สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ที่ยืดเยื้อส่งผลสะเทือนวงการยานยนต์ทั้งระบบ
สงครามพลังงานทำให้ต้นทุนการผลิตรถเพิ่มขึ้นแทบจะทันที เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ใช้พลังงาน และวัตถุดิบจำนวนมาก ทั้งเหล็ก อลูมิเนียม และพลาสติคจากปิโตรเคมี เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งก็ดีดตัวตามไปด้วย
บริษัทผู้ผลิตรถรายใหญ่ เช่น TOYOTA (โตโยตา), VOLKSWAGEN (โฟล์คสวาเกน) และ GENERAL MOTORS (เจเนอรัล มอเตอร์ส) ยังต้องเผชิญอีกปัญหา คือ ซัพพลายเชนสะดุด เพราะการขนส่งทางเรือในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูงขึ้น ค่าลอจิสติกส์เพิ่ม และการส่งชิ้นส่วนอาจล่าช้า
เมื่อโรงงานรถยนต์ทั่วโลกใช้ระบบผลิตแบบ JUST-IN-TIME ที่แทบไม่มีสตอคสำรอง การล่าช้าเพียงไม่กี่วันก็อาจทำให้สายการผลิตต้องหยุดชะงัก
ผลกระทบจากสงครามที่คนใช้รถโดนทันที คือ ราคาน้ำมันแพง เพิ่มต้นทุนการใช้รถ แถมยังอาจเดือดร้อนหนัก ถ้ามีปัญหาขาดแคลนตามมา ดังนั้น ถ้าน้ำมันแพงต่อเนื่องพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยน รถที่กินน้ำมันมาก เช่น SUV เครื่องใหญ่ หรือรถสปอร์ท อาจถูกเมิน ขณะที่รถประหยัดน้ำมัน หรือรถไฮบริดจะได้รับความสนใจมากขึ้น ผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีไฮบริดแข็งแรง อาจได้อานิสงส์จากแนวโน้มนี้
วิกฤตพลังงานมักเป็นตัวเร่งให้เทคโนโลยียานยนต์เปลี่ยนทิศเร็วขึ้น เมื่อราคาน้ำมันสูงเป็นเวลานาน รถไฟฟ้าจะได้รับความสนใจมากขึ้น ผู้ผลิตรถ EV มีโอกาสได้แรงหนุนจากสถานการณ์นี้ ขณะเดียวกันค่ายรถจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่าอาจขยายตลาดได้เร็วขึ้น เพราะในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน ผู้บริโภคจำนวนมากจะมองหารถที่คุ้มค่ามากที่สุด
ส่วนประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของเอเชีย ได้รับผลกระทบทั้งสองด้าน คือ ต้นทุนพลังงาน และค่าขนส่งเพิ่มขึ้น แต่ถ้ารถไฟฟ้าเติบโตเร็ว การลงทุนของค่ายรถ EV ในไทยก็อาจกลายเป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม
ในประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤตน้ำมันโลกปี 1973 ที่ทำให้โลกยานยนต์เปลี่ยนค่านิยมจากรถอเมริกันเครื่องใหญ่ ไปสู่รถญี่ปุ่นที่ประหยัดน้ำมัน น่าติดตามว่า วิกฤตครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งให้โลกยานยนต์เปลี่ยนผ่านจากยุครถน้ำมันไปสู่ยุครถไฟฟ้าเร็วขึ้นหรือไม่ ภายใต้เงื่อนไขว่า โลกไม่หายนะจากสงครามนิวเคลียร์ไปเสียก่อน !

