ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์/31/Oct/2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ ผู้ใช้น้ำมันบางชนิดได้เฮกับการลดภาษีน้ำมัน แต่ก็แค่ 3 เดือนเท่านั้น พร้อมตามติดด้วยข่าวสารยานยนต์ในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งเปิดตัวรถใหม่ และแผนรุกตลาด และการแข่งขันในช่วงสุดท้ายของปีนี้Highlight
ลดภาษีน้ำมัน E20-B20 นาน 3 เดือน !
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบลดภาษีสรรพสามิต สำหรับน้ำมันเอทานอล E20 ลดลง 5.60 บาท/ลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาท/ลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569-27 มกราคม 2570 เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร และผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง รวมถึงประชาชนทั่วไป เพราะอยากให้ทุกคนหันมาพิจารณาใช้น้ำมันทั้ง 2 ประเภทนี้ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยพยุงราคาขึ้นมา และจะทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันลดลง
กระทรวงพลังงานได้รับยอดการปรับลดภาษีสรรพสามิตที่ ครม. อนุมัติสำหรับน้ำมันทั้ง 2 ประเภทเรียบร้อยแล้ว และจะมีการหารืออีกครั้งเพื่อกำหนดรายละเอียดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ เพื่อทำให้ตัวเลขราคาหน้าปั๊มชัดเจน แต่ต้องรอผลการประชุมก่อน ซึ่งมาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ลดต้นทุนในภาคการขนส่ง และภาคธุรกิจ การสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรไทย ทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
.........................................................................................................................................
BMW เปิดตัว 7 Series ใหม่
บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย)ฯ เปิดตัว BMW 7 Series ใหม่ ฉลองความประณีตแห่งงานฝีมือเข้ากับศาสตร์ และศิลป์แห่งยนตรกรรม ผ่านงาน “Driven by Dedication”
คริส จู ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า ผลงานชิ้นเอกทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ หรือวิศวกรรม ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากความมุ่งมั่นอันแรงกล้า นิทรรศการ “Driven by Dedication” นี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราได้นำเสนอมรดกทางศิลปะอันทรงคุณค่าตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมาของ BMW
ควบคู่กับก้าวต่อไปของยนตรกรรมซีดานระดับฟแลกชิพของเรา โดย BMW 7 Series ใหม่ คือ ผลงานศิลปะแห่งโลกยานยนต์ที่หลอมรวมความประณีตของงานฝีมือ สุนทรียภาพแห่งความสะดวกสบายระดับเฟิร์สต์คลาสส์ และนวัตกรรมล้ำยุคอย่างเทคโนโลยี Neue Klasse เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเราที่ไม่เคยหยุดก้าวสู่อนาคต
ไม่เพียงแค่งานทัศนศิลป์ที่สะกดสายตา งาน “Driven by Dedication” ยังร่วมเฉลิมฉลองศิลปะแห่งเสียงดนตรี ผ่านประสบการณ์ BMW Immersive Sound Experience แบบอินเตอร์แอคทีฟ ทั้งบริเวณพื้นที่จัดแสดง และภายในห้องโดยสารของ BMW 7 Series ใหม่ ด้วยสุดยอดเทคโนโลยีจาก Bowers & Wilkins และ Dolby Atmos ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินสามารถรังสรรค์มิติเสียงแบบ 3 มิติ โอบล้อมผู้ฟังจากทุกทิศทาง พาคุณดำดิ่งสู่บทเพลง และเรื่องราวที่หลงใหลได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
พร้อมพลิกโฉมห้องโดยสารให้กลายเป็นคอนเสิร์ทฮอลล์เคลื่อนที่อย่างสมบูรณ์แบบ ประสบการณ์เสียงอันสมจริงนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ BMW ในการมอบความเป็นเลิศในทุกรายละเอียด ด้วยการผสานเทคโนโลยีระบบเสียงขั้นสูงเข้ากับวิศวกรรมเสียงอันพิถีพิถัน เพื่อส่งมอบความคมชัด มิติเสียงที่ล้ำลึก และความแม่นยำเหนือระดับในทุกการเดินทาง
BMW 7 Series ใหม่ นำนวัตกรรมจากเจเนอเรชัน Neue Klasse มาสู่รถยนต์ซีดานระดับหรูของ BMW เป็นครั้งแรก สร้างก้าวกระโดดครั้งสำคัญทั้งการออกแบบ และเทคโนโลยีความหรูหรา
โดยทั้ง 3 รุ่น โดดเด่นด้วยการผสมผสานรูปลักษณ์ใหม่อันสง่างามทรงพลัง ห้องโดยสารที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมดิจิทอล ตอบสนองการใช้งานอย่างอัจฉริยะ ประสบการณ์ความสะดวกสบายระดับเฟิร์สต์คลาสส์สำหรับผู้โดยสาร และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าในทุกมิติ
BMW i7 50 xDrive M Sport ใหม่ (จำกัดจำนวนเพียง 12 คันเท่านั้น)
ราคา 6,999,000 บาท (สี Single-tone) (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพคเกจ BSI Standard)
ราคา 7,599,000 บาท (สี Two-tone) (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพคเกจ BSI Standard)
BMW M760e xDrive ใหม่
คาดการณ์ราคาจำหน่ายไม่เกิน 6,800,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพคเกจ BSI Standard)
BMW 740d xDrive M Sport ใหม่
คาดการณ์ราคาจำหน่ายไม่เกิน 6,800,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพคเกจ BSI Standard)
.........................................................................................................................................
ส.อ.ท. ประกาศยอดผลิตเดือนกันยายน ลดลง ร้อยละ 6.08
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมแถลงข่าวสถานการณ์ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ จำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนกันยายน 2569
สุวัชร์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบเหตุอุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งบางพื้นที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หลายแห่ง เช่น ในพื้นที่เขตนิคมอมตะซิที จังหวัดชลบุรีที่มีระดับน้ำท่วมสูง ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่ง แม้ตัวโรงงานจะไม่ได้ถูกน้ำท่วม แต่ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เนื่องจากขาดชิ้นส่วนในการผลิต เส้นทางขนส่งไม่สะดวก รวมถึงพนักงานได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจสมาชิกตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม ทุกโรงงานได้กลับมาเดินสายการผลิตเป็นปกติแล้ว ส่วนผลกระทบด้านการผลิตจะสะท้อนให้เห็นในตัวเลขที่จะรายงานในเดือนพฤศจิกายนต่อไป
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ยังประเมินว่าผลกระทบจากอุทกภัยดังกล่าวยังไม่กระทบต่อเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 2569 โดยยังคงเป้าหมายที่ 1,450,000 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 900,000 คัน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน โดยหลายๆ โรงงานได้วางแผนเร่งดำเนินการผลิตให้กลับมาตามแผนเดิม
ในส่วนของผู้บริโภคที่รถของท่านเกิดความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม สมาชิกผู้ผลิตรถยนต์ และจักรยานยนต์เกือบทุกบริษัท ได้มีการออกแคมเปญ ทั้งการให้ส่วนลดค่าแรง ค่าอะไหล่ ค่าบริการ การให้ส่วนลดสำหรับซื้อรถยนต์ใหม่ รวมถึงนโยบายพักชำระหนี้ชั่วคราว โดยท่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ Facebook หรือ Website ของ FTI และ TAIA ได้
ขณะนี้ เรายังรอประกาศอย่างเป็นทางการสำหรับมาตรการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป การปรับภาษีนี้จะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ลงทุน และผลิตในประเทศไทย รวมทั้งส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาว และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
อุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ มีผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 ราย และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน และวัตถุดิบ อุตสาหกรรมสนับสนุน ผู้ประกอบการ SMEs ไปจนถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมให้เกิดการผลิตในประเทศจึงช่วยกระจายประโยชน์ไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ยอดผลิต และยอดจำหน่ายในประเทศเป็นบวก ในขณะที่ยอดส่งออกลดลง โดยยอดจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 521,000 คัน แต่ตลาดรถกระบะยังหดตัวต่อ โดยเฉพาะในกลุ่มกระบะบรรทุก ซึ่งเป็นรถสำหรับคนทำมาหากิน เช่น เกษตรกร และพ่อค้าแม่ค้า ที่ประสบปัญหาเรื่องสินเชื่อที่เข้มงวด ผม และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คาดหวังจะเห็นมาตรการ “กระตุ้น”ตลาด โดยเฉพาะตลาดกระบะซึ่งเป็น Product Champion ของประเทศจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม และเร่งด่วน เพื่อผลิตได้ในเดือนกันยายน 2569 รักษาระดับการผลิต และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน รวมถึง Ecosystem ของ Product Champion ไว้
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ รายงานสถิติอุตสาหกรรมยานยนต์ประจำเดือนกันยายน 2569
การผลิต
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนกันยายน 2569 มีทั้งสิ้น 120,319 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 6.08
โรงงานบางแห่งต้องหยุดผลิตชั่วคราวตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน-กลางเดือนตุลาคม 2569 จากการขาดชิ้นส่วนที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่สามารถส่งมอบได้เพราะปัญหาน้ำท่วม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อยอดการผลิตในเดือนตุลาคม
รถยนต์นั่งสันดาปใน เดือนกันยายน 2569 ผลิตได้ 15,715 คัน ลดลงร้อยละ 27.78 มีสัดส่วนร้อยละ 13.06 ของยอดผลิตทั้งหมด ผลิตรถยนต์นั่ง HEV 17,151 คัน ลดลงร้อยละ 3.99 มีสัดส่วนร้อยละ 14.25 ของยอดผลิตทั้งหมด ผลิตรถกระบะบรรทุก 9,460 คัน ลดลงร้อยละ 4.71 ผลิตรถกระบะ Double Cab 44,465 คัน ลดลงร้อยละ 11.24 ส่งผลให้ผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก 81,068 คัน ลดลงร้อยละ 7.09 จากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว มีสัดส่วนร้อยละ 67.38 ของยอดผลิตทั้งหมด และผลิตเพื่อขายในประเทศ 39,251 คัน ลดลงร้อยละ 3.91 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว มีสัดส่วนร้อยละ 32.62 ของยอดผลิตทั้งหมด
ปัจจุบันทุกโรงงานกลับมาผลิตได้ตามปกติแล้ว คาดว่าคงผลิตได้ 1,450,000 คันตามเป้าที่ตั้งไว้
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,080,030 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 0.39
รถยนต์นั่ง เดือนกันยายน 2569 ผลิตได้ 46,462 คัน ลดลงร้อยละ 6.09 จากเดือนกันยายน 2568 แบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine (ICE) มีจำนวน 15,715 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 27.78
• รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle (BEV) มีจำนวน 9,894 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 55.20
• รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) มีจำนวน 3,702 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 6.56
• รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle (HEV) มีจำนวน 17,151 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 3.99
สำหรับยอดผลิตรถยนต์นั่งตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 396,067 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 0.09 โดยคิดเป็นร้อยละ 36.67 ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด แบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine (ICE) มีจำนวน 125,254 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 32.05
• รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle (BEV) มีจำนวน 70,472 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 71.12
• รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) มีจำนวน 18,792 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 18.92
• รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle (HEV) มีจำนวน 181,549 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 17.58
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนกันยายน 2569 ไม่มีการผลิต และเมื่อรวมตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ไม่มีการผลิตเช่นเดียวกัน
รถยนต์บรรทุก เดือนกันยายน 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 73,857 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 6.07 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 683,963 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 0.57
สำหรับรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกันยายน 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 72,195 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 6.81 คิดเป็นร้อยละ 60.00 ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 670,421 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 0.39 แบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก มีจำนวนสะสม 107,693 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 1.20
• รถกระบะ Double Cab ICE มีจำนวนสะสม 416,790 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 2.96
• รถกระบะ Double Cab BEV มีจำนวนสะสม 3,230 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 1,335.56
• รถกระบะ PPV มีจำนวนสะสม 142,708 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 4.26
สำหรับรถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนกันยายน 2569 ผลิตได้ 1,662 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 43.52 และรวมตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตได้ 13,542 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 91.92
ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนกันยายน 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 81,068 คัน คิดเป็นร้อยละ 67.38 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 7.09 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 686,647 คัน คิดเป็นร้อยละ 63.58 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 3.41
สำหรับรถยนต์นั่ง เดือนกันยายน 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกจำนวน 16,740 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 25.23 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 145,334 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 7.52
สำหรับรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกันยายน 2569 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 64,328 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 0.83 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 541,313 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 2.24 แบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก มีจำนวนสะสม 56,517 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 5.44
• รถกระบะ Double Cab มีจำนวนสะสม 372,446 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 4.23
• รถกระบะ PPV มีจำนวนสะสม 112,350 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 6.98
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนกันยายน 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 39,251 คัน คิดเป็นร้อยละ 32.62 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 3.91 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 393,383 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 7.79
สำหรับรถยนต์นั่ง เดือนกันยายน 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจำนวน 29,722 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 9.74 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 250,733 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 5.10
สำหรับรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกันยายน 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 7,867 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 37.60 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 129,108 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 8.20 แบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก มีจำนวนสะสม 51,176 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 9.73
• รถกระบะ Double Cab มีจำนวนสะสม 47,574 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 16.52
• รถกระบะ PPV มีจำนวนสะสม 30,358 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 4.70
รถจักรยานยนต์
เดือนกันยายน 2569 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 195,723 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 4.80 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 154,389 คัน ลดลงร้อยละ 1.50 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 41,334 คัน ลดลงร้อยละ 15.40 เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน 2568
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-กันยายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,854,495 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 0.27 โดยแยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,501,156 คัน ลดลงร้อยละ 0.91 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 353,339 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.56 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568
ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกันยายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 55,255 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2569 ร้อยละ 7.61 และเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 14.28 โดยเพิ่มขึ้นเพราะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก รถยนต์ไฟฟ้า BEV มียอดขาย 16,626 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.61 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว รถกระบะยังคงมียอดขายลดลงโดยขายได้ 10,315 คัน ลดลงร้อยละ 7.11 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว
จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอเพราะค่าครองชีพสูง และแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตรถกระบะที่ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศกว่าร้อยละ 90 และใช้น้ำมัน B20 ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยให้เกษตรกรผลิตได้มากขึ้น ยังคงผลิตลดลง ทำให้อุตสาหกรรมสนับสนุนที่เป็นซัพพลายเชนรถกระบะทั้งที่เป็นบริษัทคนไทย และบริษัทญี่ปุ่นผลิตลดลงเช่น ผู้ผลิตหม้อน้ำ ท่อไอเสีย เบาะนั่ง วิทยุ เครื่องปรับอากาศ กระจก เหล็ก ล้อยาง เครื่องยนต์ ปิโตรเคมี ผู้ผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายใน และ ฯลฯ ผลิตลดลงไป 300,000 ชิ้นด้วย และยังมีพนักงานขาย และช่างของโชว์รูมรถกระบะ พนักงานสถาบันการเงิน พนักงานขายประกัน
เจ้าของ และพนักงานขายอุปกรณ์ตกแต่ง ฟีล์มกันความร้อนก็มีรายได้ลดลง รัฐบาลก็เก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีรายได้นิติบุคคล ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาลดลงไปด้วย ทำให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีติดลบมากขึ้น ฐานะการคลังลดความแข็งแกร่งลง รัฐบาลต้องกู้เงินจนหนี้สาธารณะสูงเกือบติดเพดาน ใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60 % การผลิตรถกระบะเป็นการย้ายฐานการผลิตจากประเทศญี่ปุ่นมาผลิตในประเทศไทยแห่งเดียว เพื่อผลิตส่งออกไปกว่า 120 ประเทศ โดยมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนรถยนต์ที่ส่งออก และผลิตขายในประเทศตามความนิยมของคนไทยที่ซื้อไปประกอบอาชีพหลากหลายหารายได้ให้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สามารถผลิตรถกระบะได้จำนวนมาก ต้นทุนการผลิตรถกระบะในประเทศไทยจึงถูกกว่าผลิตในประเทศอื่น เป็น Product Champion ของประเทศไทย เมื่อการจ้างงานซึ่งมีอยู่แล้วต้องลดลง เพราะรัฐบาลเพิกเฉยต่อปัญหารถกระบะที่ลดลงมาเป็นเวลากว่า 3 ปีทำให้ผลิตลดลง 300,000 กว่าคัน แสดงถึงความละเลยเพิกเฉยในหน้าที่ และความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ไม่สามารถรักษาการจ้างงานที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่ได้ ย่อมส่งผลต่อความยั่งยืนในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจของประเทศไทยจึงเติบโตในอัตราต่ำ และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศในอาเซียน ส่งผลให้การลงทุนจากต่างประเทศ และนักลงทุนในประเทศเติบโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาหลายปี การสร้างงานจึงเกิดขึ้นน้อยมาก เมื่อรวมกับการไม่สามารถ "รักษางาน" ที่มีอยู่แล้ว จึงส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราสูงได้อย่างยั่งยืน
ท่านปาสกาล โดโนฮิว กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายองค์ความรู้กลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่าเรื่องการสร้างงานจะเป็นประเด็นหลักของการประชุมครั้งนี้ การให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับคุณค่าของการสร้างงาน และการรักษาการจ้างงาน ท่านกล่าวว่า เงินทุนเป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า นั่นคือ การพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสร้างงานให้ประชาชน หากไม่มีการสร้างงาน การพัฒนาเศรษฐกิจจะยิ่งยากขึ้น การมีงานทำมีความสำคัญต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากเศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ ปัญหาหนี้ก็สามารถบริหารจัดการได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น
รถกระบะ และรถกระบะ Double Cab ยังคงขายลดลงร้อยละ 11.50 และ 4.95 ตามลำดับจากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินตามข้อมูลจากธนาคารเพราะเศรษฐกิจยังขยายตัวในอัตราต่ำ รายได้ SME ยังอ่อนแอ ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนยังคงสูง
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอเสนอรัฐบาลช่วยเหลือการผลิตรถกระบะที่ปีนี้จะได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปที่ตลาดตะวันออกกลางจากสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นกว่า 9 เดือนแล้ว ส่งผลให้ส่งออกรถกระบะที่ปีที่แล้วมีมากกว่า 100,000 คัน ลดลงไปแล้ว 33,118 คัน หรือลดลงร้อยละ 37.73 ของยอดส่งออกรถกระบะไปตลาดตะวันออกกลาง โดยกระตุ้นให้มีการปล่อยสินเชื่อซื้อรถกระบะในประเทศมากขึ้นจากปีที่แล้ว ซึ่งจะทำให้การผลิตรถกระบะไม่ลดลงจากปีที่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ซัพพลายเชนทั้งหลายยังคงรักษาจำนวนการผลิตชิ้นส่วนได้ สามารถรักษาการจ้างงาน และอาจเพิ่มการจ้างงานได้ด้วยเมื่อเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น การลงทุนเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น หนี้สาธารณะลดลง หนี้ครัวเรือนลดลง หนี้เสียลดลง สถาบันการเงินเข้มแข็งขึ้น เป็นการเริ่มต้นเศรษฐกิจเติบโตในอัตรามากกว่าร้อยละ 3 และ 4 และ 5 จนประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงเป็นประเทศพัฒนาร่ำรวยแล้วเร็วขึ้น ทั้งหมดนี้อยู่ที่ความสามารถของผู้นำรัฐบาลที่หลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างความเจริญเติบโตของประเทศให้มากกว่าหรือน้อยกว่าประเทศอื่นได้
จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตรถยนต์สันดาปภายใน และรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อปกป้อง และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ประเทศไทยให้เติบโตเป็นฐานผลิตยานยนต์ และส่งออกยานยนต์ที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลกต่อไป
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 39,907 คัน เท่ากับร้อยละ 72.22 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 25.80 แบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) จำนวน 7,776 คัน เท่ากับร้อยละ 14.07 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 14.50
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) จำนวน 16,404 คัน เท่ากับร้อยละ 29.69 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 80.13
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) จำนวน 1,497 คัน เท่ากับร้อยละ 2.71 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 137.24
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV จำนวน 117 คัน เท่ากับร้อยละ 0.21 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 21.48
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) จำนวน 14,113 คัน เท่ากับร้อยละ 25.54 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 10.78
ยอดขายรถกระบะ แบ่งเป็น
• รถกระบะ (Pickup 1 Ton) จำนวน 5,003 คัน เท่ากับร้อยละ 9.05 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 11.50
• รถกระบะ BEV (Pickup 1 Ton) จำนวน 6 คัน โดยในเดือนกันยายน 2568 ไม่มีการจำหน่าย
• รถกระบะ Double Cab จำนวน 5,106 คัน เท่ากับร้อยละ 9.24 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 4.95
• รถกระบะ Double Cab BEV จำนวน 197 คัน เท่ากับร้อยละ 0.36 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 310.42
• รถกระบะ Double Cab REEV ไม่มีการจำหน่ายในเดือนกันยายน 2569 ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 100.00
• รถกระบะ Double Cab HEV จำนวน 3 คัน เท่ากับร้อยละ 0.01 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 87.50
ส่วนรถ PPV มีจำนวน 2,564 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 19.65
ส่วนรถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน มีจำนวน 1,401 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 6.14 และรถบรรทุกไฟฟ้า (BEV) ในกลุ่มขนาดเดียวกันมีจำนวน 19 คัน โดยในเดือนกันยายน 2568 ไม่มีการจำหน่าย
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 151,434 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2569 ร้อยละ 3.99 และเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 12.64
ตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 รถยนต์มียอดขายรวม 521,226 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 16.35
สำหรับยอดขายรถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ แบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) จำนวน 77,837 คัน เท่ากับร้อยละ 14.93 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 20.20
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) จำนวน 161,532 คัน เท่ากับร้อยละ 30.99 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 98.56
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) จำนวน 9,798 คัน เท่ากับร้อยละ 1.88 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 45.28
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV จำนวน 1,312 คัน เท่ากับร้อยละ 0.25 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 126.21
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) จำนวน 116,431 คัน เท่ากับร้อยละ 22.34 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 13.95
ยอดขายรถกระบะ
• รถกระบะ (Pickup 1 Ton) จำนวน 47,552 คัน เท่ากับร้อยละ 9.12 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 16.11
• รถกระบะ BEV (Pickup 1 Ton) จำนวน 31 คัน โดยช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ไม่มีการจำหน่าย
• รถกระบะ Double Cab จำนวน 53,681 คัน เท่ากับร้อยละ 10.30 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 7.60
• รถกระบะ Double Cab BEV จำนวน 1,704 คัน เท่ากับร้อยละ 0.33 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 219.10
• รถกระบะ Double Cab REEV จำนวน 22 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 69.23
• รถกระบะ Double Cab HEV จำนวน 225 คัน เท่ากับร้อยละ 0.04 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 603.13
ส่วนรถ PPV มีจำนวน 29,512 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 4.91
ส่วนรถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน มีจำนวน 13,168 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 20.09 และรถบรรทุกไฟฟ้า (BEV) ในกลุ่มขนาดเดียวกันมีจำนวน 143 คัน โดยช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ไม่มีการจำหน่าย
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขายสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 จำนวน 1,414,308 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 7.52
การส่งออก
ตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเพราะส่งออกรถยนต์ไปตลาดเอเชียซึ่งใหญ่อันดับ 2 มีสัดส่วนร้อยละ 28.61 ของยอดส่งออก รองจากตลาดออสเตรเลีย และโอเชียเนีย ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 29.30 ของยอดส่งออกทั้งหมด โดยส่งออกได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.16 จากเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่ยังคงส่งออกไปตะวันออกกลางได้แค่ 14,419 คัน ลดลงร้อยละ 30.60 จากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหราน ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปีนี้ยอดการส่งออกรถกระบะลดลงไป 33,118 คัน หรือลดลงร้อยละ 37.73 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสงครามจะยุติถาวรได้เมื่อไร ยังคาดว่าน่าจะส่งออกได้ 900,000 คันตามเป้า
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนกันยายน 2569 ส่งออกได้ 89,972 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 4.55 มีรายละเอียดดังนี้
• รถกระบะ จำนวน 54,559 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 60.64 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 11.15
• รถกระบะ BEV จำนวน 248 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.28 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 588.89
• รถยนต์นั่ง ICE จำนวน 7,491 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 8.33 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 54.85
• รถยนต์นั่ง BEV จำนวน 867 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.96 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 10.80
• รถยนต์นั่ง PHEV จำนวน 982 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 1.09 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 128.37
• รถยนต์นั่ง HEV จำนวน 9,636 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 10.71 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 110.16
รถ PPV จำนวน 16,189 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 17.99 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 12.78
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ในเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่า 63,130.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 13.18 และมูลค่าการส่งออกเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์ มีรายละเอียดดังนี้
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,501.75 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 18.58
• ชิ้นส่วนรถยนต์มีมูลค่าการส่งออก 14,800.77 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 4.78
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,222.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 9.32
รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์ ในเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 82,654.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 8.15
รถจักรยานยนต์
เดือนกันยายน 2569 มีจำนวนรถจักรยานยนต์ส่งออก 74,353 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 1.14 โดยมีมูลค่าการส่งออก 5,087.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 15.57
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 189.02 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 13.77
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 259.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 11.48
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ ในเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 5,536.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 14.05
ดังนั้น ในเดือนกันยายน 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าทั้งสิ้น 88,191.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 8.50
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป จำนวน 655,009 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 4.94 แบ่งเป็น
• รถกระบะ จำนวน 401,018 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 61.22 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 6.23
• รถกระบะ BEV จำนวน 1,231 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.19 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 500.49
• รถยนต์นั่ง ICE จำนวน 53,406 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 8.15 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 54.77
• รถยนต์นั่ง BEV จำนวน 13,002 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 1.99 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 315.66
• รถยนต์นั่ง PHEV จำนวน 4,171 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.64 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 458.37
• รถยนต์นั่ง HEV จำนวน 74,401 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 11.36 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 94.34
รถ PPV จำนวน 107,780 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 16.45 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 6.78
มูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนมกราคม-กันยายน 2569 รวมทั้งสิ้น 453,630.38 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 1.93 ส่วนมูลค่าการส่งออกเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์ มีรายละเอียดดังนี้
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 27,871.54 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 1.47
• ชิ้นส่วนรถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 137,950.32 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 5.96
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 18,629.10 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 7.73
รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์ เดือนมกราคม-กันยายน 2569 มีมูลค่า 638,081.34 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 2.99
รถจักรยานยนต์
เดือนมกราคม-กันยายน 2569 มีจำนวนรถจักรยานยนต์ส่งออก จำนวน 672,159 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 4.17 มีมูลค่า 47,668.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 4.05
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 2,366.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 35.58
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 2,330.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 17.82
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ เดือนมกราคม-กันยายน 2569 มีทั้งสิ้น 52,365.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 5.71
เดือนมกราคม-กันยายน 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 690,446.67 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 2.38
ข้อมูลจดทะเบียนที่ใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เดือนกันยายน 2569 (เฉพาะ รย.1)
เดือนกันยายน 2569 มีรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 52,577 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 21.51 แบ่งเป็น
• ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 19,176 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 104.00
• ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 7,989 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 24.55
• ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 8,564 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 17.11
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 14,769 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 27.42
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 2,077 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 52.72
• อื่นๆ มีจำนวน 2 คัน ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วไม่มียอดจดทะเบียน
เดือนมกราคม-กันยายน 2569 มีรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่สะสมที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 484,165 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 18.49 แบ่งเป็น
• ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 165,040 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 95.18
• ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 80,183 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 24.80
• ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 92,727 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 4.52
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 130,213 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 23.66
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 15,985 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 6.54
• อื่นๆ มีจำนวน 17 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 750.00
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนกันยายน 2569
เดือนกันยายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่ จำนวน 22,587 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 89.71 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 19,425 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 98.56
-รถยนต์นั่ง จำนวน 19,183 คัน
-รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 225 คัน
-รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 12 คัน
-รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 5 คัน
• รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 285 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 1,195.45
• รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 2,811 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 37.12
-รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 2,810 คัน
-รถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 1 คัน
• รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 3 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 200.00
• รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 2 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 84.62
• รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 61 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 64.86
เดือนมกราคม-กันยายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสม จำนวน 191,273 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กันยายนปีที่แล้วร้อยละ 83.03 แบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 167,789 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 93.26
-รถยนต์นั่ง จำนวน 165,101 คัน
-รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 2,613 คัน
-รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 32 คัน
-รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 43 คัน
• รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 934 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 108.02
• รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 33 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 106.25
-รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล จำนวน 33 คัน
• รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 22,062 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 30.68
-รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 22,059 คัน
-รถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 3 คัน
• รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 111 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 8.82
• รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 344 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 45.76
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนกันยายน 2569
เดือนกันยายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่จำนวน 14,859 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 27.78 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 14,793 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 27.91
-รถยนต์นั่ง จำนวน 14,769 คัน
-รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 3 คัน
-รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 16 คัน
-รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 5 คัน
• รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 66 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 3.13
-รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 66 คัน
เดือนมกราคม-กันยายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 131,066 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายนปีที่แล้วร้อยละ 23.19 แบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 130,321 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 23.44
-รถยนต์นั่ง จำนวน 130,213 คัน
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 14 คัน
-รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 37 คัน
-รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 57 คัน
• รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 745 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 9.37
-รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 745 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนกันยายน 2569
เดือนกันยายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่ จำนวน 2,078 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 53.36 แบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 2,078 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 53.36
-รถยนต์นั่ง จำนวน 2,077 คัน
-รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 1 คัน
เดือนมกราคม-กันยายน 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 15,994 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายนปีที่แล้วร้อยละ 6.37 แบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 15,994 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายนปีที่แล้วร้อยละ 6.37
-รถยนต์นั่ง จำนวน 15,985 คัน
-รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 6 คัน
-รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 3 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 30 กันยายน 2569
ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 561,978 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 70.14 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 447,927 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 82.30
-รถยนต์นั่ง มีจำนวน 434,993 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 81.63
-รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 9,412 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 105.14
-รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 290 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 29.46
- รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 383 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 52.59
-รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 6 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 100.00
- รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 2,843 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 147.43
• รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 2,487 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 88.27
• รถยนต์สามล้อ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,055 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 1.93
-รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล มีจำนวน 160 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 26.98
-รถยนต์รับจ้างสามล้อ มีจำนวน 895 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 1.54
• รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 105,867 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 35.10
-รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 105,640 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 35.15
-รถจักรยานยนต์สาธารณะ มีจำนวน 227 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 110.19
• อื่นๆ
-รถโดยสาร มีจำนวนทั้งสิ้น 2,996 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 4.87
-รถบรรทุก มีจำนวนทั้งสิ้น 1,646 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 48.56
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 30 กันยายน 2569
ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 734,831 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 27.95 แบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 724,279 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.34
-รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 519 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 1.17
-รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 285 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 24.45
-รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 396 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 20.36
-รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 9 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
-รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 939 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 92.42
• รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
• รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 10,549 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 6.26
-รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 10,549 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 6.26
• อื่นๆ
-รถโดยสาร มีจำนวนทั้งสิ้น 2 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 30 กันยายน 2569
ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 97,183 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 24.50 แบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 97,183 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 24.50
-รถยนต์นั่ งมีจำนวน 97,088 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 24.50
-รถยนต์โดยสารรับจ้างไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
-รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 44 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 10.00
-รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 31 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 14.81
-รถยนต์บริการให้เช่า ไม่มียอดจดทะเบียน ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 มียอดจดทะเบียน จำนวน 4 คัน
-รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 19 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 216.67
.........................................................................................................................................
Changan ย้ำบทบาทไทย เป็นฐานผลิต และส่งออก
Changan Automobile หรือ Changan ผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) จัดงาน “Changan Day 2026: Go Further Together” ครบรอบ 3 ปี การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะสำนักงานใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งผลักดันประเทศไทยให้เป็น ฐานการผลิต และส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ นอกประเทศจีน
Ricky Wu รองประธาน และ Customer Officer บริษัท ฉางอาน ออโต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา Changan จำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยแล้วกว่า 35,000 คัน โดยยอดขาย/ปีเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5,000 คันในปี 2024 เป็น 14,000 คันในปี 2025 และตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ไว้ที่ 30,000 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย/ปี มากกว่า 100 %
ด้านการผลิต Changan Automobile Rayong Factory ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่แห่งแรกของ Changan นอกประเทศจีน ปัจจุบัน ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้ว 2 รุ่น ได้แก่ Deepal S05 และ Nevo Q05 ขณะเดียวกัน Changan ยังเดินหน้าขยายบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญ และส่งออกไปทั่วโลก โดยตั้งเป้าส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศไทย 6,000 คัน ไปยัง 18 ประเทศ และภูมิภาคภายในปี 2569
“ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เราค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าเพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต ในปีแรก เราแนะนำแบรนด์ของเราให้คนไทยรู้จัก ทั้ง Changan Deepal และ AVATR ซึ่งเป็นก้าวแรกของคำมั่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาว ในปีที่ 2 โรงงานผลิตรถยนต์พลังงานใหม่แห่งแรกของเรานอกประเทศจีนเริ่มเปิดดำเนินงาน โดยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ทยอยออกจากสายการผลิต และเข้าสู่ตลาดไทย เริ่มจาก Deepal S05 และ Nevo Q05 สะท้อนถึงการทำตามคำมั่นที่จะลงทุน และสร้างฐานการผลิตในประเทศไทย
ส่วนในปีที่ 3 เรายังคงเปลี่ยนคำมั่นให้เป็นการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง แบรนด์ และผลิตภัณฑ์ของเราได้รับการยอมรับ และความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทยมากขึ้น ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เรามุ่งมั่นเติบโตอย่างมั่นคง และมีความรับผิดชอบ เราเชื่อในการทำทุกอย่างให้ดีทีละขั้น พร้อมวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต หากให้สรุป 3 ปีของเราในประเทศไทยด้วยประโยคเดียว ผมขอพูดว่า "เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์" ในนามของ Changan ผมขอขอบคุณรัฐบาลไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สถาบันยานยนต์ สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ สื่อมวลชน และพนักงานทุกคน ที่มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของเราตลอด 3 ปีที่ผ่านมา”
3 ปี 9 รุ่น ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา Changan เปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยแล้ว 9 รุ่น ภายใต้ 2 แบรนด์ ได้แก่ Changan ซึ่งประกอบด้วยรถยนต์ไฟฟ้าซีรีส์ Deepal, Nevo และ Lumin รวมถึง AVATR แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับลักชัวรี โดยมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกตั้งแต่รถที่เน้นการใช้งานจริง และความคุ้มค่า ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม และลักชัวรี รถยนต์หลายรุ่นยังได้รับรางวัล Car of the Year และรางวัลด้านการออกแบบจากสื่อชั้นนำในประเทศไทย
Changan มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบ Tailor-Made ให้เหมาะกับผู้บริโภคชาวไทย ทั้งสภาพถนน ภูมิอากาศ และพฤติกรรมการขับขี่ในประเทศ โดย Deepal S05 ที่ผลิตในประเทศไทยสามารถครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนรถ SUV ไฟฟ้ารายเดือน ขณะที่ Nevo Q05 ซึ่งเปิดตัวในช่วงกลางปี 2026 มียอดจองมากถึง 2,200 คันภายในสัปดาห์แรกหลังเปิดตัว
Changan ครบรอบ 3 ปีในไทย ตอกย้ำบทบาทสำนักงานใหญ่แห่งอาเซียน ผลิตในไทย ส่งออกทั่วโลก
โรงงาน Changan ระยอง ใช้เวลาก่อสร้าง 18 เดือน ด้วยเงินลงทุนรวมมากกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการลงทุนด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2025 โรงงานแห่งนี้ครอบคลุมกระบวนการผลิตหลัก ตั้งแต่การเชื่อม และพ่นสีตัวถัง ไปจนถึงการประกอบขั้นสุดท้าย และการผลิตแบทเตอรีแพค ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ
ในเฟสแรกมีกำลังการผลิตเต็มที่ 100,000 คัน ปัจจุบันผลิตอยู่ที่ 40,000 คัน เป็นขายในประเทศ 80 % และ 20 % ส่งออกไปขายต่างประเทศ เช่น ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอนาคตจะเพิ่มส่งออกไปยังอังกฤษ พร้อมเตรียมแผนเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศจากปัจจุบัน มากกว่า 50 % โดยมีเป้าหมายเพิ่มชิ้นส่วนในประเทศเป็น 60 % พร้อมเตรียมการขยายการผลิต เฟส 2 เป็น 200,000 คัน
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนในประเทศไทยของ Changan ขยายเพิ่มจากกว่า 300 ราย เป็น 413 ราย สะท้อนถึงการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเทคโนโลยี ทักษะ ความรู้ และศักยภาพการผลิต Changan ให้ความสำคัญตั้งแต่การทดสอบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วน และรถยนต์
ประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ของ Changan สำหรับการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังตลาดพวงมาลัยขวาทั่วโลก โดยรถยนต์ไฟฟ้า Deepal S05 ที่ผลิตในประเทศไทยลอทแรกได้ส่งออกไปยังยุโรปในปี 2025 และบริษัทฯ ตั้งเป้าส่งออกรถไฟฟ้าจากประเทศไทย 6,000 คัน ไปยัง 18 ประเทศ และภูมิภาคในปี 2026 รวมถึงการส่งออกอะไหล่ทดแทนจากผู้ผลิตในประเทศไทยที่เป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนของโรงงาน ไปยังประเทศต่างๆ ที่ Changan เปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
การขยายบทบาทดังกล่าวสอดคล้องกับแผน Vast Ocean Plan 2.0 ของ Changan Automobile ที่มุ่งยกระดับบริษัทฯจากผู้ส่งออกรถยนต์ที่ผลิตในจีน สู่การเป็นแบรนด์ยานยนต์ระดับโลกที่มีการดำเนินธุรกิจ การผลิต และการปฏิบัติงานในต่างประเทศอย่างครบวงจร โดยตั้งเป้ายอดขายในต่างประเทศ 1.5 ล้านคันภายในปี 2030
ยกระดับบริการ พร้อมสร้างความรับผิดชอบระยะยาว
Changan เดินหน้าพัฒนาระบบบริการหลังการขายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ตั้งแต่ Call Center ศูนย์เทคนิค ไปจนถึงศูนย์อะไหล่ โดยมีอัตราการซ่อมสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกอยู่ที่ 97.3 % นอกจากนี้ ศูนย์เทคนิคหลังการขายในประเทศไทยยังให้การสนับสนุนการดำเนินงานใน 17 ประเทศ และภูมิภาคทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางบริการระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ Changan ร่วมกับ Ning Service by Catl ลงทุนกว่า 30 ล้านบาท จัดตั้งศูนย์บริการแบทเตอรี และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า Changan (Changan Battery and E-Drive Service Center) ซึ่งรองรับการให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าได้มากกว่า 40 คัน/เดือน ครอบคลุมการตรวจซ่อมแบทเตอรี มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบควบคุมอีเลคทรอนิคส์ ช่วยยืดอายุการใช้งานแบทเตอรี และลดค่าใช้จ่ายจากการเปลี่ยนแบทเตอรีทั้งชุด พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้ และทักษะด้านเทคนิค
จากจีนสู่ช่างชาวไทย
ปัจจุบัน Changan มีพนักงานในประเทศไทย 2,143 คน โดยกว่า 90 % เป็นพนักงานชาวไทย และสนับสนุนบุคลากรไทยก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับกลาง และระดับสูงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ยังมีส่วนสนับสนุนการจ้างงานตลอดห่วงโซ่คุณค่ามากกว่า 30,000 อัตรา
ก้าวไกลไปด้วยกันกับประเทศไทยในอีก 3 ปีข้างหน้า
3 ปีแรกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจของ Changan ในประเทศไทย ในอีก 3 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าขยายธุรกิจให้เติบโตมากกว่า 3 เท่าของระดับปัจจุบัน พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำของประเทศไทยที่เติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในด้านต่างๆ
เพิ่มทางเลือกที่ตอบโจทย์ลูกค้า : เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นหลักใหม่ 12 รุ่น ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย เพื่อให้ลูกค้าที่มีความต้องการ และงบประมาณแตกต่างกันสามารถเลือกรถยนต์ที่เหมาะกับตนเองได้มากขึ้น
เสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิตในประเทศ และพัฒนาบุคลากรไทย : เพิ่มการผลิตชิ้นส่วนสำคัญที่มีมูลค่าสูงในโรงงานระยอง ภายใต้มาตรฐานระดับโลกของ Changan พร้อมตั้งเป้ามีพนักงานในประเทศไทยมากกว่า 3,000 คน ภายในปี 2030 เพิ่มจำนวนผู้บริหารชาวไทย และฝึกอบรมบุคลากรด้านเทคนิคในประเทศมากกว่า 300 คน
ผลิตในไทย ส่งออกสู่ตลาดโลก : โรงงานผลิตรถยนต์พลังงานใหม่แห่งแรกนอกประเทศจีนของ Changan ที่จังหวัดระยอง เริ่มเดินสายการผลิตเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ปัจจุบันผลิต Deepal S05 และ Nevo Q05 ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก
ยกระดับบริการให้เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น : ขยายเครือข่ายบริการให้มีมากกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเพิ่มศูนย์ BP (Body & Paint) ระดับภูมิภาค สำหรับซ่อมตัวถัง และทำสีที่ได้รับการรับรอง และศูนย์ซ่อมเทคนิคระดับ L3 รวมถึงพัฒนาศักยภาพการซ่อมแบทเตอรีในระดับเซลล์ เพื่อให้บริการได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรและสังคมไทย : สนับสนุนดีเลอร์ และพันธมิตรด้านบริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมขับเคลื่อนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อาทิ การปลูกต้นไม้ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า การมอบสื่อการฝึกอบรมด้านยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ให้แก่กระทรวงแรงงานและสถาบันการศึกษาพันธมิตรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย การจัดบริการพิเศษในช่วงฤดูฝน และการฝึกซ้อมรับมือเหตุเพลิงไหม้แบทเตอรีรถยนต์ไฟฟ้าร่วมกับหน่วยดับเพลิงในพื้นที่
ลูกค้า คือ หัวใจสำคัญของทุกการดำเนินงาน
ตั้งแต่โรงงานระยอง และเครือข่ายซัพพลายเออร์ในประเทศ ไปจนถึงเครือข่ายบริการ และการพัฒนาบุคลากรไทย ทุกการลงทุนของ Changan ในประเทศไทยมีเป้าหมายสำคัญร่วมกัน คือ การสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าชาวไทยที่เลือกใช้รถยนต์ของบริษัทฯ ในอีก 10 ปีข้างหน้า และต่อจากนั้น Changan มุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ และสม่ำเสมอให้แก่ลูกค้าทุกคน ผ่านผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 แบรนด์ และทุกซีรีส์ รวมถึงเครือข่ายโชว์รูม และศูนย์บริการ Changan Deepal และ Changan AVATR ทั่วประเทศ
Ricky Wu กล่าวเสริมอีกว่าว่า ความสำเร็จตลอด 3 ปีที่ผ่านมาเกิดจากความไว้วางใจของผู้บริโภคชาวไทย เราเชื่อว่าการแข่งขันในตลาดยานยนต์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่คุณค่าระยะยาวที่บริษัทส่งมอบให้แก่ลูกค้า รถยนต์ควรมีตัวเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับสภาพถนน และภูมิอากาศของไทย รวมถึงเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนไทย เราอยากให้รถยนต์ไฟฟ้า Changan เป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่เป็นเพื่อนร่วมทางที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบาย และอุ่นใจยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าทุกคนมั่นใจได้ตลอดเส้นทางการเป็นเจ้าของรถยนต์ Changan
ประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขยายธุรกิจสู่ระดับโลกของ Changan และจะยังคงเป็นฐานสำคัญในการเติบโตในอนาคต บริษัทฯ มุ่งนำเสนอนวัตกรรม และผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ผลิตในประเทศไทยสู่ตลาดต่างๆ ทั่วโลก พร้อมสร้างโอกาส และพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปด้วยกัน
“นโยบาย 30@30 ของประเทศไทยเป็นนโยบายระดับชาติที่สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศ ทิศทางธุรกิจของ Changan สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว และเราพร้อมมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อ 3 ปีก่อน เราให้คำมั่นว่าจะลงทุนในประเทศไทย วันนี้เรากำลังก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเดินหน้าร่วมกับสังคมไทย และพันธมิตรเพื่อสร้างอนาคตไปด้วยกัน Changan ไม่ได้มองประเทศไทยเป็นเพียงตลาดจำหน่ายรถยนต์ แต่เป็นพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับศักยภาพของคนไทยไปพร้อมกัน”
.........................................................................................................................................
Voyah พร้อมรุกตลาดไทยเต็มพิกัด
AAS Group ตั้งบริษัทลูก เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Voyah รถยนต์ระดับพรีเมียม ภายใต้การบริหารงานของ Dongfeng Motor Group ประเทศจีน รุกตลาดเต็มพิกัด มั่นใจเทคโนโลยี และความสมดุล พร้อมจะสร้างการเติบโต พร้อมแผนการสร้างโรงงานผลิตในประเทศไทย
อนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ กรรมการบริหารบริษัทในเครือ AAS Group ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Voyah เปิดเผยว่า Dongfeng Motor Group เป็นบริษัทฯ ทั่เชื่อมั่นได้ในศักยภาพ และความพร้อมในเรื่องของเทคโนโลยี คุณภาพ และความสมดุล ที่มองว่าจะสามารถสร้างการเติบโตในไทย ประกอบกับศักยภาพของ AAS ที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี จึงพร้อมในการสร้างแบรนด์ Voyah อย่างเป็นทางการในประเทศไทย
Voyah พร้อมเปิดตัว Dream 9 อย่างเป็นทางการในวันที่ 20 พย. นี้ รถเอมพีวีที่ถือเป็นฟแลกชิพของ Dongfeng Motor Group มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศจีน สำหรับประเทศไทย บริษัทฯ พร้อมทุ่มงบการสร้างเครือข่ายด้วยโชว์รูม และศูนย์บริการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฟสแรกจะเปิดตัว โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการในกรุงเทพฯ 4 แห่ง พร้อมขยายออกสู่ต่างจังหวัดโดยรวมกับพาร์ทเนอร์อีก 6 แห่ง โดยในกรุงเทพฯ สาขาแรกจะเปิดให้บริการ วันที่ 1 ธันวาคม สาขาเอกมัย-รามอินทรา และในไตรมาสแรกของปี 2027 จะเปิดที่ Emsphere และในไตรมาส 2 จะเปิดตัวถนนวิภาวดีรังสิต และกัลปพฤกษ์ โดยจะมีบริการหลังการขายอยู่ที่บางนา อีก 1 แห่ง ส่วนในต่างจังหวัดจะเปิดตัวที่เชียงใหม่ ชลบุรี โคราช ภูเก็ต และหาดใหญ่ ส่วนการลงทุนเรื่องของโชว์รูม และศูนย์บริการ ขึ้นอยู่กับสถานที่ ราคาที่ดิน สำหรับสาขาแรก เอกมัย รามอินทรา ใช้เงินลงทุนประมาณ 40-50 ล้านบาท ไม่รวมที่ดินที่มีมูลค่าประมาณ 200-300 ล้านบาท
สำหรับบริการหลังการขาย จะเปิดคลังอะไหล่ คลังสินค้ากลาง สร้างเป็นฮับในการกระจายอะไหล่ เพื่อการบริการที่สะดวก รวดเร็ว
ส่วนการบริการของทีมช่าง บริษัทฯ ได้ส่งทีมเทคนิคไปฝึกอบรมที่ Wuhan เพราะบริษัทฯ มั่นใจว่า การบริการถือเป็นหัวใจหลักในการสร้างแบรนด์ นอกเหนือจากคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์
Voyah Dream 9 เป็นรถยนต์ที่มีคุณภาพสูง ขับสะดวก นั่งสบาย ออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ใช้ มาพร้อมฟังค์ชันครบครันทั้งผู้ขับ และผู้โดยสาร รับประกัน 5 ปี 150,000 กม. สำหรับแบทเตอรี รับประกัน 8 ปี 200,000 กม. บริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ 500 คัน ส่วนปีต่อไปตั้งเป้าไว้ที่ 1,000-1,200 คัน
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแนวคิดเรื่องการลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย เนื่องจาก ปัจจุบัน มีเรื่องของภาษีนำเข้าที่จะส่งผลให้ราคาขายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ช่วงแรกอาจจะมีราคาสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนนี้ ยังต้องพิจารณาในหลายฝ่าย อย่างไรก็ตาม การลงทุนจะต้องเป็นการร่วมทุนกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา และหาแนวทาง ความเป็นไปได้ว่าจะเป็นอย่างไร ถึงจะเหมาะสม
.........................................................................................................................................
CUB House เปิดตัว New Honda Dax สีส้มใหม่
CUB House by Honda เปิดตัว New Honda Dax สีส้มใหม่ “Oranginal” ภายใต้คอนเซพท์ “Dax ฉีกเป็น Oranginal” หยิบเสน่ห์ความคลาสสิคจากวันวานกลับมาเติมสีสันให้ไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับของตัวเอง ด้วยสีส้มที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นต้นฉบับของ Dax ผสานดีไซจ์นเฟรม T-Bone อันเป็นไอคอนิค พร้อมชวนคนมีสไตล์ออกไปฉีกทุกความจำเจ
ย้อนกลับไปในปี 1969 เมื่อ Honda Dax ST50 และ ST70 ถือกำเนิดขึ้น พร้อมดีไซจ์นเฟรม T-Bone ที่โดดเด่น และเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนกลายเป็นหนึ่งในตำนานที่ครองใจผู้ขับขี่มายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ วันนี้ New Honda Dax นำสีส้มที่มีความเก๋าจากวันวาน กลับมาสร้างสีสันอีกครั้งในชื่อ Oranginal ผสานกลิ่นอายความคลาสสิคเข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ สะท้อนตัวตนของคนที่กล้าเลือกและสนุกกับการใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง มาเติมความจี๊ดให้ทุกวันไม่ธรรมดาอีกต่อไป
New Honda Dax สีส้ม Oranginal ยังคงเอกลักษณ์ด้วยเฟรมรูปทรง T-Bone สุดไอคอนิคที่ไม่เคยตกยุค พร้อมรายละเอียดสุดคลาสสิคทั้ง Emblem รหัส ST125 โลโกน้องหมาดัชชุน และ Honda Wing ที่ตอกย้ำ DNA ความเป็น Dax แบบต้นฉบับ เติมความเท่ด้วยท่อไอเสียยกสูงพร้อมแผ่นกันความร้อน ตัดกับไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Full LED ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวรถในทุกมุมมอง
ด้านการขับขี่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 125 ซีซี และระบบเกียร์วน 4 จังหวะ รองรับการเดินทางในหลากหลายจังหวะชีวิต ไม่ว่าจะขี่เที่ยวในเมือง แวะคาเฟ หรือออกไปค้นหาสถานที่ใหม่ๆ พร้อมเบาะนั่งตอนเดียวนุ่มสบาย รองรับ 2 ที่นั่ง ให้ชวนคู่หูออกไปสนุกด้วยกันได้อย่างลงตัว เพิ่มความมั่นใจด้วยระบบจานเบรคหน้า และหลัง พร้อมระบบ ABS ที่ล้อหน้า ช่วยลดความเสี่ยงที่ล้อหน้าจะลอคขณะเบรค
New Honda Dax สีส้มใหม่ Oranginal วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 84,900 บาท พร้อมจำหน่ายควบคู่กับ "สีขาว Original White" และ "สีดำ Original Black" ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสตัวจริงได้ที่ CUB House Flagship Store ทั้ง 16 สาขาทั่วประเทศ
























