บทความ
BOXY เหลี่ยมสันแห่งการผจญภัย
มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ รถขับเคลื่อน 4 ล้อทรงกล่อง ดู “จริงจัง” กว่ารถประเภทอื่นเสมอ…ต่อให้โลกวันนี้เต็มไปด้วยเอสยูวีที่มีแนวเส้นโค้งลื่นไหล ไฟหน้าแอลอีดีบางเฉียบ และตัวถังที่ถูกออกแบบในอุโมงค์ลมมาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อเจอรถอย่าง LAND CRUISER (แลนด์ ครูเซอร์), DEFENDER (ดีเฟนเดอร์), WRANGLER (แรงเลอร์) หรือ G-CLASS (จี-คลาสส์) ขับผ่าน ผู้คนก็ยังคงหันไปมองพวกมันอยู่ดี
รถเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ “ดีไซจ์น” แต่มันมี “บุคลิก” มี “ประวัติศาสตร์” และที่สำคัญมันมี “จิตวิญญาณของการเดินทาง” อยู่ในตัว สิ่งที่น่าสนใจ คือ รถทรงกล่องสายลุยเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความพยายามที่จะสวยงามตั้งแต่แรก แต่มันเกิดจาก “หน้าที่” แต่เมื่อเวลาผ่านไป หน้าที่เหล่านั้นกลับกลายเป็น “เสน่ห์” ที่ไม่มีวันตาย และนี่คือ ไทม์ไลน์ ของรถขับเคลื่อน 4 ล้อทรงกล่อง ที่ลากผ่านเส้นทางของโลกยานยนต์มากว่าร้อยปี
ปี 1900 กำเนิด “เครื่องจักรติดล้อ” รถยนต์ยังไม่ใช่สินค้าแฟชัน แต่มันคือ “สิ่งประดิษฐ์”
ในยุคแรก รถยนต์ยังไม่มีนักออกแบบอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน คนสร้างรถ คือ วิศวกร ไม่ใช่ดีไซจ์เนอร์ ดังนั้น รูปทรงของรถจึงเกิดจาก “สิ่งที่ผลิตได้จริง” มากกว่าสิ่งที่ “สวย” ทั้งตัวถังตั้งตรง ห้องโดยสารเหมือนรถม้า หลังคาสูง เส้นสายแข็งตรง ซึ่งรถอย่าง FORD MODEL T (ฟอร์ด โมเดล ที) คือ ภาพสะท้อนของยุคนั้นได้อย่างชัดเจน มันไม่ได้ถูกออกแบบให้ “หล่อ” แต่มันถูกออกแบบให้คนทั่วไป “เข้าถึงได้” และในยุคที่โลกเพิ่งเริ่มรู้จักเครื่องยนต์ รถทรงกล่องกลับดูเหมือนวัตถุที่มาจากโลกอนาคต !
ปี 1940 จุดเริ่มต้นของ “รถลุย” ที่แท้จริง
ถ้าจะหาต้นกำเนิดของรถเอสยูวี และรถขับเคลื่อน 4 ล้อสมัยใหม่จริงๆ เราต้องย้อนกลับไปช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2
โลกในเวลานั้นไม่ได้ต้องการความหรู หรือความเร็ว แต่ต้องการ “พาหนะที่ไปได้ทุกที่” และนั่นทำให้เกิดรถที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกไปตลอดกาลอย่าง JEEP WILLYS MB (จีพ วิลลีส์ เอมบี)
JEEP WILLYS ไม่ได้ถูกสร้างโดยดีไซจ์เนอร์ที่นั่งวาดรถสวยๆ ในสตูดิโอหรอกครับ มันถูกสร้างโดย “วิศวกรสนามรบ” คนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังพโรเจคท์นี้ คือ KARL PROBST (คาร์ล โพรบสต์) วิศวกรชาวอเมริกัน ผู้ถูกเรียกตัวเข้ามาแบบเร่งด่วนในปี 1940 หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดประมูลรถลาดตระเวนทางทหารรุ่นใหม่ แต่ที่น่าสนใจ คือ PROBST มีเวลาเพียงไม่กี่วันในการออกแบบรถต้นแบบคันแรก ใช่ครับ “ไม่กี่วัน” เขาต้องสร้างรถที่น้ำหนักเบา ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซ่อมง่าย ทนทานในสนามรบ และต้องผลิตเป็นจำนวนมากได้ ทุกอย่างจึงถูกตัดทิ้งจนเหลือแต่ “สาระสำคัญ”
PROBST ไม่ได้ออกแบบ JEEP ให้สวย แต่เขาออกแบบมันให้ “เอาชีวิตรอด” และนั่นคือเหตุผลที่ JEEP WILLYS มีเส้นสายแข็งตรงแบบไม่มีความพยายามจะดูหรูเลยแม้แต่น้อย
แต่เรื่องตลก คือ ความ “ไม่ตั้งใจจะสวย” ของมัน กลับกลายเป็นความเท่แบบดิบที่สุดชนิดหนึ่งในประวัติศาสตร์ยานยนต์ KARL PROBST อาจไม่ใช่นักออกแบบที่มีชื่อเสียงแบบ GIORGETTO GIUGIARO (โจร์เกตโต จูจาโร) หรือ MARCELLO GANDINI (มาร์เชลโล กันดินี) แต่สิ่งที่เขาสร้างไว้ กลับกลายเป็นแม่แบบของรถลุยทั้งโลก เพราะหลังจาก JEEP WILLYS ถือกำเนิด โลกก็เริ่มเข้าใจว่า รถขับเคลื่อน 4 ล้อที่ดี ไม่จำเป็นต้องดูซับซ้อน แต่มันต้องดู “พร้อมใช้งานทุกเวลา” และดีเอนเอนั้นยังคงอยู่ใน JEEP WRANGLER (จีพ แรงเลอร์) มาจนถึงปัจจุบัน
ปี 1948 อังกฤษกำลังฟื้นประเทศ…และ LAND ROVER ก็ถือกำเนิด
หลังสงคราม อังกฤษกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก ค่าย ROVER (โรเวอร์) ต้องการรถที่ใช้งานได้จริง ราคาในการผลิตไม่แพง และส่งออกได้ MAURICE WILKS (มอริศ วิลค์ส) วิศวกรของ ROVER จึงสร้างรถต้นแบบขึ้นจากแรงบันดาลใจของ JEEP WILLYS โดยรถคันนั้นมีชื่อว่า LAND ROVER SERIES I (แลนด์ โรเวอร์ ซีรีส์ วัน)
สิ่งที่น่าสนใจ คือ WILKS ไม่ได้คิดถึงความสวยงามเลย เขาแค่ต้องการ “เครื่องมือสำหรับเกษตรกร” ตัวรถจึงเต็มไปด้วยเหตุผลล้วนๆ ตัวถังอลูมิเนียม เพราะอังกฤษขาดแคลนเหล็ก รูปทรงเหลี่ยม เพราะผลิตง่าย กระจกตรง เพราะผลิตง่าย หลังคาแบน เพราะใช้งานจริงสะดวก แต่สุดท้ายฟังค์ชันการใช้งานล้วนๆ ของมัน กลับกลายเป็น “คาแรคเตอร์” LAND ROVER กลายเป็นรถของนักสำรวจ, ทหาร, นักธรณีวิทยา และคนที่อยากออกไปนอกเส้นทางบนแผนที่
มันไม่ใช่รถที่ดูหรู แต่มันดูเหมือนจะ “ไปได้ทุกที่บนโลก” และนั่นคือเสน่ห์ที่ DEFENDER เองก็ยังคงรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้
ปี 1951 เมื่อญี่ปุ่นเรียนรู้ความแกร่ง…แล้วสร้างตำนานของตัวเอง
ในช่วงสงครามเกาหลี รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการรถลุยสำหรับใช้งานภารกิจทางทหาร TOYOTA (โตโยตา) จึงพัฒนา BJ PROTOTYPE (บีเจ พโรโทไทพ์) ขึ้นมา
ซึ่งนี่คือ จุดเริ่มต้นของ LAND CRUISER
เช่นเดียวกับฝั่งสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ยุคแรกของ LAND CRUISER ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อความสวยงาม มันถูกสร้างเพื่อ “เอาชีวิตรอด” TOYOTA ทำการศึกษา JEEP อย่างละเอียด แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นทำต่างออกไป คือ การเพิ่ม “ความทนแบบญี่ปุ่น” LAND CRUISER จึงเริ่มสร้างชื่อในพื้นที่ที่โหดที่สุดในโลก อย่างเหมืองแอฟริกา, ทะเลทรายตะวันออกกลาง รวมถึงป่าดิบในออสเตรเลีย และยิ่งมันถูกใช้งานหนักเท่าไร ชื่อเสียงของมันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น จนคำว่า “LAND CRUISER” กลายเป็นเหมือนนาฬิกา ROLEX ของโลกทางฝุ่นเลยทีเดียว
มีเรื่องเล่าภายใน TOYOTA ว่า HANJI UMEHARA (ฮันจิ อูเมฮาระ) และทีมวิศวกร LAND CRUISER มีแนวคิดสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง “ต่อให้รถพังกลางทะเลทราย ต้องยังพาคนขับกลับบ้านได้” ฟังดูเรียบง่าย…แต่แนวคิดนี้เปลี่ยนทุกอย่าง LAND CRUISER จึงถูกออกแบบให้มีระบบที่ไม่ซับซ้อนเกินไป ชิ้นส่วนแข็งแรงเกินความจำเป็น ซ่อมได้แม้ในพื้นที่ห่างไกล นี่คือเหตุผลที่ LAND CRUISER หลายยุค ดูเหมือน “เครื่องจักรอุตสาหกรรม” มากกว่ารถแฟชัน เพราะทุกอย่างถูกสร้างจาก “ฟังค์ชัน” ก่อน “สไตล์” เสมอ
แต่สุดท้าย ความฟังค์ชันนัลแบบสุดโต่งนี่เอง กลับกลายเป็นคาแรคเตอร์ ที่คนทั้งโลกจดจำ ไม่ใช่เพราะมันหวือหวา แต่เพราะโลกเชื่อใจมัน
ปี 1970 โลกค้นพบว่า “รถลุยก็หรูได้”
ช่วงยุค 70 คือ จุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะผู้คนเริ่มไม่ได้ต้องการแค่รถลุยสำหรับทำงานอีกต่อไป พวกเขาเริ่มต้องการ “ไลฟสไตล์” และรถที่มาเปลี่ยนทุกอย่างก็คือ RANGE ROVER (เรนจ์ โรเวอร์)
ช่วงพัฒนา RANGE ROVER รุ่นแรก ทีม ROVER พยายามเก็บโครงการนี้เป็นความลับมาก พวกเขาตั้งชื่อรถต้นแบบ ว่า “VELAR” (เวลาร์) ซึ่งมาจากภาษาละตินแปลว่า “ซ่อนเอาไว้” เพราะไม่มีใครรู้ว่า ROVER กำลังสร้างอะไรอยู่แน่ รถลุย ? รถหรู ? รถครอบครัว ? ซึ่งคำตอบ คือ “ทั้งหมด” และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ RANGE ROVER เปลี่ยนอุตสาหกรรมเอสยูวีไปตลอดกาล
CHARLES SPENCER KING (ชาร์ลส์ สเปนเซอร์ คิง) บุคคลที่ทำให้เอสยูวีกลายเป็นของพรีเมียม เขาคือวิศวกรผู้ออกแบบ RANGE ROVER รุ่นแรก แนวคิดของเขาเรียบง่ายมาก “จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราทำรถลุย ที่ขับสบายเหมือนซีดาน ?” และผลลัพธ์ คือ รถที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน ช่วงล่างนุ่ม ห้องโดยสารนั่งสบาย แต่ยังลุยได้จริง และที่สำคัญ คือ รูปทรงของมัน “เรียบจนกลายเป็นไร้กาลเวลา” เส้นตรงที่ดูสะอาดตา กระจกบานใหญ่รอบคัน ตัวรถออกแบบเหมือนสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
RANGE ROVER ไม่ได้ดูดิบเหมือน JEEP และไม่ได้ดูเหมือนเครื่องจักรแบบ LAND CRUISER แต่มันดู “มีรสนิยม” จนวันนี้ นักออกแบบหลายคนยังยกให้ RANGE ROVER CLASSIC (เรนจ์ โรเวอร์ คลาสสิค) เป็นหนึ่งในเอสยูวีที่สวยที่สุดตลอดกาล เช่นเดียวกับที่มันเปลี่ยนอุตสาหกรรมเอสยูวีไปตลอดกาลด้วยเช่นกัน
เกือบลืมไป…เรื่องนี้สำคัญมาก ในปี 1971 RANGE ROVER ถูกนำไปจัดแสดงที่ LOUVRE MUSEUM (พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์) ในกรุงปารีส ในฐานะ “ตัวอย่างของ INDUSTRIAL DESIGN ที่ยอดเยี่ยม”
ลองคิดดู…รถลุย ถูกเอาไปตั้งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ นี่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และมันสะท้อนชัดมากว่า RANGE ROVER ไม่ได้เป็นแค่รถใช้งาน แต่มันคือ “งานออกแบบ”
ปี 1979 เมื่อรถทหารถูกสร้างด้วยความเนี้ยบแบบเยอรมัน
ถ้า DEFENDER คือ ความดิบ LAND CRUISER คือ ความอึด G-CLASS ก็คือ “ความเนี้ยบ” รถคันนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง MERCEDES-BENZ (เมร์เซเดส-เบนซ์) และ STEYR-DAIMLER-PUCH (สไตเออร์-ไดมเลร์-พุค) เพื่อสร้างรถทางทหาร แต่สิ่งที่ทำให้ G-CLASS ต่างจากคนอื่น คือ “ความละเอียดแบบเยอรมัน”
ย้อนเวลาไปช่วงต้นทศวรรษ 1970 มีความต้องการรถขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับใช้งานทางทหารเพิ่มขึ้นในยุโรป และตะวันออกกลาง หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ผลักดันโครงการนี้ คือ พระเจ้า SHAH MOHAMMAD REZA PAHLAVI (ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี) แห่งอิหร่าน ซึ่งในเวลานั้น เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ MERCEDES-BENZ เขาต้องการรถทางทหารที่แข็งแรง, ลุยได้จริง แต่มีคุณภาพระดับเยอรมัน MERCEDES-BENZ จึงร่วมมือกับ STEYR-DAIMER-PUCH จากออสเตรีย เพื่อพัฒนารถรุ่นใหม่ขึ้นมา และนั่นคือจุดกำเนิดของ GELÄNDEWAGEN (เกอเลนเดอวาเกน) ซึ่งคำว่า “GELÄNDEWAGEN” ในภาษาเยอรมัน แปลว่า “รถสำหรับพื้นที่ทุรกันดาร” ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นชื่อย่อว่า “G-CLASS”
แม้ G-CLASS จะเกิดจากแนวคิดทางทหาร แต่ BRUNO SACCO (บรูโน ซักโก) คือ คนที่ทำให้มันมี “บุคลิก” เขาไม่ได้พยายามทำให้ G-CLASS ดูล้ำ แต่เขาทำให้มันดู “จริงจัง” เส้นตัวถังตรงเหมือนใช้ไม้ทีวาดทุกอย่าง ดู ฟังค์ชันนัล และชัดเจน แต่กลับมีออราบางอย่างที่รถลุยคันอื่นไม่มี
G-CLASS จึงกลายเป็นรถที่แปลกมาก มันลุยได้จริง แต่ขณะเดียวกัน ก็จอดหน้าโรงแรมหรูที่สุดในโลกได้โดยไม่เคอะเขิน และแม้เวลาจะผ่านมากว่า 40 ปี มันก็แทบไม่เปลี่ยนทรงเลย เพราะ MERCEDES-BENZ รู้ดีว่าถ้า G-CLASS สูญเสียความเหลี่ยม มันก็จะสูญเสีย “ตัวตน”
นี่คือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ G-CLASS ในยุคแรก มันคือรถทหาร, รถกู้ภัย, รถสำหรับหน่วยงานรัฐ แต่เมื่อเวลาผ่านไป โลกเริ่มมองเห็น “เสน่ห์” ของมัน โดยเฉพาะในช่วงยุค 1990-2000 G-CLASS เริ่มกลายเป็นรถของนักธุรกิจ เซเลบริที และคนดังทั่วโลก
แต่เรื่องแปลก คือ แม้มันจะกลายเป็นเอสยูวีหรู ราคาแพง มันก็ยังไม่เคยสูญเสียความ “ดิบ” ไปเลย เวลาคุณนั่งใน G-CLASS คุณยังรู้สึกเหมือนกำลังนั่ง “เครื่องจักรหนัก” มากกว่าครอสส์โอเวอร์สมัยใหม่ ตำแหน่งที่นั่งสูง, กระจกตั้งตรง มองเห็นมุมรถชัดทุกด้าน มันให้ความรู้สึกเหมือน “ควบคุมอะไรบางอย่างที่แข็งแรงมาก” และเอสยูวียุคใหม่จำนวนมาก ไม่มีฟีลิงแบบนี้แล้ว
ปี 1980 ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเอสยูวีทรงกล่องเต็มตัว
นี่คือยุคที่เอสยูวีญี่ปุ่นเริ่มสร้างคาแรคเตอร์ชัดเจนมากขึ้น ทั้ง TOYOTA LAND CRUISER J60 (โตโยตา แลนด์ ครูเซอร์ เจ 60) MITSUBISHI PAJERO (มิตซูบิชิ ปาเจโร) NISSAN PATROL (นิสสัน แพทโรล) รถเหล่านี้เริ่มมีความทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงความ BOXY ไว้อย่างชัดเจน เพราะในยุคนั้น คนยังเชื่อว่า “รถลุยที่ดี ต้องดูเหมือนรถลุย”
ขออนุญาตหยิบรถระดับตำนานของญี่ปุ่น ขึ้นมาอีกคันนะครับ นั่นคือ MITUSBISHI PAJERO เอสยูวีที่ทำให้โลกเริ่มมองญี่ปุ่นใหม่
เบื้องหลังความสำเร็จของ MITSUBISHI PAJERO จริงๆ แล้ว ยังมีแนวคิดสำคัญจากทีมออกแบบ และวิศวกรของ MITSUBISHI MOTORS ที่ต้องการสร้างรถลุย ที่ “ไม่ดูเหมือนรถบรรทุก” ในช่วงปลายยุค 70 ญี่ปุ่นเริ่มมองเห็นว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการรถทางฝุ่นแบบดิบๆ อย่างเดียวอีกต่อไป
พวกเขาอยากได้รถที่ขับไปทำงานได้ พาครอบครัวเที่ยวได้ แต่วันหยุดก็ลุยภูเขาได้จริง และคนสำคัญที่ผลักดันแนวคิดนี้ คือ AKINORI NAKANISHI (อากิโนริ นากานิชิ) หนึ่งในทีมวางแนวคิดพัฒนา PAJERO ยุคแรก ที่เชื่อว่าเอสยูวีควรมี “บุคลิกแบบรถนั่ง”
นี่คือแนวคิดที่ถือว่าก้าวหน้ามากในยุคนั้น เพราะก่อนหน้านั้น รถลุยส่วนใหญ่ยังขับเหมือนเครื่องจักรกลทางการเกษตร ทั้งแข็ง ทั้งกระด้าง เต็มไปด้วยเสียง และแรงสั่นสะเทือน
แต่ PAJERO พยายามสร้างสมดุลใหม่ ตัวรถยังคงเหลี่ยมชัดเจน เสากระจกตั้งตรง พื้นที่กระจกกว้าง แต่สัดส่วนทั้งหมดเริ่มดู “เป็นมิตร” มากขึ้น
มันไม่ดุดันแบบ LAND CRUISER ไม่แข็งแบบ DEFENDER ซึ่ง PAJERO มี “ไลฟ์สไตล์แบบนักผจญภัย” อยู่ในตัว และนี่คือเหตุผลที่ PAJERO กลายเป็นรถที่ประสบความสำเร็จมหาศาลทั่วโลก โดยเฉพาะในยุค DAKAR RALLY (ดาการ์ แรลลี)
ชัยชนะใน DAKAR RALLY ไม่ได้แค่พิสูจน์ความอึด แต่มันทำให้ PAJERO กลายเป็น “รถในฝันของคนอยากออกเดินทาง” เพราะมันดูเหมือนรถที่พร้อมพาคุณออกไปไกล โดยไม่ต้องเสียความสะดวกสบายระหว่างเดินทาง และถ้ามองย้อนกลับไปวันนี้ จะเห็นชัดเลยว่า เอสยูวีสายไลฟ์สไตล์เกือบทุกรุ่นในโลก ล้วนได้รับอิทธิพลบางอย่าง จากแนวคิดของ PAJERO ยุคแรกทั้งหมด
ปี 1990 โลกนิยมโค้ง…แต่รถลุยก็ยังเหลี่ยม
ช่วงยุค 90 รถยนต์ทั่วไปเริ่มเข้าสู่ยุคออร์แกนิค ดีไซจ์น (ORGANIC DESIGN) เมื่อคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบเริ่มพัฒนา “อากาศพลศาสตร์” กลายเป็นพระเจ้าองค์ใหม่ ทุกอย่างดูลื่นไหลขึ้น แต่ยังมีอีกโลกหนึ่งที่ “ความเหลี่ยม” ไม่มีวันตาย นั่นคือโลกของรถออฟโรด ดินแดนที่ซึ่ง BOXY มันคือศาสนา ! รถสายลุย กลับยังคงยึดติดกับความเหลี่ยม เพราะโลกเริ่มเข้าใจแล้วว่า “ความเหลี่ยม คือ บุคลิกของรถลุย” JEEP WRANGLER ยังคงใช้ไฟกลม และตัวถังเหลี่ยม DEFENDER ยังเหมือนรถในฟาร์ม เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ขณะที่ LAND CRUISER ยังดูเหมือนเครื่องจักรอุตสาหกรรม และนั่นทำให้รถเหล่านี้ เริ่มมีแฟนพันธุ์แท้เหนียวแน่น
ปี 2000 โลกเริ่มเหมือนกันหมด
นี่คือช่วงเวลาที่รถจำนวนมาก “ดีขึ้น” แต่กลับ “จดจำได้ยากขึ้น” เพราะทุกบแรนด์เริ่มใช้หลักอากาศพลศาสตร์ ใกล้เคียงกัน รถหลายคันลื่น เงียบ และมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่กลับไม่มีอะไรที่เป็น “ลายเซ็น” ของตัวเองเลย ! และนั่นทำให้มนุษย์เริ่มโหยหารถยนต์ที่มีบุคลิกอีกครั้ง
ปี 2020 เมื่อโลกเริ่มเบื่อหน่ายกับความลื่นไหล
เมื่อ EV มาถึง นักออกแบบเริ่มมีอิสระอีกครั้ง รถไม่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ด้านหน้า ไม่มีข้อจำกัดเดิมๆ และแล้ว BOXY ก็กลับมา
ขอยกตัวอย่าง HYUNDAI IONIQ 5 RETRO-FUTURISM (ฮันเด ไอโอนิก 5 เรทโร-ฟิวเจอริซึม) เป็นอะไรที่เฉียบที่สุดของยุคใหม่ IONIQ 5 คือการเอา GIUGIARO (จูจาโร) ยุค 70 มาผสมกับโลกอนาคต ทั้งเส้นตรง พิกเซล ดีไซจ์น และสัดส่วนแบบแฮทช์แบคยุคเก่า แต่มันดูเหมือนรถที่มาจากปี 2050 นี่คือ NEO-BOXY ที่ทั้งโลกเริ่มหลงรัก
ตามมาด้วย TESLA CYBER TRUCK (เทสลา ไซเบอร์ ทรัค) รถที่เหมือนหลุดจากเกมยุค PLAYSTATION 1 เจ้า CYBER TRUCK คือ การพา BOXY ไปสุดทาง มันเป็นรถที่ไม่มีความพยายามจะ “เป็นมิตรกับเส้นโค้ง” มันดูเหมือนยานรบ CYBER PUNK และไม่ว่าคนจะรัก หรือเกลียด มันก็พิสูจน์สิ่งหนึ่งได้ชัดเจนว่า “รถที่มีบุคลิก จะไม่มีวันถูกมองข้าม”
และนี่คือช่วงเวลาที่รถอย่าง FORD BRONCO (ฟอร์ด บรองโก) LAND ROVER DEFENDER (แลนด์ โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์) รุ่นใหม่ SUZUKI JIMNY (ซูซูกิ จิมนี) TOYOTA LAND CRUISER 250 (โตโยตา แลนด์ ครูเซอร์ 250) กลับมาใช้เส้นตรงอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ BOXY แบบเดิม เพราะมันคือ “RETRO-FUTURISM”
นักออกแบบยุคใหม่กำลังพยายามดึง “อารมณ์ของรถยุคคลาสสิค” กลับมา แต่ใส่เทคโนโลยีใหม่เข้าไป และผลลัพธ์ก็คือ รถที่ทำให้คน “รู้สึก” อะไรบางอย่างอีกครั้ง
บทสรุป
ทำไมมนุษย์จะไม่มีวันเลิกหลงรัก BOXY CARS ?
ตลอดเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา รถทรงกล่องเปลี่ยนรูปแบบมาหลายครั้ง บางยุคมันคือข้อจำกัดทางวิศวกรรม บางยุคมันคือแฟชัน และบางยุคมันคือการต่อต้านความเหมือนกันของโลก
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือ BOXY ทำให้รถ “มีตัวตน” มันอาจไม่ใช่รูปทรงที่ดีที่สุดในอุโมงค์ลม แต่มันคือรูปทรงที่ดีที่สุดในการสร้าง “บุคลิก”
และบางทีในโลกที่ทุกอย่างเริ่มลื่นไหลเหมือนกันหมด มนุษย์อาจไม่ได้กำลังมองหารถที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่เราอาจแค่กำลังมองหารถที่มี “จิตวิญญาณ” มากพอให้เราย้อนกลับไปมองมันอีกครั้ง หลังดับเครื่อง และเดินจากมันมา






















