เขาว่า... : ใบปัดน้ำฝน ห้ามปัดขณะกระจกแห้ง...จริงไหม ?
จริง : ห้ามใช้งานขณะกระจกแห้งเด็ดขาด ต้องฉีดน้ำก่อนปัดเสมอ ไม่เช่นนั้นคมจะสึกจนหมดอายุได้
ห้ามใช้งานขณะกระจกแห้งเด็ดขาด บางคนใช้แทนที่ปัดฝุ่นจากกระจก ปัด 3 ที คมของมันก็สึกจนหมดอายุแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าจะปัดฝุ่นต้องฉีดน้ำใส่กระจกก่อนเสมอ
รถยนต์ถูกออกแบบมาให้สามารถสู้ฝนได้ เราผู้ใช้รถมีหน้าที่รักษาสภาพเดิมไว้ และปฏิบัติให้ถูกต้องเพียงเท่านั้น ยางปัดน้ำฝนของรถทุกคันต้องอยู่ในสภาพที่ดี เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรง โดยเฉพาะขณะขับกลางฝนในเวลากลางคืน
การตรวจสภาพยางปัดน้ำฝน ไม่ได้ดูที่เนื้อยางว่ายังไม่เสื่อม หรือยังไม่ฉีกขาดนะครับ ต้องดูที่ความสามารถในการ “กวาดหยดน้ำที่ผิวกระจก” ด้วยว่าปัดเกลี้ยงหรือไม่ เพราะฉะนั้นผู้ใช้รถเท่านั้น ที่จะรู้ดีที่สุด ไม่ต้องคอยให้ช่างเตือน
หากเราเอายางปัดน้ำฝนมาส่องดูผ่านแว่นขยาย จะพบว่าตรง “คม” ของมันมีลักษณะเป็นมุมฉาก แต่ละมุมทำหน้าที่กวาดน้ำในทิศทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะขณะทำงาน ยางปัดน้ำฝนจะลู่เอนเล็กน้อย มุมฉากนี้จะมีรูปทรงพิเศษเฉพาะ ซึ่งได้จากการวิจัยทดสอบกันมาหลาย 10 ปี ว่ากวาดน้ำได้เกลี้ยง ไม่ส่งเสียงดัง และมีอายุใช้งานนานที่เพียงพอ
ถ้ารูปทรงนี้ผิดเพี้ยนไปเพราะความสึกหรอ แม้จะใช้งานอย่างถูกวิธีก็ตาม มันก็จะกวาดน้ำได้ไม่หมด และไม่จำเป็นต้องสึกพร้อมกันในอัตราเท่ากันด้วยครับ
เราจึงพบอยู่บ่อยครั้งว่า มันจะกวาดน้ำในทิศทางหนึ่ง “แย่” กว่าอีกทิศทางหนึ่ง ส่วนวิธีใช้งานที่ถูกต้องหลักๆ คือ ห้ามใช้งานขณะกระจกแห้งเด็ดขาด บางคนใช้แทนที่ปัดฝุ่นจากกระจก ปัด 3 ที คมของมันก็สึกจนหมดอายุแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าจะปัดฝุ่นต้องฉีดน้ำใส่กระจกก่อนเสมอ รถรุ่นปัจจุบันจะมีปั๊มไฟฟ้าฉีดน้ำล้างกระจกอยู่แล้ว จากนั้นใบปัดน้ำฝนจะทำงานโดยอัตโนมัติประมาณ 2-3 ครั้ง ถ้าจะปัดน้ำฝนจากกระจก รอให้กระจกเปียกพอสมควรครับ
เมื่อใดที่ยางปัดน้ำฝนกวาดน้ำจากผิวกระจกได้ไม่เกลี้ยง ให้รีบเปลี่ยนใหม่ทันทีครับ เพราะเดี๋ยวนี้คุณภาพดีๆ ราคาแค่หลักร้อยเท่านั้น และถ้าใครไม่มั่นใจการตรวจสอบด้วยตัวเอง แนะนำให้เปลี่ยนใหม่ปีละชุดไปเลย โดยเปลี่ยนในช่วงต้นของฤดูฝนจะดีที่สุด
บทความแนะนำ

