรกิจ ควบคู่กับการบริหารประสิทธิภาพต้นทุน และค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
สำหรับธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย บริษัทฯ ได้ปรับเป้าหมายจำนวนสาขา ณ สิ้นปี 2569 เป็น 2,751 สาขา เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะการเปิดสาขา และแนวทางการคัดเลือกทำเลอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการเพิ่มยอดขายต่อสาขา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการขยายการมีส่วนร่วมของสมาชิก ขณะที่ธุรกิจแกส LPG ยังคงเป้าประมาณการตามเดิม โดยคาดว่าจะมีจุดจำหน่ายทั้งสิ้น 836 จุดให้บริการภายในสิ้นปี 2569
ในส่วนของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โครงการโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะของบริษัท พลังงานพัฒนา 5 จำกัด ได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 โดยในช่วงครึ่งหลังของปี บริษัทฯ จะรักษาเสถียรภาพของการผลิต บริหารปริมาณ และคุณภาพเชื้อเพลิง ตลอดจนควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนการรับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเต็มไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป และทยอยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังได้ปรับประมาณการ การเติบโตของยอดขายธุรกิจ Non-Oil ในปี 2569 เป็น 20-30 % YoY เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะการขยายเครือข่าย และสภาพแวดล้อมการใช้จ่ายของผู้บริโภค อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายสัดส่วน กำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil ที่ 40-45 % สะท้อนการให้ความสำคัญกับคุณภาพของรายได้ ประสิทธิภาพของสาขา และความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง
เพื่อตอกย้ำความสำเร็จจากการบริหารพอร์ทธุรกิจที่สมดุล ล่าสุด PTG ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิก Sustainability Yearbook 2026 ในกลุ่มอุตสาหกรรม Retailing จากผลการประเมิน Corporate Sustainability Assessment (CSA) โดย S&P Global ซึ่งนับเป็นปีแรกที่บริษัทฯ ได้รับการยอมรับในรายงานระดับโลก พร้อมทั้งได้รับการจัดอันดับใน Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพ และความแข็งแกร่งของ PTG ในระดับภูมิภาค ตลอดจนความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงธุรกิจน้ำมัน, Non-Oil, ฐานสมาชิก Max Card และพแลทฟอร์มดิจิทอลเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม และยั่งยืน
ทั้งนี้ PTG มุ่งมั่นสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมผ่านการสร้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสนับสนุนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ “อยู่ดี มีสุข” ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และส่งเสริมการเติบโตขององค์กรในระยะยาว




































