ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์/26/Sep/2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ พบกับความหลากหลายของข่าวสาร วางการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่มีทั้งการเปิดตัวรถใหม่ การเข้าสู่การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ พร้อม การฉลองความสำเร็จของการผลิตรถยนต์ในไทยHighlight
Mercedes-Benz เปิดตัว Electric GLC ราคาต่ำกว่า 3.7 ล้านบาท
Mercedes-Benz ประเทศไทย เผยโฉม “The All-New Electric GLC” รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นภายใต้พแลทฟอร์ม MB.EA-M (Mercedes-Benz Electric Architecture for Mid-Size Vehicles) พร้อมลุยตลาดเอสยูวีขนาดกลางด้วยราคาจำหน่ายคาดการณ์ที่ต่ำกว่า 3.7 ล้านบาท เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Motor Expo 2026 จัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่งาน “Mercedes-Benz StarFest 2026: Celebrating The Extraordinary” ณ ศูนย์การค้า Gaysorn Amarin ชั้น G ระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2569
คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ซึ่งเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ เราได้เปิดตัว The All-New Electric CLA โมเดลที่เข้ามากำหนดมาตรฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ ต่อเนื่องด้วยการประกาศรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และบริการหลังการขาย ภายใต้ Flex Campaign กับแนวคิดที่สร้างขึ้นจากกลยุทธ์ Customer Centricity สู่การนำเสนอแพคเกจที่ทำให้การเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz มีทั้งความยืดหยุ่น และประสบการณ์ที่ไร้กังวล
โดยความสำเร็จของแคมเปญดังกล่าว สะท้อนผ่านตัวเลขทางการตลาดในเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งแสดงถึงการเติบโตของกลุ่มลูกค้าที่แสดงความสนใจผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Leads) ด้วยตัวเลขกว่า 188 % และมีการส่งต่อไปยังตัวแทนจำหน่ายฯ (Leads Assigned) ในสัดส่วน 181 % เมื่อเทียบกับตัวเลขรวมในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Mercedes-Benz ประเทศไทย คือ การเผยโฉม The All-New Electric GLC หลังการเปิดตัวแบบ World Premiere ในงาน IAA Mobility เมื่อปีที่ผ่านมา นับเป็นการสะท้อนให้เห็นถึง Iconic Design ยุคใหม่ของ Mercedes-Benz และระบบปฏิบัติการที่ล้ำสมัยที่สุดอย่าง MB.OS Superbrain ที่ผสานการทำงานด้วยเทคโนโลยี AI รวมถึงความโดดเด่นของพแลทฟอร์ม MB.EA-M ที่เข้ามาเสริมจุดแข็งในด้านประสิทธิภาพการจัดการพลังงาน และอัตราสิ้นเปลือง ทำให้ The All-New Electric GLC เป็นโมเดลสำคัญที่จะเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่เซกเมนท์ Mid-Size SUV ในประเทศไทย
ไฮไลท์สำคัญของ The All-New Electric GLC
การพูดคุยในช่วง “Designer Talk Session” ร่วมกับ Hauke Thum ดีไซจ์เนอร์จากสตูดิโอ Mercedes-Benz Design ประเทศเยอรมนี ที่มาเผยเบื้องหลังแนวคิด และแรงบันดาลใจของการออกแบบของ The All-New Electric GLC โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- ในทุกโมเดลของ Mercedes-Benz “กระจังหน้า” ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนที่สุด เช่นเดียวกับ The All-New Electric GLC ที่มาพร้อมกระจังหน้า Iconic Grille ดีไซจ์นใหม่ ซึ่งเป็นการนำมรดกดั้งเดิม และดีเอนเอของแบรนด์ มาตีความเข้ากับแนวคิด “Sensual Purity” และศาสตร์แห่งการลดทอน (Reduction) เกิดเป็นความเรียบง่ายที่ล้ำสมัย และสร้างการจดจำได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น
- The All-New Electric GLC ออกแบบด้วยความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด มีการถ่ายทอดมิติทางอารมณ์ และแรงดึงดูดที่ชัดเจน สะท้อนผ่านดีไซจ์นด้านหน้าที่ผสาน Illuminated Elements โครงสร้างกระจังหน้าแบบ Smoked-Glass Look, Contour Lighting และ Illuminated Graphics เกิดเป็นกิมมิค Animated Welcome Presentation ผ่านองค์ประกอบของแสง ในขณะที่เส้นสายด้านข้าง และดีไซจ์นท้ายรถ ก็มีการใช้เทคนิคของแสง และเงาช่วยขับเน้นความทรงพลัง และความโดดเด่นในทุกมุมมอง
- แนวคิดการออกแบบดังกล่าวยังถูกถ่ายทอดสู่ภายในห้องโดยสาร ด้วยการยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกทั่วไปให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบ ตั้งแต่หน้าจอ MBUX Hyperscreen ยาวตลอดแนวคอนโซลแบบ Pillar-to-Pillar ช่องปรับอากาศ Galvanised Air Vents และระบบ Climate Control ไปจนถึง Ambient Styles ของรถที่สร้างบรรยากาศภายในด้วย Ambient Lighting ที่ทำงานสอดคล้องร่วมกับโหมดการใช้งานต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
.............................................................................................................................
AAS Group คว้าสิทธิ์ แบรนด์ Voyah
AAS Group ประกาศลงนามสัญญาเป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว (Sole Distributor Agreement) อย่างเป็นทางการร่วมกับ Dongfeng Motor Group จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อนำเข้า และจัดจำหน่าย Voyah แบรนด์ยานยนต์อัจฉริยะพลังงานใหม่ระดับพรีเมียมสู่ตลาดประเทศไทย
AAS Group จะดำเนินธุรกิจและการบริหารแบรนด์ Voyah ในประเทศไทยผ่านบริษัทในเครือที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด (AI Mobility Co., Ltd.) ซึ่งจะดูแลรับผิดชอบการจัดจำหน่าย การดำเนินงานด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย และการบริการลูกค้าทั่วประเทศ
ด้วยประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญยาวนานกว่า 4 ทศวรรษในตลาดยานยนต์ระดับพรีเมียม และลักชัวรีของ AAS Group บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด จะนำแนวทางการดำเนินงานที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) ตลอดจนมาตรฐานการบริการชั้นเลิศมาสู่ Voyah มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว และส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของยนตรกรรมที่เหนือระดับ สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภครถยนต์ระดับบนในประเทศไทย
ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งระหว่างศักยภาพ และประสบการณ์อันยาวนานด้านการผลิตยานยนต์ ตลอดจนความล้ำหน้าทางวิศวกรรมเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ของ Dongfeng เข้ากับความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของ AAS Group ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ยานยนต์ระดับโลก และการดูแลกลุ่มลูกค้ายานยนต์ระดับหรูในไทยโดยความร่วมมือดังกล่าวมิได้ครอบคลุมเพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์ยานยนต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลตลอดอายุการใช้งาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริการ และการสนับสนุนหลังการขายเพื่อสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง
Wang Long ประธานกรรมการ บริษัท China Dongfeng Motor Industry Import and Export จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในหมุดหมายเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ สำหรับการขับเคลื่อนแผนการขยายตลาดยานยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะของเราสู่ระดับสากล การร่วมมือกับ AAS Group ทำให้เราได้พันธมิตรที่มีความเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์หรูมานานกว่า 4 ทศวรรษ และมีปรัชญาการทำงานที่มุ่งเน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญเช่นเดียวกัน การผสานความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมอันยาวนานกว่า 50 ปีของ Dongfeng เข้ากับเครือข่ายการจัดจำหน่าย และความเชี่ยวชาญด้านการบริการของ AAS Group จะช่วยเปิดประตูสู่การเดินทางระดับพรีเมียมที่เปี่ยมด้วยความชาญฉลาด ประณีต และคำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก ผ่านแบรนด์ Voyah ให้แก่ลูกค้าชาวไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างเรา และ Dongfeng ในการนำแบรนด์ Voyah เข้าสู่ประเทศไทย สะท้อนถึงพันธสัญญาในการส่งมอบนิยามใหม่แห่งความหรูหรา ที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบาย งานดีไซจ์นอันประณีต และเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน การที่ AAS Group ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่า และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวมากกว่าผลกำไรระยะสั้น คือ วิสัยทัศน์ร่วมที่สอดประสานกับ Dongfeng จนนำมาสู่การจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ ผ่านการดำเนินงานของ บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด เรามุ่งมั่นวางรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งภายใต้ปรัชญาที่ยึดมั่นมาโดยตลอด "AAS the Name You Can Trust" หรือ "เอเอเอสฯ ชื่อที่คุณไว้วางใจได้" ตั้งแต่ความประทับใจแรกสัมผัสไปจนถึงการดูแลหลังการขายอย่างครบวงจร เป้าหมายของเรา คือ การสร้างความมั่นใจสูงสุด และความประทับใจในทุกการเดินทาง AAS Group พร้อมส่งมอบนิยามความหรูหราแห่งอนาคตสู่ตลาดเมืองไทย เพื่อตอบโจทย์ทุกการเดินทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวไปจนถึงความคล่องตัวในทุกภารกิจทางธุรกิจ
.............................................................................................................................
BYD ฉลองการผลิตครบ 100,000 คัน
บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่าย และให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ BYD และ Denza อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ฉลองความสำเร็จ โรงงานผลิตรถยนต์ BYD ในประเทศไทย ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยเป็นคันที่ 100,000 นับเป็นส่วนสำคัญในการร่วมขับเคลื่อน อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานสะอาด ไปพร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
อีกก้าวความสำเร็จของโรงงาน BYD ประเทศไทย ในการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครบ 100,000 คัน
นับเป็นอีกก้าวความสำเร็จที่โรงงาน BYD ประเทศไทย ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครบ 100,000 คัน หลังเริ่มส่งมอบ BYD Dolphin เป็นรถยนต์คันแรกอย่างเป็นทางการของโรงงาน และยังเป็นรถยนต์พลังงานใหม่คันที่ 8,000,000 ของโลก ที่ BYD ส่งมอบเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 โรงงานแห่งนี้ยังเป็นโรงงานแห่งแรกของ BYD ที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน และมีกำลังการผลิตสูงสุด 150,000 คัน/ปี
กลุ่มบริษัทฯ ได้ลงทุนในประเทศไทยเป็นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ปัจจุบัน โรงงาน BYD ประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรม WHA จังหวัดระยอง ดำเนินการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ 5 รุ่น ประกอบด้วย BYD Dolphin, BYD Atto 3 , BYD Seal 5 DM-i , BYD Sealion 5 DM-i และ BYD Sealion 6 DM-I
บริษัทฯ ได้พัฒนาความร่วมมือกับผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนในประเทศไทยแล้วกว่า 266 ราย โดยเป็นผู้ผลิตวัสดุ และชิ้นส่วนภายในประเทศจำนวน 125 ราย พร้อมดำเนินการรับรองชิ้นส่วนตามมาตรฐาน TAI แล้วกว่า 1,090 รายการ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และเสริมสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ในประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น
รถยนต์พลังงานใหม่ทั้ง 5 รุ่น ที่ผลิตโดยโรงงาน BYD ประเทศไทย จ.ระยอง ได้รับใบรับรอง Made in Thailand จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นอกจากนั้น ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเติบโตให้แก่ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมไทย ผ่านการสร้างอาชีพให้แรงงานไทยด้วยการจ้างงานกว่า 6,000 อัตรา ซึ่งในจำนวนนี้เป็นพนักงานสัญชาติไทยราว 95 %
พร้อมร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ ด้วยสัดส่วน Local Content ประมาณ 50 % ที่สำคัญ โรงงานแห่งนี้ยังเป็นฐานการผลิตทั้งสำหรับตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 40 % ของการผลิตทั้งหมด และมียอดส่งออกสะสมแล้วกว่า 24,000 คัน ครอบคลุมตลาดในภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ ออสเตรเลีย และยุโรป รวมกว่า 10 ประเทศ และภูมิภาค ตอกย้ำศักยภาพ และคุณภาพการผลิตรถยนต์ระดับชั้นนำจากฝีมือคนไทย พร้อมส่งต่อผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยสู่ตลาดนานาประเทศให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล
นวัตกรรม และขีดความสามารถของโรงงาน BYD ประเทศไทย
BYD ประเทศไทย มุ่งมั่นสร้างโรงงานอัจฉริยะที่มากด้วยคุณภาพ มาตรฐาน และประสิทธิภาพ พร้อมบรรลุเป้าหมายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้ระบบการบริหารจัดการที่เข้มงวด ทั้งในด้านคุณภาพ การผลิต และความปลอดภัย ทั้งยังพร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยโรงงาน BYD ประเทศไทย มีขีดความสามารถในการผลิตรถยนต์อย่างครอบคลุม ดังรายละเอียดต่อไปนี้
โรงงานปั๊มขึ้นรูป (Stamping) : รองรับการผลิตเป็นจำนวนมาก (Mass Production) โดยปัจจุบันมียอดการจัดส่งอยู่ที่ 6,000 ชุดรถ/เดือน ครอบคลุมทั้งในงานส่วน การขึ้นรูปลึก (Drawing), การเจาะรู (Punching), การพับขอบ (Flanging) และการปรับรูปทรง (Restriking/Trimming) ครบครันด้วยเครื่องจักรใหญ่ทันสมัยอย่างเครื่องปั๊มขึ้นรูปอัตโนมัติขนาดใหญ่แรงกด 7,900 ตัน, เครื่องทดลองแม่พิมพ์ (Tryout Press) ขนาด 2,500 ตัน และคลังเก็บอุปกรณ์จับชิ้นงานแบบอัตโนมัติ
โรงงานพ่นสี (Automotive Paint Shop) : นวัตกรรมล่าสุดด้วยกระบวนการพ่นสีแบบน้ำ 3C2B ห้องพ่นสีแบบแห้งรุ่นใหม่ และเทคโนโลยีการเผาที่อุณหภูมิสูง RTO เพื่อบําบัด และลดการปล่อยแกส VOC ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการอบ จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งยังมั่นใจในคุณภาพด้วยกระบวนการพ่นสีอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนการทำความสะอาด และการเคลือบสีกันสนิมตัวถังรถยนต์ (PT/ED), การทากาวภายใน และการทากาวที่ด้านล่างของตัวรถ โดยหุ่นยนต์อัตโนมัติทั้งหมด 19 ตัว, กระบวนการพ่นสีรองพื้น และสีจริงเป็นแบบอัตโนมัติ โดยใช้หุ่นยนต์ทั้งหมด 64 ตัว และ มีพนักงานฝ่ายผลิตผู้เชี่ยวชาญ คอยตรวจสอบข้อบกพร่องของฟีล์มสีแต่ละชั้น
โรงงานเชื่อม (Welding Factory) : ตั้งอยู่บนเนื้อที่ครอบคลุม 70,000 ตรม. ใช้โครงสร้าง 2 ชั้นเพื่อการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ มีสายการผลิตทั้งหมด 20 สาย และสถานีการผลิตทั้งหมด 200 สถานี มาพร้อมกับหุ่นยนต์ที่ทันสมัยมากถึง 520 ตัวในสายการผลิต ปัจจุบันโรงงานเชื่อมแห่งนี้มีพนักงานมากกว่า 600 คน ประกอบด้วยพนักงานสัญชาติไทยราว 98 % ด้วยการออกแบบสายการประกอบให้มีความยืดหยุ่น โรงงานเชื่อม BYD ประเทศไทย จึงสามารถประกอบรถได้มากถึง 10 รุ่น และมีกำลังการผลิตมากถึง 45 คัน/ชม.
โรงงานแบทเตอรี (Blade Battery Production Plant) ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม WHA ระยอง 36 จังหวัดระยอง นับเป็นฐานการผลิตแบทเตอรี PACK แห่งแรกของ BYD นอกประเทศจีน โดยมีทั้งหมด 3 สายการผลิต และมีกำลังการผลิตรวมสูงสุด 150,000 ชุด/ปี รองรับรถยนต์พลังงานใหม่ได้ถึง 150,000 คัน/ปี พร้อมรองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โรงงานผลิตสายไฟรถยนต์ (Wire Harness) : เริ่มดำเนินการผลิตตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 6,500 ชุด/เดือน รองรับรถยนต์ทั้งหมด 5 รุ่น ได้แก่ Atto 3, Dolphin, Seal, Sealion และ Atto มีพนักงานสัญชาติไทยราว 99.3 % สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการบริหารแบบ China-Thai Integration และการพัฒนาบุคลากรไทย ให้สามารถรับผิดชอบงานบริหารได้มากขึ้น เพื่อก้าวไปสู่การเป็นองค์กรท้องถิ่นอย่างแท้จริง ด้านกำลังการผลิตสูงสุดทำได้ประมาณ 10,000 ชุด/เดือน ดำเนินงานอย่างแม่นยำด้วยเครื่องจักรอัตโนมัตินานาชนิด พร้อมตรวจสอบการดำเนินงานด้วยนวัตกรรม Monitor Board และระบบ MES ในการติดตาม UPH และ Ranking ของเครื่องจักรแบบ Real-time
BYD Atto 3 รถยนต์พลังงานใหม่ที่โรงงาน BYD ประเทศไทย ผลิตขึ้นเป็นคันที่ 100,000
สำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ที่โรงงาน BYD ประเทศไทย ผลิตขึ้นเป็นคันประวัติศาสตร์ที่ 100,000 คือ BYD Atto 3 พร้อมกันนี้ภายในงานยังได้จัดพิธีส่งมอบรถยนต์ BYD หลากหลายรุ่นที่ผลิตขึ้นจากสายการผลิตในประเทศไทย ให้แก่กลุ่มลูกค้าอย่างเป็นทางการ เพื่อสะท้อนถึงความเชื่อมั่น และการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ โรงงาน BYD ประเทศไทย มิได้ผลิตเพื่อการจำหน่ายภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งนับเป็นโรงงานประกอบรถยนต์แห่งแรกของ BYD ที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน อันเป็นการพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงในการลงทุนระยะยาว ตลอดจนตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพการผลิตรถยนต์คุณภาพสูงด้วยฝีมือแรงงานไทยอย่างแท้จริง
.............................................................................................................................
Isuzu ทดสอบสับเปลี่ยนแบทเตอรี สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้า
Isuzu เริ่มทดสอบการสับเปลี่ยนแบทเตอรี่ในรถบรรทุกไฟฟ้า Isuzu เพื่อศึกษา และทดลองโซลูชันส์ การสับเปลี่ยนแบทเตอรี (Battery-Swapping Solution)” ในภาคลอจิสติคส์ไทย ร่วมมือกับพันธมิตร บริษัท วี. คาร์โก จํากัด และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ Homepro หวังยกระดับประสิทธิภาพในการขนส่ง และพลังงานเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในประเทศไทยให้สำเร็จตามนโยบาย “โซลูชันส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-Pathways to Carbon Neutrality)
วิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ระดับโลก Isuzu มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการที่ตอบโจทย์การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับรถเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ และรูปแบบการใช้งานแตกต่างจากรถยนต์ประเภทอื่น ทั้งในด้านความสามารถในการบรรทุก ความแข็งแกร่งทนทาน และประสิทธิภาพในการขนส่ง
ขณะเดียวกัน เพื่อตอบสนองความต้องการผู้ประกอบการลอจิสติคส์ที่คำนึงถึงต้นทุนในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน Isuzu จึงมีแนวคิด “Isuzu Life Cycle Solutions” เพื่อดูแลและสนับสนุนลูกค้าตลอดอายุการใช้งานของรถ ควบคู่กับการเดินหน้าแนวคิด “โซลูชันส์อันหลากหลาย” (Multi-Pathways to Carbon Neutrality) โดยพัฒนาเทคโนโลยีที่หลากหลาย ทั้งรถบรรทุกดีเซล รถบรรทุกไฟฟ้าแบทเตอรี (BEV) รถบรรทุกเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) และรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้า สำหรับรถเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ Isuzu จึงต่อยอดด้วยโซลูชันส์สับเปลี่ยนแบทเตอรีสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้า เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
ปัจจุบัน Isuzu อยู่ระหว่างการศึกษาความต้องการของตลาด ตลอดจนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า โดยเทคโนโลยีการสับเปลี่ยนแบทเตอรีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องในการใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้า พร้อมลดระยะเวลาจากการชาร์จแบทเตอรี Isuzu จึงดำเนินโครงการศึกษา และทดสอบโซลูชันส์การสับเปลี่ยนแบทเตอรี (Battery-Swapping Solution) ภายใต้การใช้งานจริงในภาคลอจิสติคส์ของประเทศไทย โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร ได้แก่ บริษัท วี.คาร์โก จำกัด ผู้ให้บริการด้านลอจิสติคส์ครบวงจรที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ Homepro ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้า และบริการเรื่องบ้านแบบครบวงจร
ในการทดสอบครั้งนี้ Isuzu ได้นำรถบรรทุกไฟฟ้า Isuzu Elf EV ซึ่งเป็นรถนำเข้าที่ได้รับการดัดแปลงจากรุ่นมาตรฐานที่ผลิต และจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นมาใช้ขนส่งสินค้าของ Homepro ไปยังผู้บริโภค พร้อมติดตั้งสถานีสับเปลี่ยนแบทเตอรี ณ ศูนย์กระจายสินค้าของ วี. คาร์โกฯ เพื่อรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานรถ และการสับเปลี่ยนแบทเตอรีภายใต้การดำเนินงานจริง โดยคาดว่าข้อมูลที่ได้รับจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนารูปแบบการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การใช้งาน และยั่งยืนในอนาคต
อัศรี ศรีสงคราม กรรมการบริหาร บริษัท วี. คาร์โก จํากัด กล่าวว่า วี. คาร์โกฯ ดำเนินธุรกิจลอจิสติคส์ในประเทศไทยมายาวนานกว่า 37 ปี และมุ่งพัฒนาประสิทธิภาพการขนส่งควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการขนส่ง ลดความสูญเปล่าในการดำเนินงาน ตลอดจนการนำรถบรรทุกไฟฟ้ามาใช้ในการให้บริการลูกค้า เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และสร้างทุกระยะทางให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเราเชื่อว่าการกล้าริเริ่ม และนำเทคโนโลยีใหม่มาทดลองใช้ในวันนี้ เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งที่ดีขึ้นสำหรับอนาคต
วี. คาร์โกฯ มีประสบการณ์ในการใช้รถบรรทุก Isuzu เพื่อให้บริการลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนความเชี่ยวชาญ และการสนับสนุนจาก Isuzu การเข้าร่วมทดสอบโซลูชันส์สับเปลี่ยนแบทเตอรี สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้า Isuzu ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีใหม่มาทดลองใช้ในการดำเนินงานจริง เพื่อศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องในการขนส่ง ควบคู่กับการลดมลพิษ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การพัฒนาโซลูชันส์ด้านลอจิสติคส์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และสังคมอย่างยั่งยืน
ธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการช่าง Homepro บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Homepro ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพ และความยั่งยืน โดย Homepro และ วี. คาร์โกฯ เป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันมายาวนาน ประกอบกับความเชี่ยวชาญด้านรถเพื่อการพาณิชย์ และเทคโนโลยีของ Isuzu ทำให้เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่โซลูชันส์การขนส่งที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคธุรกิจ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ Homepro คือ การดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของ Isuzu โครงการ Isuzu Battery-Swapping Solution จึงเป็นโอกาสในการนำ เทคโนโลยีมาช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคการขนส่ง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพด้านลอจิสติคส์ โดยระบบสับเปลี่ยนแบทเตอรีช่วยลดระยะเวลารอชาร์จ ทำให้รถสามารถกลับมาใช้งาน และขนส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เราจึงมองโครงการนี้มากกว่าการนำรถไฟฟ้ามาใช้งาน แต่เป็นการร่วมกันพัฒนา “ระบบขนส่งแห่งอนาคต” ที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพทางธุรกิจ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยคาดหวังว่าผลจากการทดลองครั้งนี้จะสามารถนำไปต่อยอด และขยายการใช้งานในระบบลอจิสติคส์ของ Homepro เพื่อให้การลดการปล่อยคาร์บอนเกิดขึ้นจริงในกระบวนการดำเนินงาน Isuzu จึงเป็นมากกว่าผู้ผลิตรถเพื่อการพาณิชย์ แต่เป็น “Transport Solution Partner” ที่ร่วมพัฒนาโซลูชันส์ให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจ และเราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่าง Homepro วี. คาร์โกฯ และ Isuzu จะเป็นอีกก้าวสู่ Green Logistics ที่มีประสิทธิภาพ และช่วยให้ ธุรกิจเดินหน้าไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
รายละเอียดการทดสอบสับเปลี่ยนแบทเตอรี
ก่อนหน้านี้ได้มีการติดตั้งสถานีสับเปลี่ยนแบทเตอรีที่โรงงานสำโรงของบริษัท อีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และได้มีการทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้า Isuzu Elf EV แบบสับเปลี่ยนแบทเตอรีขนส่งสินค้าจากคลังชิ้นส่วนภายในโรงงานไปยังคลังชิ้นส่วนของบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเริ่มทดสอบการใช้งานจริง
การทดสอบในครั้งนี้จะดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2570 ผ่านการขนส่งสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าให้แก่ Homepro ซึ่งเป็นลูกค้าผู้ใช้บริการขนส่งของ วี. คาร์โกฯ โดยใช้รถบรรทุกไฟฟ้า Isuzu นำเข้าที่ได้รับการดัดแปลงจากรุ่นมาตรฐานที่ผลิต และจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ขนส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้า Homepro ณ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปยังผู้บริโภค ตลอดระยะเวลาการทดสอบ จะมีการรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานรถ และการสับเปลี่ยนแบทเตอรี เพื่อศึกษาศักยภาพ และความเหมาะสมของรถบรรทุกไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนแบทเตอรีสำหรับธุรกิจลอจิสติคส์ในประเทศไทยทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน ต้นทุนการดำเนินงาน การลดระยะเวลาที่รถต้องหยุดวิ่ง และการลดการปล่อยแกสเรือนกระจก (GHG) โดยกระบวนการสับเปลี่ยนแบทเตอรีใช้เวลาประมาณ 7 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนแบทเตอรีที่สับเปลี่ยนในแต่ละครั้ง
ข้อมูลที่ได้รับจะถูกนำมาใช้ประเมินความเป็นไปได้ของโซลูชันส์การสับเปลี่ยนแบทเตอรีในตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของไทย รวมถึงศึกษาประเด็น และข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินงาน เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการที่เหมาะสมกับธุรกิจลอจิสติคส์ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานจริง อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนในอนาคต
.............................................................................................................................
GWM ขยายเวลารับประกันแบทเตอรี ORA 5 EV
GWM (Thailand) แนะนำแพคเกจขยายระยะเวลารับประกันแบทเตอรีนานสูงสุด 10 ปี และแพคเกจขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี เพื่อส่งมอบความคุ้มครองที่ครอบคลุมและอุ่นใจยิ่งขึ้น โดยสิทธิ์ความคุ้มครองสามารถส่งต่อให้แก่ผู้ครอบครองคนใหม่ได้ และไม่จำกัดระยะทางการขับ/ปีภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด สำหรับลูกค้า GWM ORA 5 EV ที่สนใจสามารถตรวจสอบสิทธิ์เพื่อซื้อแพคเกจขยายระยะเวลารับประกันแบทเตอรี และรถยนต์ ได้ที่ GWM Partner Store ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคม 2569
แพคเกจขยายระยะเวลารับประกันแบทเตอรี และรถยนต์สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น GWM ORA 5 EV
แพคเกจขยายระยะเวลารับประกันแบทเตอรี 10 ปี หรือ 220,000 กม.
-รับสิทธิ์ขยายระยะเวลารับประกันแบทเตอรี ซึ่งครอบคลุมชิ้นส่วนสำคัญหลัก 3 รายการ ได้แก่ แบทเตอรีแรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ จากมาตรฐานเดิม 8 ปี หรือ 180,000 กม. เพิ่มเป็นสูงสุด 10 ปี หรือ 220,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ในราคาจำหน่าย 6,500 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
แพคเกจขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 8 ปี หรือ 200,000 กม.
-รับสิทธิ์ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ที่ครอบคลุมระบบสำคัญ ทั้ง 8 ระบบ ได้แก่ ระบบระบายความร้อน, ชุดเพลาหน้า และท้าย, ระบบเบรค, ระบบไฟฟ้า, ระบบบังคับเลี้ยว, ระบบความปลอดภัย, ระบบปรับอากาศ และระบบชาร์จไฟฟ้า จากเดิม 5 ปี หรือ 150,000 กม. เพิ่มเป็น 8 ปี หรือ 200,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ในราคาจำหน่าย 10,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทั้งนี้แพคเกจนี้จะไม่ครอบคลุมแบทเตอรีแรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ เนื่องจากชิ้นส่วนดังกล่าวอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของแพคเกจขยายระยะเวลารับประกันแบทเตอรี
ทั้งนี้ ความคุ้มครองที่ระบุในแพคเกจดังกล่าวจะผูกติดกับตัวรถยนต์ และสามารถส่งต่อให้ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์คนใหม่ได้ และไม่จำกัดระยะทางการขับขี่/ปีโดยลูกค้าต้องนำรถเข้ารับการบำรุงรักษาตามระยะที่บริษัทฯ กำหนด และต้องใช้อะไหล่แท้ ณ ศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการของ GWM เท่านั้น
คุณสมบัติ และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ
- เงื่อนไขตัวรถ : สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล GWM ORA 5 EV ที่ใช้งานภายในประเทศ มีอายุการใช้งานไม่เกิน 1 ปี หรือระยะทางสะสมไม่เกิน 15,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) นับจากวันส่งมอบ
- สภาพรถยนต์ : จะต้องไม่ผ่านการดัดแปลงระบบไฟฟ้า หรือระบบขับเคลื่อนโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีประวัติอุบัติเหตุร้ายแรง น้ำท่วม หรือไฟไหม้
- การดูแลรักษา : มีประวัติเข้ารับการบำรุงรักษาตามระยะครบถ้วน และเลือกใช้อะไหล่แท้ ณ ศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการของ GWM เท่านั้น
- ข้อยกเว้นความคุ้มครอง : ทั้งนี้ ความคุ้มครองไม่รวมถึงการเสื่อมสภาพตามปกติ อุบัติเหตุ การใช้งานผิดประเภท และการละเลยการบำรุงรักษาตามระยะที่บริษัทฯ กำหนด
เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สิ่งที่ GWM ให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือ การดูแลลูกค้าด้วยความจริงใจ และโปร่งใส และเชื่อว่าการรับประกันที่ดีที่สุด คือ การรับประกันที่ไม่มีเงื่อนไขซ่อนเร้น และสามารถตรวจสอบได้ สำหรับระยะเวลา 10 ปี หรือ 220,000 กม. ถือเป็นระยะที่สมเหตุสมผล และสอดคล้องกับการใช้งานจริงของลูกค้า และยิ่งไปกว่านั้นความคุ้มครองที่ลูกค้าสามารถส่งต่อให้เจ้าของคนใหม่ได้ยังช่วยรักษามูลค่ารถในระยะยาว ทั้งนี้ GWM มุ่งมั่นให้ลูกค้า ORA 5 EV ใช้รถได้อย่างอุ่นใจ มั่นใจได้ว่ารถของคุณจะได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเต็มประสิทธิภาพตลอดการใช้งาน เพราะการดูแลของเราไม่เคยจบลงแค่วันส่งมอบรถ
ปัจจุบัน GWM มีศูนย์บริการมาตรฐาน GWM Partner Store มากกว่า 71 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการรับรองเฉพาะทางด้าน EV ที่พร้อมรองรับการให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ สำหรับลูกค้า GWM ORA 5 EV ที่สนใจสามารถตรวจสอบสิทธิ์เพื่อซื้อแพคเกจขยายระยะเวลารับประกันแบทเตอรี และรถยนต์ ได้ที่ GWM Partner Store ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคม 2569
.............................................................................................................................
Chery Group ฉลองการผลิตรถยนต์ในไทย ครบ 20,000 คัน
Chery Group ฉลองการผลิตรถยนต์ครบ 20,000 คัน ณ โรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) จ.ระยอง นับเป็นก้าวสำคัญในการตอกย้ำศักยภาพด้านการผลิตของ Chery Group ในประเทศไทย หลังเริ่มเดินสายการผลิตอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา
เซดริก ซุย ประธาน Chery Group (ประเทศไทย) กล่าวว่า การประกอบรถยนต์ครบ 20,000 คัน ณ โรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ จ.ระยอง ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับ Chery Group โดยหมุดหมายสำคัญในครั้งนี้ สะท้อนถึงรากฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การลงทุนในระยะยาวของเราในประเทศไทย และยังเป็นเครื่องพิสูจน์ความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคชาวไทย พันธมิตรทางธุรกิจ และภาครัฐมีต่อยานยนต์ภายใต้ Chery Group มาโดยตลอด หมุดหมายนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุน และผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ความสำเร็จในครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากขาดพนักงานชาวไทย และทีมงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายวิศวกรรม ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ และพนักงานประจำสายการผลิต ที่ทุ่มเทแรงกาย และแรงใจตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเดินสายการผลิต ในการร่วมกันสร้างมาตรฐานการทำงานที่มีคุณภาพในทุกขั้นตอน จนสามารถผลิตรถยนต์คุณภาพได้ครบ 20,000 คันภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือน
ดังนั้น ผมขอเป็นตัวแทนของ Chery Group ขอบคุณพนักงานทุกคนที่มีส่วนร่วมผลักดันให้เกิดความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของบุคลากรไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต และเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ที่สำคัญของภูมิภาค และของโลกได้เป็นอย่างดี
โรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ของ Chery Group ตั้งอยู่ที่ อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง เริ่มเดินสายการผลิตอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 ในปัจจุบันโรงงานแห่งนี้ได้ผลิตรถยนต์ภายใต้ Chery Group ครอบคลุมทั้งแบรนด์ Omoda & Jaecoo และ Chery รวมทั้งสิ้น 4 รุ่น ได้แก่ Omoda C5 EV, Jaecoo 5 EV, Jaecoo 6 EV และ Chery V23 เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และการส่งออกในอนาคต โดย Chery Group มีแผนเพิ่มไลน์การผลิตของรถยนต์รุ่นอื่นๆ จากกหลากหลายแบรนด์เพิ่มเติมทั้ง Lepas, iCAUR และ Luxeed รวมถึงรถยนต์เทคโนโลยี REEV (Range-Extended Electric Vehicle) อีกด้วย
ทั้งนี้ Chery Group กำลังดำเนินการสร้างสนามทดสอบรถยนต์ (Proving Ground) ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40,000 ตรม. ภายในพื้นที่ของโรงงาน โดยออกแบบมาเพื่อทดสอบรถยนต์ในถนนจำลองที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากที่สุดก่อนส่งมอบถึงมือลูกค้า ซึ่งจะประกอบไปด้วยเส้นทางทดสอบเฉพาะทางหลากหลายรูปแบบ ทั้งเส้นทางทดสอบความทนทาน อาทิ ถนนลูกระนาด ถนนหินกรวด เส้นทางทดสอบการควบคุมรถ และระบบเบรค อาทิ ถนนคดเคี้ยว ถนนทดสอบระบบเบรค ABS และเส้นทางตรงเพื่อทดสอบการขับขี่ความเร็วสูง รวมถึงพื้นที่ทดสอบเฉพาะทางอย่างบ่อทดสอบการลุยน้ำ และลานทดสอบการไต่ทางลาดชัน
นอกจากนี้ สนามทดสอบแห่งนี้ยังสามารถรองรับพื้นที่จอดรถ และเตรียมความพร้อมก่อนส่งมอบ (PDI) ได้มากถึง 350 คัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง และความมั่นใจให้แก่กระบวนการควบคุมคุณภาพรถยนต์ของ Chery Group ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
การเฉลิมฉลองหมุดหมายสำคัญในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวของ Chery Group ในการสนับสนุน และผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน การสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนประกอบภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในระยะยาว
.............................................................................................................................
Differential เผยผลวิจัยเจ้าของรถ 64 % ตั้งใจซื้อรถใหม่แบรนด์เดิม
บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยการตลาดชั้นนำ เปิดเผยรายงานผลการศึกษา “2026 Thailand Service Customer Experience Index (Service CXI) Study” และ “2026 Thailand Product Customer Experience Index (Product CXI) Study” ซึ่งอ้างอิงข้อมูลการศึกษาวิจัยจากเจ้าของรถยนต์จำนวน 2,651 ราย พร้อมเปรียบเทียบแนวโน้มการตัดสินใจในการซื้อรถคันต่อไปของคนไทยในช่วงปี 2567-2569
"ซื้อรถใหม่แบรนด์เดิม” หรือ “เปลี่ยนแบรนด์ใหม่" (Stay-Switch)
บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) ได้ทำการศึกษาพฤติกรรม “ความภักดีต่อแบรนด์รถยนต์ในกลุ่มเจ้าของรถชาวไทย” อย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2567-ปัจจุบัน) ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง และชัดเจน โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา พฤติกรรมผู้ซื้อรถใหม่ มีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแบรนด์รถที่จะซื้อสูงสุด โดยความตั้งใจที่จะซื้อรถแบรนด์เดิมมีการเปลี่ยนแปลงจาก 46 % ในปี 2567 ลดลงเหลือ 36 % ในปี 2568 และกลับทะยานเพิ่มสูงขึ้นเป็น 64 % ในปี 2569
ในขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะซื้อแบรนด์เดิม หรือแบรนด์ใหม่ได้ลดลงจากระดับสูงสุดที่ 61 % ในปี 2568 และลดลงมาอยู่ที่ 31 % ในปี 2569 (ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าตัวเลข 48 % ในปี 2567) แม้ว่าเจ้าของรถจะตัดสินใจเลือกแบรนด์ได้ชัดเจนขึ้น แต่การแข่งขันก็ไม่ได้ลดความรุนแรงลง โดยมีผู้ที่วางแผนจะเปลี่ยนแบรนด์ยังอยู่ที่ 5 % ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลข 6 % ในปี 2567 ซึ่งมองกลับได้ว่า แม้ความลังเลจะลดลง แต่โอกาสในการแย่งชิงลูกค้าระหว่างแบรนด์ยังเปิดกว้างอยู่ และเจ้าของรถเกือบ 4 ใน 10 รายยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกระบบขุมพลังแบบใดสำหรับรถคันต่อไป (เครื่องยนต์สันดาปภายใน มอเตอร์ไฟฟ้า ไฮบริด หรือพลัก-อิน ไฮบริด) ภาพรวมสถานการณ์ จึงเปลี่ยนจากคำถามที่ว่า "จะซื้อแบรนด์ไหนดี" ไปสู่คำถามที่ว่า "เทคโนโลยีแบบใดที่จะตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตได้ดีที่สุด"
ความภักดีต่อแบรนด์ฟื้นตัวในทุกกลุ่ม แต่ยังเผชิญความท้าทายที่แตกต่างกัน
แบรนด์ญี่ปุ่นยังคงรักษาฐานความภักดีของลูกค้าไว้ได้แข็งแกร่งที่สุด โดยมีเจ้าของรถถึง 69 % ตั้งใจจะซื้อรถแบรนด์เดิมซ้ำ ตามมาด้วยแบรนด์อเมริกันที่ 60 % และแบรนด์จีนที่ 46 % แม้ว่าแบรนด์จีนจะมีตัวเลขการซื้อซ้ำสูงขึ้นจากปีก่อน แต่ยังมีกลุ่มที่ไม่แน่ใจสูงถึง 44 % และมีผู้ตั้งใจเปลี่ยนแบรนด์อีก 11 % ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในบรรดากลุ่มแบรนด์ทั้ง 3 สัญชาติ ความท้าทายของแบรนด์จีนในขณะนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการรับรู้แบรนด์ หรือการทดลองใช้เท่านั้น แต่จะต้องเร่ง “สร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของใน
ช่วงแรก” ให้กลายเป็น “ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ที่ยั่งยืน” ทั้งในด้านคุณภาพ การบริการหลังการขาย เสถียรภาพของราคา มูลค่าราคาขายต่อ และความพร้อมของเครือข่ายการบริการ ส่วนแบรนด์ญี่ปุ่น และอเมริกันนั้น จำเป็นต้องเร่งต่อยอดจุดแข็งด้านชื่อเสียงเดิมเข้ากับนวัตกรรม และทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น
“ชื่อเสียงของแบรนด์” กลับมาเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้าอยู่ต่อ
ในกลุ่มเจ้าของรถที่ตั้งใจจะซื้อแบรนด์เดิมซ้ำ เหตุผลหลัก คือ “ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของแบรนด์” (30 %) รองลงมาคือประสบการณ์ที่ดีในอดีต (25 %) และความพึงพอใจในตัวผลิตภัณฑ์ (22 %) ขณะที่ปัจจัยด้านราคาขายต่อ เพิ่มขึ้นจาก 2 % เป็น 6 % ดังนั้น ความภักดีจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นตลอดวงจรการเป็นเจ้าของ ไม่ใช่แค่ตัวรถเพียงอย่างเดียว สำหรับกลุ่มเจ้าของรถที่ยังลังเล หรือไม่คิดจะซื้อแบรนด์เดิมซ้ำนั้น 71 % ระบุว่าความต้องการ หรือความชอบของตนได้เปลี่ยนไปแล้ว สอดคล้องกับพฤติกรรมการเปลี่ยนรถที่ขยับจากเหตุจำเป็นไปสู่เหตุผลด้านไลฟ์สไตล์มากขึ้น โดยการตัดสินใจเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่เป็นเหตุผลเรื่องการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ หรือรูปแบบการใช้งานรถยนต์เพิ่มขึ้นจาก 14 % เป็น 20 % ในขณะที่เหตุผลเรื่องรถยนต์ไม่สามารถใช้งานได้ปกติ หรือมีปัญหามีสัดส่วนลดลงจาก 50 % เหลือ 36 %
เจ้าของรถมีความชัดเจนเรื่องแบรนด์มากขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระบบขุมพลัง
ความไม่แน่ใจเกี่ยวกับระบบขุมพลังของรถคันต่อไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขยับจาก 17 % ในปี 2567 เป็น 29 % ในปี 2568 และสูงถึง 39 % ในปี 2569 สำหรับรถคันต่อไปนั้น เจ้าของรถ 34 % ยังเลือกรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) อีก 32 % เลือกรถไฮบริด หรือพลัก-อิน ไฮบริด และ 13 % เลือกรถไฟฟ้าแบทเตอรี (BEV) ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามสามารถเลือกได้มากกว่าหนึ่งระบบขุมพลัง ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนถึงทางเลือกที่กำลังพิจารณาอยู่ ไม่ใช่การตัดสินใจเลือกเพียงตัวเลือกเดียว ในกลุ่มผู้ใช้รถไฟฟ้า (BEV) ปัจจุบัน มีเพียง 30 % เท่านั้นที่ระบุว่าจะพิจารณาซื้อรถไฟฟ้าอีกครั้ง ในขณะที่ 46 % ยังมีความไม่แน่ใจเกี่ยวกับระบบขุมพลังที่จะเลือกใช้ในอนาคต สถานการณ์นี้ถือเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับแบรนด์รถไฟฟ้า และเป็นโอกาสให้ผู้ผลิตรถทุกรายควรเน้นสื่อสารให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในประเด็นต่างๆ อาทิ ความเหมาะสมในการใช้งานจริง ต้นทุน ระบบการชาร์จไฟ การบำรุงรักษา และความคุ้มค่าในระยะยาว
ศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมปี 2569 ไม่ได้บอกว่าความภักดีกลับมาแข็งแรงอย่างถาวร แต่บอกว่าผู้บริโภคเริ่มตัดสินใจเรื่องแบรนด์ได้ชัดเจนขึ้น หลังจากปี 2568 เป็นช่วงที่ความลังเลสูงที่สุดในรอบ 3 ปี สิ่งที่แบรนด์ต้องจับตา คือ เมื่อคำถามเรื่องแบรนด์เริ่มมีคำตอบ คำถามเรื่องระบบขุมพลังของรถที่เหมาะกับวิถีชีวิตของลูกค้ากลับยากขึ้นกว่าเดิม
“การแข่งขันรอบต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การดึงลูกค้าออกจากแบรนด์เดิมเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าแบรนด์จะดูแลเขาได้ตลอดอายุการใช้งาน และช่วยให้เขาเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับชีวิตจริงได้ แบรนด์ที่อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย สร้างประสบการณ์บริการที่สม่ำเสมอ และรักษามูลค่าของรถได้ จะมีโอกาสเปลี่ยนความชัดเจนในวันนี้ให้เป็นความภักดีในระยะยาว”































