เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนจบครึ่งแรกของปีม้าเช่นกัน คือ การเปิดตัวของรถ BMW X5 (บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 5) รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นรถแบบแรกของค่ายนี้ ที่จะมีขุมพลังขับเคลื่อนให้เลือกถึง 5 แบบ ตั้งแต่เครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปจนถึงรถพลังไฟฟ้าที่ใช้แกสไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง มีกำหนดเริ่มการจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2026 นี้
นับเป็นรถรุ่นที่ 5 ถัดจากรถ 4 รุ่นแรกซึ่งเริ่มการจำหน่ายเมื่อปี 1999, 2006, 2013 และ 2018 ตามลำดับ เป็น MID-SIZE LUXURY CROSSOVER SUV (มิด-ไซซ์ ลักชัวรี ครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี) หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ระดับหรูขนาดกลาง ในตัวถังยาว 4.994 ม. กว้าง 2.000 ม. และสูง 1.748-1.751 ม. ซึ่งมีช่วงฐานล้อยาว 3.035 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.28-0.30
เป็นรถ NEUE KLASSE (นิว คลาสส์) แบบที่ 3 ของค่ายนี้ ถัดจากรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์พลังไฟฟ้า BMW IX3 (บีเอมดับเบิลยู ไอเอกซ์ 3) ซึ่งเริ่มการผลิตเมื่อเดือนตุลาคม 2025 และรถเก๋งซีดานพลังไฟฟ้า BMW I3 (บีเอมดับเบิลยู ไอ 3) ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2026 รวมทั้งเป็นรถติดตรา “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” ที่มีระบบขับให้เลือกถึง 5 แบบ คือ (1) ขับด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซิน (2) ขับด้วยพลังของเครื่องยนต์ดีเซล (3) ขับด้วยระบบ PLUG-IN HYBRID หรือไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ (4) ขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์ใดๆ และ (5) ขับด้วยพลังไฟฟ้าซึ่งใช้แกสไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง
เป็นรถสายพันธุ์เยอรมันซึ่งไม่ได้ผลิตในเยอรมนี แต่จะใช้โรงงานที่เมือง SPARTANBURG (สปาทันเบิร์ก) ในรัฐ SOUTH CAROLINA (เซาธ์แคโรไลนา) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปิดใช้งานมานมนานตั้งแต่ปี 1994 เป็นฐานการผลิต การผลิตรถรุ่นใหม่นี้มีกำหนดเริ่มต้นในเดือนสิงหาคม 2026 โดยที่ในระยะแรกจะผลิตแต่รถเบนซิน และรถดีเซล ที่จะตามมาตอนต้นปี 2027 คือ รถไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กกับรถพลังไฟฟ้าล้วน ส่วนรถพลังไฮโดรเจนต้องรออีกประมาณ 2 ปี
นั่นคือ เมื่อเริ่มจำหน่าย จะมีรถเพียง 2 โมเดล ได้แก่ BMW X5 40 XDRIVE (บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 5 40 เอกซ์ดไรฟ) กับ BMW X5 40D XDRIVE (บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 5 40 ดี เอกซ์ดไรฟ) ทั้งคู่เป็นรถขับทุกล้อ ซึ่งส่งกำลังเครื่องยนต์สู่ล้อผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ STEPTRONIC (สเตพทรอนิค)
โมเดลแรกติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,998 ซีซี 294 กิโลวัตต์/400 แรงม้า พร้อมระบบ MILD HYBRID (ไมล์ด์ ไฮบริด) หรือไฮบริดแบบอ่อน 13 กิโลวัตต์/18 แรงม้า ได้กำลังรวมสูงสุดเท่ากับกำลังสูงสุดของเครื่องยนต์ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
โมเดลหลังติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,993 ซีซี 210 กิโลวัตต์/286 แรงม้า พร้อมระบบ MILD HYBRID ได้กำลังรวมสูงสุด 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม.

