รู้ลึกเรื่องรถ
CHEVROLET CORVETTE ZR1X นิยามใหม่ ไฮเพอร์คาร์ 1,250 แรงม้า ราคาไม่ถึง 10 ล้าน !
“ไฮเพอร์คาร์” แตกต่างจาก “ซูเพอร์คาร์” อย่างไร ?
เรามักพูดถึงไฮเพอร์คาร์ว่า เป็นรถที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร หรือนับเป็นเพียง 1 % บนจุดสูงสุดของเหล่าซูเพอร์คาร์ โดยใช้บรรทัดฐานด้านสมรรถนะ อาทิ มีพละกำลังมากกว่า 1,000 แรงม้า ความเร็วสูงสุดมากกว่า 320 กม./ชม. (200 ไมล์/ชม.) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. น้อยกว่า 3 วินาที และอัตราเร่ง 0-402 เมตร ต่ำกว่า 10 วินาที (ตามมาตรฐานรถแรงของภาพยนตร์ THE FAST AND THE FURIOUS) และสมรรถนะระดับนี้ มักจะมาพร้อมการผลิตจำนวนจำกัด ซึ่งสอดคล้องกับราคาค่าตัวอย่างน้อยก็ต้อง “1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ”
แน่นอนว่า ไฮเพอร์คาร์ส่วนใหญ่จะมาจากบแรนด์ผู้ผลิตที่มีประวัติในการผลิตซูเพอร์คาร์กันมาช้านาน และสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีสุดซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็น BUGATTI CHIRON (บูกัตตี ชีรน) LA FERRARI (ลา แฟร์รารี) McLAREN P1 (แมคลาเรน พี 1) KOENIGSEGG JESKO (เคอนิกเซกก์ เยสโก) ฯลฯ
แต่ปัจจุบันนิยามของไฮเพอร์คาร์กำลังจะเปลี่ยนไป หลังจากที่ CHEVROLET (เชฟโรเลต์) เปิดตัวรถที่จะเขย่าความเชื่อเกี่ยวกับสมรรถนะ และ “ราคา” ระดับเทพนิยายของไฮเพอร์คาร์ ให้กลายเป็นรถที่เข้าถึงไม่ยาก พร้อมด้วยรูปลักษณ์ และสมรรถนะ ในราคาที่จับต้องได้ในโลกมนุษย์
รถคันนั้น คือ CORVETTE ZR1X (คอร์เวทท์ เซดอาร์ 1 เอกซ์) ที่มาพร้อมนิคเนม ZORA (โซรา)
ชื่อ ZORA มาจากชื่อของ ZACHARY “ZORA” ARKUS-DUNTOV วิศวกรเครื่องยนต์ และนักแข่งรถเชื้อสายยิว-รัสเซีย ที่ผู้คนให้สมญาว่า “บิดาแห่งคอร์เวทท์” (FATHER OF CORVETTE) เพราะเขาเป็นผู้พลิกโฉมรถรุ่นนี้จากรถเปิดประทุนทรงสวย เป็นรถสปอร์ทที่คนต้องยำเกรง ด้วยการนำเครื่องยนต์ TURBO-FIRE แบบ วี 8 สูบ OHV ความจุ 4.34 ลิตร (265 ลูกบาศก์นิ้ว) ซึ่งเป็นบลอคใหม่ (ขณะนั้น) พละกำลังระหว่าง 162-195 แรงม้า มาประจำการใน CORVETTE C1 เพื่อให้สามารถต่อกรกับ FORD THUNDERBIRD (ฟอร์ด ธันเดอร์เบิร์ด) จากเดิมที่เคยเสียเปรียบเพราะใช้ขุมพลังแบบ 6 สูบแถวเรียง ความจุ 3.9 ลิตร ที่มีกำลังเพียง 150 แรงม้า
การมาถึงของขุมพลัง วี 8 สูบ สมรรถนะสูง ที่ประจำการใน CORVETTE สำหรับการแข่งขันในชื่อ EX87 ปี 1955 ได้พลิกโฉมหน้าของรถรุ่นนี้ไปตลอดกาล เพราะบรรดาแฟนๆ ล้วนเทใจไปให้ขุมพลัง วี 8 สูบ ทั้งหมด เท่ากับปิดฉากเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง ไปโดยปริยาย และขุมพลัง วี 8 สูบ ได้กลายเป็นหัวใจของ CORVETTE สืบต่อมาถึงทุกวันนี้
CORVETTE ZR1X ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นรถที่มีสมรรถนะสูงสุด บนพื้นฐานของ CORVETTE เจเนอเรชัน 8 (C8) ซึ่งใช้การวางเครื่องกลางลำเปิดประทุนเจเนอเรชันปัจจุบัน โดยชื่อ ZR1 ถูกใช้เป็นตัวแทน รถรุ่นทอพของตระกูลมาตลอด ตั้งแต่เจเนอเรชัน 3 เป็นต้นมา
ZR1 ของเจเนอเรชัน C3 เป็นรุ่นเครื่องยนต์แรงพิเศษ วางจำหน่ายระหว่างปี 1970-1972 มีการผลิตราว 53 คันเท่านั้น
ZR1 ของเจเนอเรชัน C4 วางจำหน่ายระหว่างปี 1990-1995 เป็นการพัฒนาเครื่องยนต์ร่วมกันระหว่าง GENERAL MOTORS (เจเนอรัล มอเตอร์ส) หรือ GM กับ LOTUS (โลทัส) และเป็นหนึ่งในรถที่เร็วที่สุดของโลกในยุคนั้น
ZR1 ไม่มีในเจเนอเรชัน C5 และมาปรากฏอีกครั้งในเจเนอเรชัน C6 และ C7 ในฐานะตัวทอพ โดยคราวนี้ใช้ขุมพลัง วี 8 สูบ พ่วงระบบอัดอากาศด้วยซูเพอร์ชาร์เจอร์ ซึ่งเปิดให้เห็นจากภายนอกผ่านทางครอบพลาสติคใสบนฝากระโปรง
สำหรับในเจเนอเรชัน C8 อันเป็นเวอร์ชันร่วมสมัยนี้ เปิดตัวในปี 2020 และเป็นครั้งแรกที่มาในรูปแบบเครื่องวางกลางลำ ทุกคันจะสามารถเปิดหลังคาได้ และได้รับการออกแบบมาให้รองรับเทคโนโลยีไฮบริดตั้งแต่แรก โดยเวอร์ชัน ZR1 เปิดตัวในปี 2024 ในฐานะรุ่นทอพของเจเนอเรชัน ใช้เครื่องยนต์ วี 8 สูบ DOHC รหัส LT7 ความจุ 5.5 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลัง 1,064 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 1,123 นิวทันเมตร/114.5 กก.ม. ซึ่งตอนนั้นถือเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ GM เคยผลิต มันส่งกำลังลงสู่ล้อคู่หลัง ผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ (DCT) 8 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม ในเวลา 2.4 วินาที อัตราเร่งจากจากจุดหยุดนิ่งผ่าน 402 เมตร ในเวลาเพียง 9.6 วินาที และมีความเร็วสูงสุดถึง 375 กม./ชม.
อย่างที่บอกไว้ว่า มันได้รับการออกแบบมาให้สามารถรองรับระบบไฮบริดได้ ซึ่งพวกเขาก็ได้พัฒนาเวอร์ชันไฮบริดขึ้น ใช้ชื่อ E-RAY (อี-เรย์) ที่เปิดตัวไปก่อนหน้า ZR-1 ในปี 2023 โดยเป็นระบบไฮบริดที่ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ วี 8 สูบ รหัส LT2 ความจุ 6.2 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ ให้กำลังสูงสุด 495 แรงม้า แรงบิด 64.2 กก.ม. ส่งกำลังลงสู่ล้อหลัง ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 160 แรงม้า แรงบิด 17.2 กก.ม. ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า ใช้พลังงานจากแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ความจุ 1.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่ติดตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ขับกับผู้โดยสาร ชาร์จไฟด้วยเครื่องยนต์ และการใช้มอเตอร์หน่วง ทั้งหมดให้กำลังสุทธิ 655 แรงม้า แรงบิด 82.2 กก.ม.
แม้จะมีแรงม้ากับแรงบิดน้อยกว่า ZR1 แต่เพราะการใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ EAWD ทำให้มันมีอัตราเร่งช้ากว่า ZR1 เพียงเล็กน้อย นั่นคือ โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที และอัตราเร่ง 0-402 เมตร ใน 10.5 วินาทีเท่านั้น แต่ความเร็วสูงสุดแค่ 257 กม./ชม. เพราะมีการจำกัดความเร็ว เพื่อป้องกันมอเตอร์ไฟฟ้าเสียหาย
จากประสบการณ์ของ ZR1 และ E-RAY พวกเขาตกผลึกทางความคิดว่า เพื่อให้บรรลุสมรรถนะสูงสุด จะต้องผสมผสานมอเตอร์ไฟฟ้า (E-RAY) เข้ากับเครื่องยนต์พลังสูง LT7 (ZR1) ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือ CORVETTE ZR1X
การพัฒนา CORVETTE ZR1X มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อคู่หน้าจาก E-RAY ได้รับการอัพเกรดเพิ่มจาก 160 แรงม้า เป็น 186 แรงม้า และเพิ่มแรงบิดขึ้นเป็น 20.0 กก.ม. ส่วนเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ LT7 ยังคงความร้อนแรงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงที่ 1,064 แรงม้า เพียงแค่นี้ก็สามารถทำให้มีกำลังสุทธิ 1,250 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 131.8 กก.ม. !
เมื่อมีพละกำลังเพิ่มขึ้นทั้งแรงม้า และแรงบิด รวมถึงได้แรงยึดเกาะจากล้อคู่หน้าเพิ่มขึ้นจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ EAWD ทำให้ CORVETTE ZR1X ระเบิดอัตราเร่งระดับสั่นประสาท นั่นคือ บนพื้นผิวที่มีการยึดเกาะดี มันสามารถทำอัตราเร่ง 0-60 ไมล์/ชม. (96 กม./ชม.) ในเวลาเพียง 1.68 วินาที ควอร์เตอร์ไมล์ (0-402 เมตร) ใน 8.675 วินาที กับความเร็วผ่านเส้นเกือบ 260 กม./ชม. (ขณะทดสอบอัตราเร่ง ตัวรถสร้างแรงจีสูงสุดถึง 1.75 G จนนักทดสอบเปรียบเทียบว่าเหมือนถูก “บีบปอด” เลยทีเดียว) ซึ่งในความเป็นจริง แม้บนถนนที่ไม่ได้รับการปรับสภาพการยึดเกาะ แต่ขอให้ยางอยู่ในสภาพดี มันก็สามารถทำอัตราเร่งระดับไม่เกิน 2 วินาที ได้สบายๆ และยังทำเวลาควอร์เตอร์ไมล์ ระดับ 9 วินาที อย่างไม่ยากเย็น แค่นี้ก็พูดได้เต็มปากแล้วว่า นี่คือสมรรถนะของไฮเพอร์คาร์ที่แท้ทรู
เนื่องจากเป็นรถที่ทำอัตราเร่งได้รวดเร็วอย่างน่าตกใจ มันจึงต้องได้รับการใส่ใจในทุกรายละเอียด เริ่มจากระบบขับเคลื่อน เพื่อไม่ให้มอเตอร์ไฟฟ้าได้รับความเสียหายจากการหมุนรอบสูงเกินไป ระบบจะตัดการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อทำความเร็วเกิน 160 ไมล์/ชม. (257 กม./ชม.) เพื่อปลดปล่อยความเร็วสูงสุดออกมาให้ได้ ส่วนแบทเตอรีขนาด 1.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ได้รับการทดสอบแล้วว่า สามารถปล่อย และชาร์จอย่างต่อเนื่องหนักหน่วงได้สบาย พิสูจน์มาจากการใช้งานในสนามแข่งต่อเนื่องได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่เกิดปัญหา จุดเด่นของระบบไฮบริดของ CORVETTE ZR1X คือ สามารถเลือกได้ว่า จะใช้โหมดระเบิดพลัง หรือ “ควอลิฟาย โหมด” สำหรับเวลาคัดตัว หรือโหมดวิ่งต่อเนื่องด้วยความเร็วสูง หรือ “เอนดูรานศ์ โหมด” เพื่อใช้กลยุทธ์การจัดการพลังงานอย่างเหมาะสมกับการแข่งขัน
อีกสิ่งหนึ่งที่อาจจะไม่ได้ทำให้คนบ้าความแรงกระโดดโลดเต้น นั่นคือ มอเตอร์ไฟฟ้าของ CORVETTE ZR1X สามารถพาตัวรถเคลื่อนในโหมดอีวีแบบเงียบกริบไร้เสียง (คลานออกจากโรงรถอย่างเงียบเชียบ) ได้ราว 7-8 กม. กับความเร็วสูงสุดของโหมดไฟฟ้าล้วน 70 กม./ชม. โหมดนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อนบ้าน
แต่ด้วยพละกำลังของเครื่องยนต์ และความเร็วเพียงเท่านี้ ไม่อาจทำให้มันทำเวลาที่ดีในสนามแข่งสุดโหด ดังนั้นจึงต้องมีระบบเบรคชั้นเยี่ยมด้วย และเพื่อให้รองรับความเร็วอันเกิดจากอัตราเร่งที่รุนแรงได้อยู่หมัด CORVETTE ZR1X จึงมาพร้อมจานเบรคขนาดใหญ่ที่สุดรุ่นหนึ่งที่เคยเห็นจากโรงงาน นั่นคือ จานเบรคคาร์บอนเซรามิคส์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16.5 นิ้ว ! (416 มม.) พร้อมคาลิเพอร์เบรค 10 ลูกสูบ สำหรับล้อหน้า และคาลิเพอร์เบรค 6 ลูกสูบ ที่ล้อหลัง
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบอากาศพลศาสตร์ที่สามารถสร้างแรงกด (DOWNFORCE) ได้ถึง 1,200 ปอนด์ (544 กก.) เพื่อรองรับกับความเร็ว จึงไม่น่าแปลกใจว่า ZTK PERFORMANCE PACKAGE ที่มีให้เลือกเป็นออพชัน จึงมีการจัดเต็มด้วยปีกหลังขนาดใหญ่ และอัพเกรดระบบรองรับแบบพิเศษ เพื่อให้รถไม่ยุบยวบเพราะแรงกดจากระบบอากาศพลศาสตร์ ในขณะที่ CORVETTE ZR1X รุ่นมาตรฐาน จะใช้ระบบกันสะเทือนแบบแม่เหล็กเหลว (MAGNETIC SELECTIVE RIDE CONTROL 4.0) ที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่า สามารถรองรับการขับขี่ได้เต็มประสิทธิภาพ
และเพื่อให้เข้าโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม มันยังมีระบบควบคุมแรงบิดของเพลาหน้า ทำให้สามารถเร่งออกจากโค้งได้อย่างมั่นคง ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ CORVETTE ZR1X สามารถทำเวลาต่อรอบที่สนาม NURBURGRING เพียง 6:49.275 นาทีเท่านั้น
แม้มีสมรรถนะร้อนแรงระดับไฮเพอร์คาร์ แต่มันกลับมีราคา (ในสหรัฐฯ) เริ่มต้นที่ 2-3 แสนเหรียญสหรัฐฯ (ราว 7-11 ล้านบาท) เท่านั้น แน่นอนว่าด้วยชื่อชั้น และราคา ทำให้มันไม่สามารถขึ้นไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าไฮเพอร์คาร์รุ่นใหญ่ได้ ทั้งที่มีสมรรถนะระดับเดียวกัน แต่หากเทียบกับซูเพอร์คาร์ทั่วไป นี่คือตัวเลือกที่ไม่อาจมองข้ามได้
ที่พิเศษกว่า คือ CHEVROLET มีพโรแกรมให้คุณเข้าไปมีส่วนร่วมในการประกอบเครื่องยนต์ LT7 ร่วมกับช่างเครื่องยนต์ระดับมาสเตอร์เทคนิเชียนของ PERFORMANCE BUILD CENTER หรือ PBC ซึ่งคุณจะได้รับป้ายติดบนฝาครอบเครื่องว่าเป็นผู้ประกอบเครื่องนี้ด้วยตัวเอง เจ๋งไหมล่ะ !







