บทความ
ถอดรหัส BOXY SHAPE จำเป็น หรือแค่สไตล์ออกแบบ ?
ในช่วงไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นการกลับมาของรถสไตล์ทรงกล่องสี่เหลี่ยม หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อบอกซี หรือ BOXY โดยเฉพาะในกลุ่มของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือออฟโรด จนมีคนตั้งคำถามว่ามันคือ ความจำเป็น หรือเป็นแค่สไตล์ ? เราจะมาถอดรหัสของสไตล์ที่ว่านี้กัน
จุดกำเนิดของรถทรงกล่องนี้ หากจะย้อนกลับไปก็ต้องอ้างอิงถึงรถลาดตระเวน (RECONNAISSANCE CAR) น้ำหนักเบา ที่กองทัพสหรัฐอเมริกาขอร้องให้เอกชนพัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในสงครามโลก ครั้งที่ 2 ในปี 1940 ที่ต่อมาได้รับชื่อเรียกขานว่า JEEP (จีพ) โดยรูปลักษณ์อันแสนเรียบง่ายถูกพัฒนาขึ้นให้ตอบโจทย์ทางการทหาร ด้วยการที่ง่ายต่อการผลิตเป็นจำนวนมาก, น้ำหนักเบา, ราคาถูก, ไม่ซับซ้อนต่ำ เรียกง่ายๆ ว่า ไม่ได้ออกแบบเพื่อความสวย แต่หากมองผ่านสายตาของวิศวกร ทุกเส้น ทุกมุม และทุกระนาบ ล้วนมีเหตุผลมารองรับ อาทิ แผ่นเหล็กแบนผลิตได้รวดเร็วกว่า ใช้แม่พิมพ์ที่ไม่ซับซ้อน และซ่อมแซมได้ง่าย หากบุบสลายจากการใช้งานในสนามรบ ช่างภาคสนามสามารถเคาะให้กลับมาใช้งานได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนทั้งแผง หรือไม่ก็ถอดทิ้งไปเลยก็ยังได้
นอกจากนั้น กระจกหน้าที่ตั้งตรงแบบไม่สนใจอากาศพลศาสตร์นั้น ก็พราะว่ามันไม่จำเป็น ! แถมมันยังสามารถพับลงได้เมื่อจำเป็น เพื่อลดความสูงระหว่างขนส่ง ฝากระโปรงที่แบนราบ และมีขอบให้เห็นชัดเจน ช่วยให้ผู้ขับมองเห็นพื้นที่ด้านหน้ารถได้อย่างแม่นยำ เส้นขอบตัวรถที่ตรง ก็ทำหน้าที่เหมือนไม้บรรทัด ให้ผู้ขับสามารถกะระยะมุมซ้าย และขวาของตัวรถได้ทันที โดยแทบไม่ต้องเดา ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก โดยเฉพาะเมื่อปีนเนิน หรือขับผ่านสิ่งกีดขวาง
มากไปกว่านั้น ระนาบฝากระโปรงที่แบนเรียบ ยังสามารถใช้วางยางอะไหล่ ส่วนผนังด้านข้างที่เกือบตั้งตรง ทำให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำ, ถังเชื้อเพลิง, พลั่ว, แม่แรง และยางอะไหล่ได้ง่าย และในรุ่นที่มีประตูท้ายที่เกือบตั้งฉาก ช่วยให้ขนสัมภาระขนาดใหญ่ได้สะดวกกว่ารถท้ายลาด เรียกว่าสำหรับนักสำรวจ หรือหน่วยกู้ภัย ความแตกต่างเพียงไม่กี่สิบลิตรของพื้นที่บรรทุก อาจหมายถึงน้ำดื่ม อาหาร หรือเชื้อเพลิงที่เพียงพอสำหรับการเดินทางอีกหลายร้อยกิโลเมตร เรียกได้ว่า พื้นผิว และรูปทรงที่เรียบแบนของมัน เป็นรูปทรงที่สะดวกที่สุด สำหรับการนำไปต่อยอดนั่นเอง
สิ่งเหล่านี้ คือ “การออกแบบที่ยึดหน้าที่การใช้งานเป็นศูนย์กลาง” หรือ FORM FOLLOWS FUNCTION ซึ่งสื่อว่า นี่เป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่เป็นเครื่องมือในการเอาตัวรอดแบบอเนกประสงค์อีกด้วย และรูปทรงของรถ JEEP ก็สามารถเรียกได้ว่า นี่คือ “บิดาแห่งรถทรงกล่อง” ได้อย่างไม่ขัดเขิน โดยรถ JEEP ในยุคแรกเริ่มที่ผลิตออกมานั้น ผลิตโดย AMERICAN BANTAM CAR COMPANY (แบนทัม คาร์ คอมพานี), WILLYS-OVERLAND (วิลลีส์-โอเวอร์แลนด์) และ FORD (ฟอร์ด)
หลังจากสงครามโลก ครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง รถทรงกล่องก็ได้แตกสายตระกูลออกไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในสหราชอาณาจักร ในชื่อ LAND ROVER (แลนด์ โรเวอร์) รถยนต์ที่มีความใกล้เคียงกับการเป็นทแรคเตอร์มากที่สุดรุ่นหนึ่ง
ญี่ปุ่น ได้เริ่มพัฒนารถออฟโรดสมัยใหม่ขึ้น ในช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เช่นกัน นั่นคือ TOYOTA LAND CRUISER (โตโยตา แลนด์ ครูเซอร์) ในปี 1951 จากการที่ TOYOTA ต้องผลิตรถยนต์ตามคำสั่งของกองทัพสหรัฐฯ เพื่อส่งไปใช้ในสงครามเกาหลี โดยรถรุ่นแรกมีชื่อว่า TOYOTA BJ (โตโยตา บีเจ) B คือ รหัสเครื่องยนต์ ส่วน J ก็ตรงไปตรงมาว่าย่อมาจาก JEEP จนถึงทุกวันนี้ รถในตระกูล LAND CRUISER ยังคงใช้รหัสตัวถังว่า J สามารถสืบกลับไปได้ถึงบรรพบุรุษ BJ นั่นเอง แน่นอนว่า TOYOTA LAND CRUISER BJ ได้ปรัชญาการออกแบบของ JEEP มาอย่างเต็มเปี่ยมเช่นกัน
เยอรมนี ก็มีรถทรงกล่องในเวอร์ชันของตัวเอง นั่นคือ MERCEDES-BENZ G-CLASS (เมร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาสส์) รถที่พัฒนาขึ้นตามคำขอของ SHAH OF IRAN, MOHAMMAD REZA PAHLAVI (มูฮัมหมัด เรซาร์ ปาเลวี) กษัตริย์ผู้ปกครองประเทศอิหร่าน ในยุคทศวรรษ 70 ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ MERCEDES-BENZ ในเวลานั้น โดยผลิตขึ้นในออสเตรีย และถูกใช้ในหน่วยงานตำรวจ และทหารทั่วโลก
สหภาพโซเวียต (SOVIET UNION) ก็พัฒนารถยนต์ประเภทนี้ขึ้นใช้ในสงครามโลก ครั้งที่ 2 ด้วยเช่นกัน นั่นคือ รถ GAZ-64 (กาซ-64) รถที่โรงงาน GORKY (กอร์กี) ของสหภาพโซเวียต ร่วมมือกับ FORD ในปี 1941 เพื่อใช้รถ JEEP ของพวกเขามาเป็นต้นแบบ ให้ทางสหภาพโซเวียตใช้ผลิตรถในสไตล์ของ JEEP เพื่อเข้าสงคราม แน่นอนว่าปรัชญาการออกแบบมาจาก JEEP เกือบจะเต็มตัว แต่รถที่เรียกได้ว่ามีความเป็นตัวของตัวเอง เกิดขึ้นในปี 1972 ในชื่อ UAZ-469 (ยูเอซี-469) หากดูดีๆ จะเห็นอิทธิพลการออกแบบภาพลักษณ์ที่ส่งผลกับรถรุ่นใหม่อย่างรถรุ่น TANK 300 (แทงค์ 300) ค่าย GWM (กเรท วอลล์ มอเตอร์) ของจีนได้ชัดเจน
ส่วนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน รถเพื่อการทหารรุ่นที่โด่งดังของพวกเขา เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 60 นั่นคือ รถ BJ212 (บีเจ 212) พัฒนาขึ้นโดย BEIJING AUTOMOBILE WORKS (เป่ยจิง ออโทโมบิล เวิร์คส์) หรือที่เรารู้จักในตัวย่อ BAW สามารถเรียกได้ว่า เป็นญาติกับรถตระกูล GAZ และ UAZ ของสหภาพโซเวียต และถูกใช้งานมายาวนานถึง 3 ทศวรรษ โดยปรัชญาการออกแบบ และรูปทรงรับ DNA มาจาก JEEP บิดาแห่งรถทรงกล่องอย่างชัดเจน และ BJ212 ก็ได้ถ่ายทอด DNA ด้านรูปลักษณ์มาสู่รถไฟฟ้าทรงกล่องอย่าง CHERY V23 (เชอรี วี 23) ที่เราคุ้นตา
เรียกได้ว่าในโลกใบนี้ ถ้ารถออฟโรดขนาดมาตรฐานล้วนแล้วแต่มีบิดาเป็น JEEP จากสงครามโลก ครั้งที่ 2 ทั้งสิ้น
สำหรับรถยอดนิยมในตลาดที่มีรูปลักษณ์ทรงกล่องนี้ ปัจจุบันในบ้านเรามีหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น TANK 300, LAND CRUISER FJ (แลนด์ ครูเซอร์ เอฟเจ), JAECOO 6 (เจคู 6) และ CHERY V 23 แต่ถ้าคุณพร้อมจะจ่ายมากหน่อย ก็จะมีบแรนด์เก่าแก่ชื่อดังอย่าง JEEP WRANGLER (จีพ แรงเลอร์) หรือ LAND ROVER DEFENDER (แลนด์ โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์) รถเหล่านี้ล้วนแล้วแต่รับอิทธิพลการออกแบบมาจากรถทางการทหารทั้งสิ้น แต่จะมีบางคันเท่านั้นที่ยังคงความเรียบง่าย และยืดหยุ่นต่อการปรับเปลี่ยนในสไตล์รถทหาร อาทิ JEEP WRANGLER เป็นหนึ่งเดียวในกลุ่มนี้ ที่สามารถถอดประตู, หลังคา และพับกระจกบังลมหน้าลง ได้ด้วยเครื่องมือพื้นฐาน ในขณะที่รถรุ่นอื่นๆ ดูจะมีเพียงรูปลักษณ์ และสัดส่วนที่ดูแล้วเป็นรถทหาร แต่รายละเอียดนั้นมีความเป็นรถพลเรือนเต็มรูปแบบ แต่การที่มีตัวถังด้านนอกที่ตั้งฉากกับพื้น และแบนราบ รถเหล่านี้ก็ยังง่ายต่อการติดตั้งอุปกรณ์เสริม หรือจุดยึดต่างๆ สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์แคมพิง ได้อย่างสบาย
อย่างไรก็ตาม แม้มันจะมีความศิวิไลซ์มากขึ้น แต่รูปลักษณ์ และสัดส่วนของมัน ยังช่วยในการลุยเส้นทางทุรกันดาร ได้ดีกว่าการนำรถเก๋งไปลุยอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น TANK 300 ที่ได้รับอิทธิพลด้านรูปลักษณ์จากรถทหาร UAZ-469 ของสหภาพโซเวียต ได้รับการออกแบบให้มีระยะโอเวอร์แฮงหน้า และหลังที่สั้นมาก เมื่อรวมกับความสูงใต้ท้องรถที่ค่อนข้างสูง ทำให้มันมีมุมปะทะชันถึง 33° และมุมจากด้านท้ายชันถึง 34° หรือในตัวอย่างของ CHERY V23 จะดีขึ้นไปอีก คือ มีมุมปะทะชันถึง 43° และมุมจากด้านท้ายชันถึง 41° หากเป็นรถที่หน้า หรือท้ายยาว มักจะเกยเนิน จนก่อให้เกิดความเสียหายกับตัวรถ และการที่มีขอบตัวถังที่เป็นเส้นตรงเรียบง่าย ช่วยเรื่องทัศนวิสัย โดยเฉพาะการชะโงกหน้าออกไปมองตรวจความเสี่ยงของเส้นทาง เช่น การไต่หิน หรือเลาะขอบคันดิน
อีกจุดหนึ่งที่คนจำนวนไม่น้อยชอบในรถทรงกล่องเหลี่ยมก็คือ พวกเขาพบว่า มิติภายในห้องโดยสารนั้นกว้างขวาง จากการที่หลังคาไม่ได้สอบขึ้นด้านบนเหมือนรถทั่วไป หากจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ลองดูที่ CHERY V23 ที่มีห้องโดยสารที่รู้สึกโปร่งสบาย และได้รับการออกแบบให้หลังคาสูง ทำให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร นั่งอยู่ในท่านั่งทิ้งขาลง เหมือนนั่งเก้าอี้ในบ้าน ซึ่งแม้จะมีฐานล้อที่ไม่ได้ยาวมาก เพียง 2,735 มม. แต่กลับไม่ได้ทำให้ผู้โดยสารตอนหลังมีพื้นที่วางขาน้อยแต่ประการใด
รูปทรงเหลี่ยมตั้งฉากเป็นสันเป็นมุมนั้น รู้กันดีว่าไม่เป็นผลดีต่ออากาศพลศาสตร์ ซึ่งในยุคของเครื่องยนต์สันดาป มันไม่ค่อยเป็นปัญหามากนัก เพราะรถทรงกล่องเหลี่ยมเหล่านี้ ไม่ได้เน้นเดินทางด้วยความเร็วสูง ดังนั้น แรงต้านอากาศ หรือแรงจากลมตีด้านข้าง (CROSSWIND) จึงเป็นที่ยอมรับได้ว่า จะทำให้รถทรงตัวได้ไม่ดีนัก ส่วนเรื่องเสียงดังจากการปะทะกับอากาศ ก็ไม่ใช่ปัญหาอีก เพราะรถเหล่านี้ในอดีต ก็ไม่ได้ออกแบบให้มีความโดดเด่นเรื่องเก็บเสียง จึงมักมีเสียงดังระงมในห้องโดยสาร ไม่ว่าจะเป็นเสียงของยางที่บดขยี้กับถนน เสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่ดังกระหึ่ม และตามด้วยเสียงลมที่หวีดหวิว รวมกันเป็นซิมโฟนีแห่งเสียงรบกวน ที่แฟนคลับรถออฟโรดเข้าใจกันดี
แต่ในยุคของรถ EV เรื่องของอากาศพลศาสตร์กลายเป็นปัญหาใหญ่ทันที เพราะมันกระทบกับหลายสิ่ง เช่น
1. รูปทรงที่ต้านลม และท้ายรถที่ตัดตรง ก่อให้เกิดแรงดูดด้านท้าย ส่งผลโดยตรงต่อระยะทางวิ่งที่สั้นลง เพราะต้องให้กำลังไฟฟ้ามากกว่าปกติในการเอาชนะแรงต้านอากาศ ซึ่งตัวอย่างของรถทรงนี้ มักจะมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศราว 0.50 หรือต้านลมพอๆ กับวัวตัวหนึ่งนั่นเอง
2. รถ EV เป็นรถที่เงียบ เสียงจากลมจะเป็นสิ่งที่ได้ยินชัดมาก
การแก้ปัญหาเรื่องอากาศพลศาสตร์ เพื่อช่วยเรื่องการบริโภคพลังงาน จะเห็นได้จากการออกแบบตัวถังของ TOYOTA LAND CRUISER FJ ที่มีการลบมุมตัวถังด้านหน้าอย่างชัดเจน และทำการสอบด้านท้ายเข้า แม้จะยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่ก็น่าจะต่ำกว่า 0.40 หากเทียบกับ LAND CRUISER ที่มีตัวถังแบบรถแวกอนปกติ อย่างรุ่น LC300 (แอลซี 300) ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศประมาณ 0.36 เชื่อว่าจะไม่ห่างกันมาก แต่หากจะให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศลดลงต่ำกว่านี้ ก็คงจะต้องหันไปหาตัวถังแบบท้ายลาด หรือ COUPE SUV แต่ก็ต้องแลกกับอรรถประโยชน์ที่หายไป
สำหรับรถ EV ที่เลือกใช้รูปลักษณ์ตัวถังทรงกล่องเหลี่ยมแล้วเจอปัญหาเรื่องระยะทางวิ่งที่น้อยจนลูกค้าส่ายหน้า มันยังมีทริคให้พวกเขาเลือกใช้ได้อีกวิธีหนึ่ง คือ เลือกใช้ระบบ REEV หรือระบบเครื่องปั่นไฟเพิ่มระยะทางวิ่ง (RANGE-EXTENDED ELECTRIC VEHICLE) ที่จะตัดปัญหาเรื่องระยะทางวิ่งไปในทันที เพราะสามารถวิ่งเข้าปั๊มน้ำมันได้ทันที และยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะแรงบิดที่ทันใจแบบรถ EV แต่สะดวกแบบรถน้ำมัน ในบ้านเรา รถทรงกล่องเหลี่ยมที่มีเทคโนโลยีนี้ก็คือ JAECOO 6T REEV นั่นเอง
ส่วนเรื่องเสียงรบกวนของลม ที่ถูกเน้นให้ชัดเจนขึ้น ด้วยความเงียบของระบบมอเตอร์ไฟฟ้า การออกแบบเรื่องการลบเหลี่ยมของตัวถังด้วยการใช้การปาดขอบตัวถัง (CHAMFERED) และการพัฒนาซีลขอบหน้าต่าง และประตู คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ คือ การใช้ระบบ ACTIVE ACOUSTIC NOISE CANCELING (แอคทีฟ อคูสติค นอยซ์ แคนเซลิง) โดยการใช้ไมโครโฟนที่ดักจับเสียงรบกวนจากลม รวมถึงเสียงยาง แล้วปล่อยคลื่นเสียงที่กลับเฟส (REVERSE PHASE WAVE) ออกไปทางลำโพงในรถ สามารถลดความดังของเสียงรบกวนได้เช่นกัน
เรียกว่ารูปลักษณ์ที่ได้รับการขัดเกลามากว่า 80 ปีของรถทรงกล่อง มีทั้งข้อดี และข้อด้อย และจะยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน ไม่ว่าคุณจะมองหารถลุยสำหรับใช้งานจริง หรือต้องการเพียงรถที่มีภาพลักษณ์แข็งแกร่ง สิ่งเดียวที่จะตอบได้ว่า มันใช่สำหรับคุณหรือไม่ ? คือ คุณต้องเข้าใจตัวคุณเอง และเข้าใจในตัวของรถให้ได้ ถ้ามันใช่สำหรับคุณ...คุณจะรักมันมากทีเดียว !










