เขาว่า... : “คันเร่งค้าง” ต้องรีบเปลี่ยนเกียร์จาก D ไป N...จริงไหม ?
ไม่จริง : แนะนำให้รีบบิดสวิทช์กุญแจให้เครื่องยนต์ดับ และรีบเหยียบเบรคให้รถหยุดได้ในครั้งเดียว
ผมเห็นสื่อโซเชียลฯ แนะนำวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหากรถ “คันเร่งค้าง” โดยแนะนำให้โยกคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง N ทันที เพราะเข้าใจว่าเกียร์ว่างรถจะไม่พุ่ง และเป็นการปลดภาระ LOAD ของเครื่องยนต์ ทั้งๆ ที่ลิ้นผีเสื้อ หรือลิ้นคันเร่งกำลังเปิดอ้าสุด (เสมือนเหยียบสุด แม้ยกเท้าขึ้นแล้วก็ตาม) ถ้าไม่มีระบบป้องกันเครื่องยนต์ทำงานเกินย่านที่ปลอดภัย เช่น เกินขีดแดงบนมาตรวัด ความเร็วของเพลาข้อเหวี่ยงจะทะยานสูงเกินจุดนี้ไปอีกมาก พร้อมๆ กับความถี่ที่ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นลง ทั้งวาล์วทั้งไอดี และไอเสีย จนลูกสูบเกิดการกระแทก หรือชนกับหัววาล์วจนงอ แบบนี้เครื่องยนต์พังแน่นอนครับ จากการที่วาล์วถูกลูกสูบชน
ดังนั้น เครื่องยนต์ยุคใหม่จึงต้องมีระบบป้องกัน โดยการตัดกระแสไฟฟ้าไม่ให้ไปยังหัวเทียน (ในรถเครื่องยนต์เบนซิน) หรือตัดเชื้อเพลิง ไม่ให้ถูกฉีดออกมาคลุกกับอากาศ กลายเป็นไอดีที่พร้อมจะถูกหัวเทียนจุดให้ลุกไหม้ในกระบอกสูบ เมื่อเครื่องยนต์ถูกตัดไฟ ก็จะหมดแรงทันที และย่อมหมุนช้าลง พอถึงย่านที่ปลอดภัย ก็จะได้ไฟที่เขี้ยวหัวเทียนตามเดิม
ดังนั้นวิธีที่ถูกต้อง คือ ถ้าเป็นรถยุคปัจจุบัน ให้รีบบิดสวิทช์กุญแจให้เครื่องยนต์ดับเลยครับ แต่ห้ามดึงลูกกุญแจออกเด็ดขาด เพราะหากสลักลอคจะไม่สามารถเลี้ยวได้ ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ การจะเปลี่ยนจากเกียร์ D มายัง N หรือไม่ ก็ไม่มีความหมาย และไม่จำเป็นต้องทำครับ ให้รีบเบรคเพื่อลดความเร็วดีกว่า และหาที่หยุดรถอย่างปลอดภัย ถ้าเป็นรถเกียร์ธรรมดา ก็แค่เหยียบคลัทช์ หรือเข้าเกียร์ว่างก็ได้ แล้วเบรคเช่นเดียวกัน
มีข้อแม้ข้อเดียว ไม่ว่ารถเป็นเกียร์แบบไหน ต้องพยายามหยุดรถให้ได้ด้วย “การเบรคเพียงครั้งเดียว” ไม่ได้ต้องเบรคแรงนะครับ ขอเพียงอย่าถอนเท้าแล้วเหยียบเบรคใหม่ก็พอ เพราะแต่ละครั้งสุญญากาศในหม้อลมเบรคจะลดลง หากยังมีสติพอ ต้องติดเครื่องยนต์ขึ้นมาใหม่ครับ ในกรณีที่รถเป็นรุ่นอายุไม่มาก แต่ถ้าเป็นรถเก่าไม่มีระบบนี้ ให้เหยียบเบรคด้วยแรงเท่าที่มีครับ จนกว่ารถจะหยุดอย่างปลอดภัย

