รู้ลึกเรื่องรถ
ทำไมเจน X ปฏิเสธรถรุ่นใหม่ ?
จั่วหัวมาแบบนี้ เพราะผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่าน “ฟอร์มูลา” ส่วนใหญ่คงจะเป็นเจเนอเรชัน X เผลอๆ อาจเป็น “เบบี บูเมอร์” เลยด้วยซ้ำ พวกเรานั้นผ่านประสบการณ์การขับขี่มาแล้วหลายยุคหลายสมัย แต่ด้วยเหตุผลอะไร รถรุ่นใหม่ๆ ถึงไม่ชนะใจคนรุ่นที่มีความพร้อมทางการเงินอย่าง เจน X ได้ “รู้ลึกเรื่องรถ” ในฉบับนี้จะขอถอดรหัสปรัชญาการพัฒนารถรุ่นใหม่ไปทีละข้อ แล้วมาดูกันว่าทำไมปรัชญาเหล่านี้ถึงไม่ชนะใจคนรุ่นเรา
ปรัชญาการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่นั้น ยึดหลักการ C-A-S-E หรือกรอบความคิดหลัก 4 ประการของเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ ย่อมาจากคำว่า CONNECTED (เชื่อมต่อ) AUTONOMOUS DRIVING (ขับขี่อัตโนมัติ) SHARED/SERVICES (แบ่งปัน และให้บริการ) และสุดท้าย คือ ELECTRIC DRIVE (การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า) ซึ่งปรัชญา 4 ข้อนี้เป็นแกนหลักในการเปลี่ยนผ่านพาหนะเชิงกลแบบเดิม ไปสู่พแลทฟอร์มอัจฉริยะที่เชื่อมต่อถึงกันได้ และบรรลุผลสำเร็จในเชิงพาณิชย์ และกำหนดให้เป็นมาตรฐานหลักของโลกภายในช่วงสิ้นทศวรรษนี้ หรืออย่างช้าก็ไม่เกิน 10 ปีนับจากนี้
นิยามของกรอบความคิดแต่ละข้อสามารถอธิบายได้ดังนี้
1. CONNECTED หรือการเชื่อมต่อ นิยามนี้รถยนต์จะมิได้เป็นเพียงวัตถุที่วิ่งอยู่บนถนนอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่จะทำหน้าที่เหมือน “สมาร์ทโฟนติดล้อ” ที่นอกจากจะเชื่อมต่อกับอินเตอร์เนทอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะสามารถอัพเดทระบบปฏิบัติการของตัวเองแบบไร้สาย หรือที่เรียกว่า OTA (OVER-THE-AIR UPDATES) ให้ทันสมัยตลอดเวลา
นอกจากนั้น ยังสามารถสื่อสารกับรถยนต์คันอื่น หรือที่เรียกว่า V2V (VEHICLE TO VEHICLE) รวมถึงสื่อสารกับระบบสัญญาณไฟจราจร หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ระบบนี้เรียกว่า V2I (VEHICLE TO INFRASTRUCTURE) ผ่านไมโครชิพที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่ สามารถรับรู้สภาพการจราจรล่วงหน้า หรือได้รับความบันเทิงจากระบบสตรีมิง รวมถึงหากตัวรถตรวจพบการทำงานบกพร่องของชิ้นส่วนต่างๆ ก็สามารถแจ้ง และประสานไปยังศูนย์บริการ เพื่อทำนัดหมายเข้าไปตรวจเชค และซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงที
สำหรับการคาดการณ์ของการเข้าสู่กรอบแรกนี้ ปัจจุบันมีความพร้อมสูงมาก และเชื่อว่าไม่เกินปี 2028 รถรุ่นใหม่ทั้งหมด จะเข้าสู่มาตรฐานใหม่ นั่นคือ เชื่อมต่ออินเตอร์เนทได้ 100 %
2. AUTONOMOUS DRIVING หรือการขับขี่อัตโนมัติ เทคโนโลยีที่ช่วยให้รถยนต์สามารถเคลื่อนที่ และตัดสินใจได้เองโดยที่มนุษย์ไม่ต้องควบคุม หรือถ้ามีก็ต้องการบังคับควบคุมน้อยที่สุด
หลักการทำงานจะเป็นการผสานพลังของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับข้อมูลของสภาพแวดล้อม ที่มาจากระบบกล้องอัจฉริยะ (ADAS: ADVANCE DRIVER ASSISTANCE SYSTEMS) รวมถึงเซนเซอร์เรดาร์ และเซนเซอร์ไลดาร์ (LIDAR) ที่ใช้การสแกนด้วยเลเซอร์ เพื่อตรวจจับสิ่งกีดขวางรอบตัว ซึ่งจะประมวลผล และคาดการณ์ภายในเสี้ยววินาที
เป้าหมายเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะส่วนใหญ่มักเกิดมาจากความผิดพลาดของมนุษย์ (HUMAN ERROR) และทั้งหมดนี้จะเป็นการเปิดประตูสู่ธุรกิจใหม่ นั่นคือ แทกซีไร้คนขับ หรือโรโบแทกซี (ROBOTAXIS) ซึ่งกรอบเวลาของเทคโนโลยีนี้มีด้วยกันหลายกรอบ
เริ่มจาก ภายในปี 2028 ตั้งเป้าให้รถใหม่ทุกคันสามารถมีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ 2+ ซึ่งจะมาพร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะที่สามารถเปลี่ยนเลนอัตโนมัติได้ หรือจอดรถเอง ซึ่งภายในปี 2028 จะกลายเป็นฟังค์ชันพื้นฐานที่รถระดับกลางควรจะมี
กรอบเวลาต่อมา คือ ช่วงปี 2030 ช่วงนี้มีความคาดหวังว่า รถใหม่จะต้องมาพร้อมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ 3 หรือ 4 ที่ผู้ขับขี่สามารถปล่อยมือ หรือละสายตาจากถนนได้ ซึ่งจะต้องได้รับการรับรองจากภาครัฐ หรือกระทรวงคมนาคมของแต่ละประเทศ
3. SHARED หรือ SERVICES การแบ่งปัน หรือให้บริการ นี่คือการเปลี่ยนผ่านของค่านิยม “ซื้อเพื่อครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัว” ไปสู่ “การจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงบริการการเดินทางโดยรถยนต์” ซึ่งค่านิยมนี้เกิดขึ้นมาก่อนในเมืองใหญ่ของประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ลอนดอน นิวยอร์ค โตเกียว เพราะประสบปัญหาเรื่องที่จอดรถ และมีประชากรแค่บางส่วนเท่านั้นที่ครอบครองรถยนต์
ทัศนคติเรื่องการครอบครองรถยนต์ส่วนตัว จึงเปลี่ยนไปสู่ “การเรียกรถผ่านแอพพลิเคชัน” หรือการเช่ารถรายชั่วโมง (CAR-SHARING) ซึ่งเห็นได้ในแถบยุโรป ไปจนถึงการสมัครสมาชิกรายเดือน (CAR SUBSCRIPTION) ซึ่งสามารถที่จะเปลี่ยนรุ่นรถใช้งานได้ตามความต้องการ
แนวคิดนี้จะช่วยลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนได้ ซึ่งจำเป็นสำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพื้นที่ถนนต่อพื้นที่ทั้งหมดเพียง 7-7.2 % และมีพื้นที่ทางเท้าเพียง 1.4 % เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานสากลที่เมืองใหญ่ที่ดีควรมีพื้นที่ถนน 20-25 % และควรมีพื้นที่ทางเท้า 5-10 % ของพื้นที่เมืองทั้งหมด
นอกจากนั้น จะช่วยลดปัญหาที่จอดรถในเมืองใหญ่ และยังช่วยให้ผู้ใช้งานประหยัดค่าบำรุงรักษารถยนต์ในระยะยาว (ซึ่งคำนวณแล้วจะถูกกว่าเป็นเจ้าของรถราว 50-70 %) และสร้างความคุ้มค่าในสินทรัพย์เทคโนโลยีที่มูลค่าลดลงอย่างรวดเร็วอย่างรถไฟฟ้า
กรอบเวลาของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจากการซื้อรถส่วนตัว แล้วหันมาใช้บริการเดินทางร่วมกันผ่านระบบขับขี่อัตโนมัติ ระบบรถเช่ารายชั่วโมง หรือการสมัครสมาชิกรายเดือน วางไว้ที่ปี 2035
4. ELECTRIC DRIVE การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า การเปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปสู่พลังไฟฟ้า ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย ด้วยอัตราการเติบโตที่น่าตกใจ หัวใจหลักก็คือ กลไกภาษี และสรรพสามิต รวมถึงการสนับสนุนของภาครัฐ ทำให้รถไฟฟ้า โดยเฉพาะที่มาจากประเทศจีน เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
แน่นอนว่า ประโยชน์ที่ได้ คือ การลดการปล่อยแกสเรือนกระจก ลดฝุ่น และมลพิษทางอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนของโลก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมถึงบางประเทศในยุโรปที่ตั้งเป้าว่า รถยนต์ใหม่ที่จะขายในรัฐแคลิฟอร์เนีย จะต้องเป็นรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ในปี 2030
เรื่องนี้ประเทศไทยเองชูนโยบาย 30@30 ขึ้นเป็นยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งตั้งเป้าโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ให้มีการผลิตรถที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (ZEV: ZERO EMISSION VEHICLE) ให้ได้สัดส่วนอย่างน้อย 30 % ของการผลิตรถยนต์ ในปี 2030 เพื่อผลักดันให้ไทยก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ และชิ้นส่วนของภูมิภาค
เป้าหมายตัวเลขของรถประเภท ZEV ในปี 2030 คือ
1. รถยนต์นั่ง และรถกระบะ ต้องผลิตให้ได้ประมาณ 725,000 คัน/ปี
2. รถจักรยานยนต์ ต้องผลิตให้ได้ประมาณ 675,000 คัน/ปี
3. รถบัส และรถบรรทุก ต้องผลิตให้ได้ประมาณ 34,000 คัน/ปี
เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายสัดส่วน 30 % ที่วางไว้ จึงต้องขับเคลื่อนด้วยการสนับสนุน 3 ด้าน คือ
1. ส่งเสริมการเป็นฐานการผลิต หรือการกระตุ้นฝั่งผู้ผลิต (SUPPLY SIDE) ด้วยการดึงดูดให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ มาตั้งโรงงานในประเทศไทย และโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อรถไฟฟ้า เช่น ผลิตแบทเตอรี จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษทางภาษีอีกด้วย
2. การกระตุ้นฝั่งตลาด และผู้บริโภค (DEMAND SIDE) ผ่านมาตรการสนับสนุนด้านภาษี และเงินอุดหนุนต่างๆ อาทิ โครงการ EV3.0 และ EV3.5
3. การกระตุ้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (INFRASTRUCTURE) นั่นคือ การเร่งขยายเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะให้กระจายทั่วประเทศไทย โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีหัวจ่ายกระแสตรง (DC FAST CHARGE) มากกว่า 12,000 หัวจ่าย ทั่วประเทศ ในปี 2030 ซึ่งหากนับจำนวนหัวจ่ายกระแสตรงชนิดชาร์จเร็ว DC CCS2 ที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 8,200 หัวจ่าย
ทั้งหมดนี้ฟังดูน่าตื่นเต้น แต่คนเจน X และเจน Y บางส่วน ยังคงไม่เปิดใจให้แก่แนวคิดเหล่านี้ ซึ่งพอวิเคราะห์สาเหตุได้ ดังนี้
1. พวกเขาเติบโตมากับเทคโนโลยีสันดาปภายใน ที่แม้จะเลอะเทอะ สกปรก และซับซ้อน แต่พวกเขาก็ยังมองว่าเทคโนโลยีไฟฟ้ามันใหม่ และเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกิน
จุดนี้ก็นับว่าพวกเขามองไม่ผิด เพราะคงเหลือเวลาไม่นานก่อนที่เทคโนโลยีแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีแบทเตอรีโซลิดสเตท ที่มีความเสถียร และปลอดภัยจากการลุกไหม้ รวมถึงชาร์จไฟได้เร็วกว่ามาก ซึ่งเมื่อถึงวันที่เปิดตัวออกมา รถไฟฟ้าที่ใช้แบทเตอรีแบบเก่า ก็จะตกรุ่น และไม่มีใครต้องการอีก และพวกเขายังเชื่อว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในซ่อมง่าย มีอะไหล่มากมายทั้งมือหนึ่ง และมือสอง ให้เลือกอย่างแพร่หลาย รวมถึงช่างทั่วไปยังมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีเก่ามากกว่า
2. การบริหารการเงินที่รัดกุม กลุ่มเจน X มักจะอยู่ในฐานะหัวหน้าครอบครัว ดังนั้น การตัดสินเรื่องการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญ พวกเขาวิตกในเรื่อง “ความคุ้มค่าในระยะยาว” (TOTAL COST OF OWNERSHIP) นั่นหมายถึง ค่าใช้จ่ายเรื่องการเปลี่ยนแบทเตอรี ราคาขายต่อในตลาดรถมือสอง และเบี้ยประกันที่มีราคาสูง ซึ่งแม้ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และค่าใช้จ่ายระหว่างทางจะต่ำกว่ามาก แต่ท้ายที่สุดยอดค่าใช้จ่ายรวมอาจสูงกว่าด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน
3. ความสะดวก และความวิตกเรื่องระยะทาง คนเจน X ส่วนใหญ่ และเจน Y จำนวนไม่น้อย เคยชินกับการใช้ชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอน และไม่ชอบเรื่องการวางแผนซับซ้อน การต้องเสียเวลาจอด 30-40 นาที เพื่อชาร์จไฟ หรือการลุ้นว่าสถานีชาร์จจะมีช่องว่างไหม ไม่ตอบโจทย์ชีวิตของพวกเขา
4. เจน X ให้ความสำคัญกับเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ต่างจากเจน Z ที่เปิดรับการมาถึงของรถไฟฟ้า และชื่นชอบภาพลักษณ์ที่ทันสมัย และไม่มีปัญหากับการศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในขณะที่เจน X มอง และคาดหวังวิธีการใช้งานรถไฟฟ้า ด้วยสายตาของคนที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีแอนาลอก และจะรู้สึกหงุดหงิดที่รถไฟฟ้ามีปรัชญาการสร้าง และการขับขี่แตกต่างไปจากสิ่งที่คุ้นเคย
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเราถึงได้ยินเรื่อง “รถไฟฟ้าไม่มีเสียงไม่สนุก” นั่นเพราะเขาเคยชินกับ “เสียง” การทำงานของเครื่องจักร ถ้าเสียงเป็นสิ่งดี เหตุใดรถหรูอย่าง ROLLS-ROYCE (โรลล์ส-รอยศ์) ถึงพยายามทำให้รถของพวกเขาเงียบจนเสียงที่ดังที่สุดในห้องโดยสาร คือ เสียงของกลไกนาฬิกา
หลายบริษัทพยายามที่จะใส่เสียงสังเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็น BMW (บีเอมดับเบิลยู) หรือ MINI (มีนี) ที่พยายามคิดค้นโทนเสียงสังเคราะห์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะใส่ในรถไฟฟ้าของพวกเขา หรือ FERRARI LUCE (แฟร์รารี ลูเช) ก็พยายามดึงเสียงที่เกิดจากการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ามาขยายให้ผู้ขับได้ยิน ทั้งๆ ที่ความเงียบนั้นไม่ได้ผิดอะไร แค่ไม่เร้าใจเท่านั้นเอง
5. สัญลักษณ์ของความสำเร็จ การครอบครองรถยนต์ คือ ความภาคภูมิใจของคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในกลุ่มเจน X ที่เติบโตมากับโลกที่เรียบง่ายกว่ายุคปัจจุบัน การระบุว่าอันนี้ของฉัน อันนั้นของเธอ มันเข้าใจง่ายกว่าการใช้งานร่วมกับผู้อื่น การที่จะแยกรถยนต์ออกจากการเป็นผู้ครอบครอง เป็นสิ่งที่อาจจะยังเข้าใจได้ยาก หลายคนแค่ให้พี่น้องยืมรถไปขับ พอนำกลับมาคืนแล้วไม่ปรับเบาะกลับไปตำแหน่งเดิมก็รู้สึกหงุดหงิดแล้ว
(แต่เชื่อได้ว่า ด้วยเทคโนโลยี AI ต่อไปข้อมูลทางกายภาพของเราจะถูกนำติดตัวไปด้วยผ่านทางอุปกรณ์สมาร์ทโฟน หรือสมาร์ทคีย์ เมื่อเราจะขับรถไม่ว่าจะเป็นคันไหน ตัวรถจะสามารถปรับเบาะไปสู่ตำแหน่งที่เหมาะสมกับสรีระเราได้ก่อนที่เราจะนั่งลงบนเบาะเสียอีก)
6. การต่อต้านการทำงานอัตโนมัติ (ANTI AUTONOMOUS) เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนเจน X จำนวนมาก เช่น การปิดระบบช่วยเหลือการขับขี่ของรถ ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรคฉุกเฉิน หรือระบบป้องกันการเปลี่ยนเลนโดยไม่ตั้งใจ เพราะความเคยชินกับรถที่พวกเขาควบคุมด้วยตัวเองทั้งหมด การที่ปัญญาประดิษฐ์มาตัดสินใจแทนนั้นไม่ต่างอะไรกับผู้โดยสารมาแย่งพวงมาลัย เพราะพวกเขาไม่ชอบการแทรกแซง (INTERVENTION) ใดๆ พวกเขาจะขับรถรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย แต่ปิดการทำงานเหล่านั้น และขับเหมือนพวกเขายังอยู่ในยุค 90 ต่อไป
ดังนั้น คำโฆษณาเรื่องระบบอัจฉริยะต่างๆ จึงไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้น หรือกระตุ้นให้รู้สึกอยากใช้งานแม้แต่น้อย
หากจะให้สรุปก็คือ สำหรับคนเจน X อย่างเราๆ ท่านๆ สักวันก็ต้องเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าสุดไฮเทคอย่างแน่นอน ในวันที่รถยนต์สันดาปภายในของเรา ไม่มีซากอะไหล่มือสองเหลือให้เปลี่ยนแล้ว










