รู้ลึกเรื่องรถ
รถเครื่องยนต์ 16 สูบ “บิกไซซ์สุดซับซ้อน” (ตอนจบ)
รถเครื่องยนต์ 16 สูบ ยังมีให้ “เสพ” กันอย่างจุใจ เชิญไปติดตามกันได้เลย
CIZETA MORODER V16T (ชิเซตา โมโรเดอร์ วี 16 ที) ปี 1988
ซูเพอร์คาร์ที่ “บ้าคลั่ง” ที่สุดในทศวรรษที่ 80 ผลงานออกแบบของนักออกแบบของปรมาจารย์ MARCELLO GANDINI (มาร์เชลโล กันดินี) ผู้ซึ่งก่อนหน้านั้นได้รับการว่าจ้างให้ออกแบบ LAMBORGHINI DIABLO (ลัมโบร์กินี ดิอาบโล) ซูเพอร์คาร์ระดับเรือธงของค่ายกระทิงดุ ซึ่งช่วงเวลานั้น CHRYSLER (ไครสเลอร์) เป็นเจ้าของ และได้แก้ไขลดทอนความคมของเส้นสายดั้งเดิมของเขา ซึ่งในสายตาเรารู้สึกว่า DIABLO เป็นรถที่สวยจับใจ แต่สำหรับปรมาจารย์อย่างเขากลับรู้สึกไม่พอใจ จึงนำแบบตัวรถออริจินอลไปคุยกับ CLAUDIO ZAMPOLLI (คเลาดิโอ ซัมโปลลี) อดีตวิศวกรของค่ายกระทิงดุ และได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากนักแต่งเพลงแนวอีเลคทรอนิคส์ชื่อดังอย่าง GIORGIO MORODER (โจร์โจ โมโรเดอร์) ก่อให้เกิดพโรเจคท์ “CIZETA”
ความบ้าคลั่งของซูเพอร์คาร์คันนี้ คือ การเลือกใช้เครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ วางขวางกลางลำ (TRANSVERSE) ซึ่งเป็นที่มาของตัวอักษร “T” ต่อท้ายนั่นเอง โดยเหตุผลที่ต้องวางเครื่องแบบนี้ เพราะขุมพลังบลอคนี้ คือ การประกบเครื่องยนต์แบบ วี 8 สูบ ของ LAMBORGHINI URRACO (ลัมโบร์กินี อูร์ราโก) 2 ตัวเข้าด้วยกัน เพื่อลดความยาวของเพลาข้อเหวี่ยง จากทั่วไปที่เป็นชิ้นเดียว ให้เป็น 2 ชุดแยกอิสระจากกัน โดยการประกบนั้นจะใช้ท้ายเครื่องชนกับท้ายของอีกเครื่อง โดยมีชุดคลัทช์ และเกียร์คั่นกลาง รูปทรงของเครื่องยนต์ และเกียร์จะเป็นรูปตัว T ซึ่งจากความยาวของเครื่องยนต์แบบ วี 8 สูบ 2 เครื่องประกบกัน ส่งผลให้ตัวรถมีความกว้างถึง 2,050 มม.
เครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ ความจุ 6 ลิตร ให้กำลัง 540 แรงม้า กับแรงบิด 542 นิวทันเมตร/55.3 กก.ม. ความเร็วสูงสุดได้ 328 กม./ชม. และที่สำคัญ คือ มันถูกผลิตขึ้นมาเพียง 9 คันเท่านั้น จึงเป็นหนึ่งในรถที่น่าสะสมที่สุดคันหนึ่ง เพราะมีทั้งเรื่องราว และแนวคิดทางวิศวกรรมที่ไม่เหมือนใคร
BMW 750 IL GOLDFISH (บีเอมดับเบิลยู 750 ไอแอล โกลด์ฟิช) ปี 1988
รถคันนี้เป็นพโรเจคท์ลับของทีมวิศวกรที่พัฒนาขึ้นมา โดยเป็นการนำเครื่องยนต์ รหัส M70 แบบ วี 12 สูบ ความจุ 5.0 ลิตร มาต่อเติมให้มีลูกสูบเพิ่มอีก 4 ลูก และความจุเพิ่มเป็น 6.7 ลิตร ให้กำลัง 408 แรงม้า แล้วนำมาใช้กับ 7 SERIES (ซีรีส์ 7) รหัสตัวถัง E32
ปัญหา คือ จำนวนลูกสูบที่เพิ่มขึ้น 4 ลูก นั้นทำให้ความยาวเพิ่มขึ้นอีก 12 นิ้ว หรือ 300 มม. แต่พวกเขาไม่สามารถเพิ่มความยาวของตัวรถได้ เลยต้องแก้ไขด้วยการย้ายอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องเครื่องที่ไม่จำเป็นออกไป รวมถึงย้ายรังผึ้งหม้อน้ำที่เดิมอยู่ด้านหน้าสุดไปอยู่ท้ายรถ ซึ่งเป็นที่มาของช่องดักลมบริเวณด้านหลังของประตูคู่หลัง และเป็นที่มาของชื่อ “GOLDFISH”
ด้วยความที่ว่ามันไม่มีความเหมาะสมใดๆ แถมยังไม่ได้มีเรี่ยวแรงอะไรมากนัก จึงไม่น่าแปลกใจที่พโรเจคท์จบลงแบบเงียบๆ และเดินเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ BMW ไปในที่สุด
ROLLS-ROYCE 100EX (โรลล์ส-รอยศ์ 100 อีเอกซ์) ปี 2004
รถแนวคิดของค่าย ROLLS-ROYCE ในยุคที่บริหารงานโดย BMW มาพร้อมเครื่องยนต์ใหญ่โตอลังการ สืบทอดจิตวิญญาณจากพโรเจคท์ GOLDFISH คันก่อนหน้านี้ แต่แทนที่จะเอาเครื่องยนต์ที่มีอยู่แล้วมาต่อเติม กลับใช้เครื่องยนต์ที่ออกแบบพัฒนาใหม่ มีความจุถึง 9.0 ลิตร DOHC 64 วาล์ว ให้กำลัง 700 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวทันเมตร/102.0 กก.ม. ซึ่งการพัฒนานี้เป็นการพิสูจน์แนวคิดว่า เครื่องยนต์ที่ใหญ่ขนาดนี้สามารถวิ่งได้เนียนระดับ “อุลทราสมูธ” พร้อมแรงบิดมหาศาล
แต่น่าเสียดายที่ผู้บริหารไม่ลุยต่อ และพอใจกับเครื่องยนต์แบบ วี 12 สูบ ความจุ 6.75 ลิตร ที่มีกำลัง 453 แรงม้า ซึ่งเพียงพอกับการใช้งาน
รถคันที่ใช้เครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ และเคยอวดโฉมในภาพยนตร์สายลับแนวตลก “JOHNNY ENGLISH REBORN” นำแสดงโดย ROWAN ATKINSON หรือ “มิสเตอร์บีน” โดยขุมพลัง วี 16 สูบ ถูกนำไปประจำการในรถรุ่น PHANTOM COUPE (แฟนทอม คูเป) ซึ่งดาราดังคนนี้ครอบครองเป็นกรณีพิเศษ
BUGATTI VEYRON & CHIRON (บูกัตตี เวย์รน และชีรน) ปี 2005-2024
ไฮเพอร์คาร์เครื่องยนต์แบบ W16 สูบ ที่ไม่ต้องอธิบายกันมากสำหรับรถทั้ง 2 รุ่นนี้ เพราะนี่คือ แนวคิดการออกแบบเครื่องยนต์ที่มีความจุ 8.0 ลิตร กับเทอร์โบ 4 ลูก ที่กะทัดรัดที่สุด ด้วยการนำเอาเครื่องยนต์แบบ VR8 หรือเครื่องยนต์แบบ วี 8 สูบ เสื้อสูบทำมุมแคบเพียง 15 องศา มาวางคู่กันกับเครื่อง VR8 ที่เสื้อสูบทำมุม 90 องศา โดยใช้เพลาข้อเหวี่ยงร่วมกัน
การจัดวางที่ชาญฉลาด ทำให้มันมีความยาวเพียง 700 มม. เท่านั้น เวอร์ชันแรกสุด คือ VEYRON ให้กำลัง 987 แรงม้า จากเทอร์โบ 4 ลูก ที่ทำงานแบบขนานกัน คือ 1 ลูกรับผิดชอบ 4 ลูกสูบ และได้รับการพัฒนาต่อเนื่องจนมีกำลังสูงสุดกว่า 1,600 แรงม้า และแรงบิดระดับ 1,600 นิวทันเมตร/163.2 กก.ม. ในรุ่น CHIRON ที่แม้จะใช้เทอร์โบ 4 ลูกเหมือนเดิม แต่เป็นระบบซีเควนเชียลเทอร์โบ คือ มีลูกเล็กที่ทำงานรอบต่ำ และลูกใหญ่ที่ทำงานรอบสูง โดยเทอร์โบแต่ละคู่ รับผิดชอบเครื่องยนต์แต่ละฝั่ง
แน่นอนว่า มันคือพโรดัคชันคาร์ที่เคยครองสถิติความเร็วทางเรียบมายาวนาน แต่การทำให้เครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และสุดซับซ้อนนี้มีขนาดกะทัดรัดก็ก่อปัญหาอื่นตามมาด้วยเช่นกัน นั่นคือ ความร้อนสะสมที่ทำให้ทุกอย่างในห้องเครื่องเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องแก้ปัญหาความร้อนด้วยการมีรังผึ้งระบายความร้อนแยกกันสำหรับส่วนต่างๆ รวมกันมากถึง 10 ชิ้น ใช้สารหล่อเย็นสำหรับการระบายความร้อนมากถึง 40 ลิตร ดังนั้น การรั่วซึมของระบบใดๆ อาจหมายถึงหายนะได้ทันที จึงไม่น่าแปลกใจที่มันมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาหนักหน่วง
BUGATTI TOURBILLON (บูกัตตี ตูร์บิยง) ปี 2026
เครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ ไร้ระบบอัดอากาศรอบจัด พลัก-อิน ไฮบริด นี่คือการแก้ปัญหาประจำตัวของเครื่องยนต์ W16 เดิมที่ปลดปล่อยความร้อนมหาศาลจากการใช้เทอร์โบ 4 ลูก มาสู่เครื่องยนต์แบบไร้ระบบอัดอากาศที่สะสมความร้อนน้อยกว่า แถมการจัดรูปแบบเครื่องแบบ “V” ที่มีความยาว 1,000 มม. ซึ่งยาวขึ้นกว่าเครื่องยนต์ W16 ถึง 300 มม. ทำให้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนระบายความร้อนได้ง่ายขึ้น แม้จะยาวขึ้น แต่ตัวเครื่องยนต์กลับมีน้ำหนักลดลงเหลือเพียง 252 กก.เท่านั้น โดยเครื่องยนต์ W16 เทอร์โบ มีน้ำหนักถึง 400 กก. จากความซับซ้อนในการออกแบบระบบระบายความร้อน และเทอร์โบ 4 ตัว
เครื่องยนต์ใหม่นี้พัฒนาโดย COSWORTH ความจุ 8.35 ลิตร โดยใช้ลูกสูบที่มีมิติ และช่วงชักเหมือนกับของเครื่องยนต์ W16 บลอคเดิม เสื้อสูบทำมุม 90 องศา และมีรอบหมุนสูงสุดถึง 9,000 รตน. ให้กำลัง 1,000 แรงม้า และทำงานผสานมอเตอร์ไฟฟ้า กำลัง 340 แรงม้า จำนวน 3 ตัว โดยแบ่งกันทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อหน้า 2 ตัวแยกกันซ้าย-ขวา และอีกตัวหนึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อคู่หลัง รถคันนี้จึงให้กำลังสุทธิ 1,800 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.0 วินาที กับความเร็วสูงสุด 445 กม./ชม.
พลังงานไฟฟ้าที่ใช้มาจากแพคแบทเตอรีขนาด 24.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง สถาปัตยกรรม 800 โวลท์ ซึ่งมีประสิทธิภาพพอจะทำให้ TOURBILLON ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 60 กม.
แต่จุดที่คนกล่าวขวัญถึงที่สุดของเครื่องตัวนี้กลับไม่ใช่เรื่องของพละกำลัง แต่เป็นเรื่องของเสียงกรีดร้องสุดเร้าใจ จากรอบหมุนที่พุ่งทะยานไปถึงระดับ 9,000 รตน. (เครื่องยนต์ W16 หมุนไม่เกิน 7,000 รตน.)
นี่เป็นแค่บางส่วนของรถยนต์เครื่องยนต์ 16 สูบ ที่โลกรู้จัก โดยเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายจาก BUGATTI ดูจะเป็นเครื่องยนต์บลอคที่ยอดเยี่ยมที่สุด ซึ่งในชีวิตของเราก็อาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นมันเลย เพราะมีการผลิตจำนวนจำกัด และเราก็กำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยของแรงม้าที่ได้มาง่ายๆ จากมอเตอร์ไฟฟ้า จึงไม่แน่ใจว่าจะมีใครสักคนหาญกล้าสร้างสรรค์เครื่องจักรกลสุดซับซ้อนแบบนี้ออกมาอีกหรือไม่















