รู้ลึกเรื่องรถ
รถเครื่องยนต์ 16 สูบ “บิกไซซ์สุดซับซ้อน”
“ยิ่งเครื่องใหญ่ยิ่งแรง” นิยามนี้เคยเป็นข้อเท็จจริงจากอดีต แรงม้าที่มากขึ้นจะผันแปรโดยตรงกับความจุของกระบอกสูบ แต่ปัจจุบันการเข้ามาของระบบไฮบริด และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รถแรงยุคนี้ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องยนต์ความจุมากมายมหาศาลอีกต่อไป ดังที่จะเห็นได้จาก FERRARI F80 (แฟร์รารี เอฟ 80) ไฮเพอร์คาร์รุ่นทอพของค่ายม้าลำพอง ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ วี 6 สูบ เทอร์โบ ความจุ 3.0 ลิตร แต่ให้กำลังถึง 900 แรงม้า และทำงานผสานมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลัง 300 แรงม้า ทำให้ได้กำลังสุทธิ 1,200 แรงม้า
แน่นอนว่า พวกเขาเลือกใช้เครื่องยนต์แบบ วี 6 สูบ เทอร์โบ ไฮบริด มาใช้กับรถของพวกเขา เหมือนเป็นการสะท้อนยุคสมัยของเครื่องยนต์แข่งขันร่วมสมัย ที่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ของรถแข่งสูตร 1 หรือของรถแข่ง LE MANS (เลอ มองส์) ของทีมม้าลำพอง ล้วนแต่เป็นเครื่องยนต์แบบ วี 6 สูบ เทอร์โบ ไฮบริด เช่นเดียวกัน โดยรหัสเครื่องยนต์ของ FERRARI F80 คือ F163CF ซึ่งมีพื้นฐานเดียวกับเครื่องยนต์รหัส F163CG ที่ประจำการในรถแข่ง LE MANS รุ่น 499P ของพวกเขา
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามที่จะใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กพ่วงกับระบบไฮบริด ซึ่งเป็นผลพวงของการพัฒนาเครื่องยนต์รถแข่งรุ่นใหม่มาใช้กับไฮเพอร์คาร์ให้ได้เห็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็น MERCEDES-AMG PROJECT ONE (เมร์เซเดส-เอเอมจี พโรเจคท์ วัน) ที่ยกเอาเครื่องยนต์แบบ วี 6 สูบ เทอร์โบ ความจุ 1.6 ลิตร จากรถแข่งสูตร 1 มาพ่วงกับมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 4 ตัว ซึ่งรวมแล้วให้พละกำลังระดับ 1,000 แรงม้า
แม้แต่ในอดีตก็ยังมีรถระดับไอคอนิคบางคันที่ใช้เครื่องยนต์แบบ วี 6 สูบ อยู่เหมือนกัน อาทิ JAGUAR XJ220 (แจกวาร์ เอกซ์เจ 220) ซูเพอร์คาร์เครื่องยนต์วางกลางลำจากต้นทศวรรษที่ 90 ในตำนานของบแรนด์ ซึ่งใช้เครื่องยนต์แบบ วี 6 สูบ ทวินเทอร์โบ ความจุ 3.5 ลิตร ให้พละกำลัง 542 แรงม้า ซึ่งใกล้เคียงกับเครื่องยนต์แบบ วี 12 สูบ ความจุ 6.2 ลิตร แบบหายใจเอง ซึ่งมีแผนจะนำมาใช้เป็นขุมพลัง แต่ต้องยกเลิกไป เพราะปัญหาเรื่องค่าไอเสียเกินค่ามาตรฐานที่ยอมรับได้ และยังทำให้รถมีฐานล้อ (WHEELBASE) ยาวเกินไป ซึ่งการเปลี่ยนใจหันมาใช้เครื่องยนต์แบบ วี 6 สูบ ยังช่วยให้รถมีน้ำหนักลดลงกว่า 100 กิโลกรัม แถมยังหดฐานล้อลงมาได้อีก 200 มม. โดยมีสมรรถนะยอดเยี่ยมเช่นเดิม
แนวคิดนี้เหมือนจะดี แต่เชื่อเถอะว่าโลกของประสิทธิภาพกับโลกของศิลปะแห่งจักรกล มันอาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะรถทั้ง 3 รุ่นที่กล่าวมา ยังไม่ชนะใจบรรดานักเลงรถอย่างเป็นเอกฉันท์ เหมือนเช่นการเปรียบเทียบ นาฬิกากลไกที่ใช้มาพร้อมปฏิทินแบบเพอร์เพชวล (PERPETUAL CALENDAR) มันย่อมรู้สึกน่าทึ่งกว่าการมองสมาร์ทวอทช์ ดังนั้น ฉบับนี้จะพาหันกลับไปดูโลกในขั้วตรงข้าม นั่นคือ โลกของรถยนต์สมรรถนะสูงที่มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ 16 สูบ “บิกไซซ์สุดซับซ้อน” ซึ่งเป็นตำนานในโลกรถยนต์
โลกของรถยนต์สมรรถนะสูง เครื่องยนต์แบบ 16 สูบ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในยุคก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 ในสหรัฐอเมริกา และยุโรป มีการพัฒนารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์บิกไซซ์สุดซับซ้อนนี้มาแล้ว ดังนั้น จึงขอแนะนำให้รู้จักรถรุ่นต่างๆ ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ 16 สูบ จากอดีตถึงปัจจุบัน เริ่มจาก
1. MASERATI TIPO V4 (มาเซราตี ตีโป วี 4) ปี 1929
นี่คือรถแข่งคันแรกที่บุกเบิกการใช้เครื่องยนต์แบบ 16 สูบ โดยคำว่า V4 ในชื่อของมัน อาจจะทำให้คนสับสนว่ามันใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบ แต่ความจริงหมายถึง การใช้เครื่องยนต์แบบสูบ วี ความจุ 4.0 ลิตร โดยเป็นเครื่องยนต์สูบ วี แบบมุมแคบ คือ มุมระหว่างลูกสูบ 2 ฝั่งกว้างเพียง 12.5 องศา โดยยุคนั้นมันสามารถสร้างพละกำลังได้มากถึง 280-305 แรงม้า สามารถทำสถิติความเร็วทางเรียบในระยะทาง 10 กม. ด้วยความเร็วเฉลี่ยสูงถึง 246 กม./ชม. รวมถึงทำสถิติความเร็วเฉลี่ยต่อรอบที่สนาม MONZA ถึง 200 กม./ชม. และไม่มีใครเอาชนะสถิตินี้เป็นเวลานานถึง 25 ปี แต่ถึงมันจะมีความเร็วทางตรงสูงมาก ทว่าเครื่องยนต์ที่ใหญ่ และหนัก ส่งผลให้มันทำระยะเบรคได้ไม่ค่อยดีนัก
2. CADILLAC V16 (แคดิลแลค วี 16) ปี 1930
จากเครื่องยนต์ของรถแข่งมาสู่การเป็นเครื่องยนต์สำหรับรถหรู โดยคันนี้เป็นพโรดัคชันคาร์รุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ ประจำการจากโรงงาน และมีความจุถึง 452 ลูกบาศก์นิ้ว หรือ 7.4 ลิตร แม้จะให้พละกำลังเพียง 165-185 แรงม้า แต่มีการทำงานเรียบลื่นสมกับเป็นรถระดับพรีเมียมของสหรัฐอเมริกา โดยทางค่ายเลือกใช้งานเครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ บลอคนี้นานถึง 10 ปี ใช้ประจำการในรถหลายรุ่นของ CADILLAC ยุคนั้น และมีแยกย่อยเป็น 2 รุ่น ได้แก่
- SERIES 452 เครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ เสื้อสูบทำมุมแคบ 45 องศา ใช้ประจำการในรถช่วงปี 1930-1937
- SERIES 90 FLATHEAD เครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ ความจุ 431 ลูกบาศก์นิ้ว หรือ 7.1 ลิตร ให้กำลัง 185 แรงม้า เสื้อสูบทำมุมกว้างถึง 135 องศา หรือเกือบแบนราบ ซึ่งเหมาะกับรถรุ่นใหม่ที่มีตัวถังแบนขึ้นกว่าแต่ก่อน ใช้ประจำการในรถช่วงปี 1938-1940
จากนั้นการผลิตเครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ ของ CADILLAC จำเป็นต้องสิ้นสุดลง เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลก ครั้งที่ 2 เต็มตัว
3. MARMON SIXTEEN (มาร์มอน ซิกซ์ทีน) ปี 1931
อีกหนึ่งบแรนด์หรูจากรัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา ท้าชนกับ CADILLAC โดยเครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ ของพวกเขาถือว่าล้ำหน้า เพราะเสื้อเครื่องผลิตจากอลูมิเนียม แม้จะมีน้ำหนักถึง 422 กิโลกรัม แต่ยังเบากว่าเสื้อเครื่องเหล็กหล่อของ CADILLAC ถึง 270 กิโลกรัม โดยเครื่องยนต์ของพวกเขามีความจุมากถึง 8.0 ลิตร และมีพละกำลังราว 200 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุดถึง 542 นิวทันเมตร/55.3 กก.ม. โดยสามารถออกตัวด้วยเกียร์ 3 ซึ่งเป็นเกียร์สุดท้ายได้สบายๆ แบบไม่มีการกระตุกดับ และไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์จนถึงความเร็วสูงสุด 170 กม./ชม. รถรุ่นนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของรถยนต์ยุคนั้น แต่ด้วยราคาที่เกินเอื้อมในยุคฟองสบู่แตก จึงทำให้มันไม่ได้ไปต่อ
4. AUTO UNION TYPE A-C (เอาโท ยูเนียน ไทพ์ เอ-ซี) ปี 1933-1937
ผลงานการพัฒนาของ FERDINAND PORSCHE (เฟร์ดินันด์ โพร์เช) รถแข่งรุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นหลายรูปแบบ โดยรถที่ใช้เครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ วางกลางลำ และมีด้วยกัน 3 เวอร์ชัน ได้แก่ A, B และ C เริ่มจากรุ่น A ความจุ 4.4 ลิตร ให้กำลัง 295 แรงม้า ส่วนรุ่น C ความจุ 6 ลิตร ให้กำลังถึง 520 แรงม้า และความเร็วสูงสุด 340 กม./ชม. สำหรับรุ่นล้อเปิด และถ้าเป็นเวอร์ชันล้อปิดที่ลู่ลมเป็นพิเศษ ที่เรียกว่า AUTO UNION TYPE C STREAMLINER (เอาโท ยูเนียน ไทพ์ ซี สตรีมไลเนอร์) ที่ออกแบบมาสำหรับสนามแข่งที่มีทางตรงยาว เช่น สนาม AVUS ในเบร์ลิน รถรุ่นลู่ลมพิเศษคันนี้ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 406 กม./ชม. ในปี 1937 จากการทดสอบบนเอาโทบาห์นสาย FRANKFURT-TO-DARMSTADT
5. ALFA ROMEO TIPO 316 (อัลฟา โรเมโอ ตีโป 316) ปี 1938-1939 (รหัส 316 หมายถึง 3.0 ลิตร 16 สูบ)
ความพยายามของทีมแข่งอิตาเลียน ช่วงก่อนเข้าสู่สงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่ต้องการเอาชนะรถแข่ง AUTO UNION ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ ให้ได้ แต่น่าเสียดายเมื่อพวกเขาพัฒนาเครื่องยนต์แบบ วี 16 สูบ ความจุ 3.0 ลิตร พ่วงซูเพอร์ชาร์จ ให้พละกำลัง 440 แรงม้าเสร็จสิ้น ก็ไม่สามารถเทียบชั้นกับรถแข่ง AUTO UNION เครื่องวางกลางลำ ที่ได้มูฟออนไปสู่ TYPE D เครื่องยนต์แบบ วี 12 สูบ ซูเพอร์ชาร์จ ที่มีความยาวลดลง รวมถึงมีน้ำหนักเบากว่า ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาท้ายหนัก ด้วยการปรับสมดุลโดยการย้ายตำแหน่งคนขับ จากเดิมที่น้ำหนักกดอยู่ค่อนไปทางหัวรถขยับมาที่กึ่งกลางรถมากขึ้น ช่วยให้ลดอาการท้ายปัดอันเป็นปัญหาที่ติดตัวมาช้านานทิ้งไป และทำให้รถแข่งสัญชาติอิตาเลียนคันนี้ ทำดีที่สุดแค่ที่ 2 เท่านั้น
รถเครื่องยนต์ 16 สูบ ทั้ง 5 คันนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของที่สุดแห่งวิศวกรรมยานยนต์ แต่เนื่องจากพื้นที่จำกัด โปรดติดตามตำ นานความทรงพลัง และบทสรุปของเรื่องนี้ใน “ฟอร์มูลา” ฉบับเดือนตุลาคม 2569








