รู้ลึกเรื่องรถ
5 ทเรนด์ AI ในรถไฟฟ้าอนาคต
ก่อนอื่นต้องบันทึกไว้ว่า วันที่เขียนต้นฉบับ “รู้ลึกเรื่องรถ” รัฐบาลเพิ่งประกาศลอยตัวราคาขายปลีกน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดขึ้นราคาทันที ลิตรละ 6 บาท และก็ยังไม่รู้ว่ากว่า “ฟอร์มูลา” ฉบับนี้จะถึงมือท่าน ราคาน้ำมันจะต้องขึ้นไปอีกกี่รอบ
สิ่งหนึ่งที่เห็นผลทันที คือ คนที่ตั้งใจจะเปลี่ยนรถใหม่ให้ความสนใจรถไฟฟ้ามากขึ้น เพราะแม้ว่าราคาค่าไฟตามบ้านมีแนวโน้มจะต้องปรับราคาขึ้น เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามเช่นกัน แต่การที่เราสามารถชาร์จไฟรถของเราที่บ้านได้ (ถ้าอยู่บ้านเดี่ยว) ก็ช่วยให้คลายกังวลได้ระดับหนึ่ง
สถานการณ์ของวิกฤตเชื้อเพลิงโลกวันนี้อาจจะ “เร่ง” ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากยุคเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าแบบก้าวกระโดด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนารถยนต์ของบางค่าย อาทิ HONDA (ฮอนดา) ที่เพิ่งประกาศ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 จะยุติโครงการพัฒนารถไฟฟ้าในตระกูล 0 (ZERO) ไม่ว่าจะเป็น 0 SUV (ซีโร เอสยูวี) และ 0 SALOON (ซีโร ซาลูน) ที่จะเปิดสายการผลิตในสหรัฐอเมริกา รวมถึงรถไฟฟ้าที่ร่วมทุนกับค่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของญี่ปุ่นอย่าง SONY (โซนี) ที่ชื่อ SHM (SONY HONDA MOBILITY) ส่งผลให้การพัฒนารถไฟฟ้า AFEELA (อฟีลา) ที่พวกเขาเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2023 ต้องปิดฉากลง พร้อมคืนเงินจองให้แก่ลูกค้าที่ให้ความสนใจแบบเต็มจำนวน โดยที่ HONDA ยืนยันว่ายังคงยึดมั่นกับระบบไฮบริดต่อไป ซึ่งจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานนี้ “อาจจะ” ทำให้ตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับการตัดสินใจของตัวเอง ส่วนฝั่งที่ “แบ่งรับแบ่งสู้” ไฟฟ้าก็ทำน้ำมันก็ใช้ ดูจะอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมกับอนาคตมากกว่า
ทิศทางการพัฒนาของรถไฟฟ้ามีความชัดเจนว่า นอกจากจะพัฒนาในด้านประสิทธิภาพของแบทเตอรีให้มีสมรรถนะดีขึ้น ความจุมากขึ้น และใช้เวลาในการชาร์จให้สั้นลง แล้วยังจะได้รับการพัฒนาด้านซอฟท์แวร์ปฏิบัติการให้มีความเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI: ARTIFICIAL INTELLIGENT) ที่สามารถพัฒนาตัวเองผ่านการเชื่อมต่อไม่ต่างไปจากสมาร์ทโฟนของคุณ โดยทเรนด์การพัฒนาแบ่งออกได้เป็น 5 ข้อ ดังนี้
1. การควบคุมที่เป็นหนึ่งเดียวด้วยซอฟท์แวร์
การพัฒนายานยนต์ในยุคต่อไปนั้นจะไม่ได้เป็นการรวมกันของสิ่งที่แยกกันเป็นเอกเทศอีกต่อไป เพราะในอดีตชิ้นส่วนหนึ่งๆ ก็จะเป็น “โมดูล” อิสระที่ทำหน้าที่ของมันไป อาทิ กระจกไฟฟ้าก็ทำหน้าที่เปิด-ปิดกระจก สั่งงานด้วยมือ โดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าที่แบ่งออกมาจากระบบไฟฟ้าของรถ หรือไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรค ก็ล้วนแล้วแต่มีวงจรแยกเป็นเอกเทศกันไป แต่สำหรับรถยนต์ในยุคต่อไป (รวมถึงรถทุกวันนี้หลายรุ่น) อุปกรณ์ทั้งหลายล้วนแล้วแต่ต้องเชื่อมต่อกับสมองกลส่วนกลาง ที่รูปแบบการทำงานสามารถพัฒนา หรือเปลี่ยนแปลงได้ ผ่านการอัพเกรดแบบไร้สาย เท่ากับว่า การปรับปรุงการทำงานร่วมกันของรถยนต์จะทำได้ง่าย และรวดเร็วมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็หมายความว่า ถ้ามีการเปลี่ยนชิ้นส่วนใดๆ อาทิ เปลี่ยนบานประตูใหม่ ก็จำเป็นต้องตั้งพโรแกรมให้สมองส่วนกลางทำความรู้จักกับประตูบานใหม่ด้วย เป็นต้น
2. ปัญญาประดิษฐ์อยู่ในฐานะผู้ช่วย
ในรถรุ่นใหม่บางรุ่น ปัญญาประดิษฐ์ได้รับการออกแบบให้สังเกต และทำงานสอดคล้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์แบบเนียนๆ อาทิ BMW I3 (บีเอมดับเบิลยู ไอ 3) รุ่นใหม่ มันสามารถแยกแยะได้ว่าเรากำลังเปลี่ยนเลนแบบ “ตั้งใจ” หรือ “ไม่ตั้งใจ” ได้ด้วยการสังเกตรูปแบบของการกลอกตาว่า เรากำลังขับรถอย่างมีสติ หรือหลับใน หากเราเปลี่ยนเลนแบบตั้งใจ (ตากลอกไปในทิศทางที่เรากำลังพุ่งไป) แม้ว่าจะขับรถข้ามเลนโดยไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว ระบบรักษาเลน (LANE KEEPING) จะไม่ส่งเสียงเตือน หรือดึงพวงมาลัยกลับ แต่ในทางกลับกันหากเราใจลอย หรือหลับใน ระบบจะสังเกตได้พร้อมกับดึงพวงมาลัยกลับเอง ราวกับมีหลวงพ่อประจำรถที่แอบคุ้มครองเราเงียบๆ
นอกเหนือจากนั้น ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ดี จะสามารถจดจำ และเข้าใจถึงความแตกต่างของผู้ใช้แต่ละคน อาทิ ผู้ขับขี่ที่มีความสูงแตกต่างกัน แทนที่จะต้องปรับเบาะเอง ซึ่งบางทีเราก็ไม่รู้ว่าตำแหน่งไหน คือ ตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา เพียงแค่ระบุความสูงของผู้ขับขี่ เก้าอี้คนขับจะเสนอแนะตำแหน่งที่ “เหมาะสม” ให้เราได้ทันที และตัวเบาะก็สามารถปรับอุณหภูมิที่ดีที่สุดให้แก่เราอัตโนมัติด้วย
3. การลดจุดอ่อนของเทคโนโลยีไฟฟ้า
ในงาน CES 2026 งานแสดงสินค้าอีเลคทรอนิคส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก มีการแสดงรถไฟฟ้าที่วิ่งไกลขึ้นด้วยการเพิ่มความจุแบทเตอรี มากกว่า 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยรถไม่ได้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งทำได้ด้วยการยกระดับสถาปัตยกรรมไฟฟ้าจาก 400 โวลท์ เป็น 800 โวลท์ นอกจากนี้ ยังสามารถลดเวลาในการชาร์จไฟลงได้ ด้วยการควบคุมอุณหภูมิของแบทเตอรีจากการชาร์จไฟเข้าอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ คือ เทคโนโลยีที่ทำงานแบบปิดทองหลังพระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคไม่ได้รับรู้ เพราะมันซ่อนอยู่ภายใน และแน่นอนว่า ผู้ผลิตทั่วโลกต่างพยายามคิดค้นเทคโนโลยีที่จะควบคุมอุณหภูมิของแบทเตอรีให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ร้อน และไม่เย็นเกินไป เพื่อลดความน่าเบื่อของการวางแผนการเดินทางไกล
4. ห้องโดยสารที่ให้ประสบการณ์รอบด้าน (IMMERSIVE EXPERIENCE COCKPIT)
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเริ่มที่จะคุ้นตากับห้องโดยสารที่มีหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ แม้ไม่นานนี้รัฐบาลจีนได้ประกาศใช้มาตรการที่ระบุว่า ห้องโดยสารของรถจำเป็นต้องมี “ปุ่ม” หรือ “สวิทช์” ที่สามารถสั่งงานโดยตรงได้ ห้ามไม่ให้จับทุกสิ่งยัดเข้าอยู่ไปในหน้าจอ แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า ห้องโดยสารได้เปลี่ยนสภาพเป็นห้องนั่งเล่นสุดไฮเทคเรียบร้อยแล้ว หน้าจอจะไม่มีวันเล็กลง และจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ระบบ UI (USER INTERFACE) ใช้งานง่าย สวยงาม และระบบปฏิบัติการที่กำลังถูกพัฒนาจะช่วยลดความวุ่นวายกับระบบอินเตอร์เฟศเช่นเดิมแล้ว เพราะรถยนต์จะฉลาดขึ้น และสามารถจดจำ รวมถึงจัดสิ่งที่เหมาะสมให้แก่ผู้โดยสารแต่ละคนได้อย่างชาญฉลาด โดยรูปแบบของการออกแบบห้องโดยสารที่จะกลายเป็นแนวทางต่อไป คือ
4.1 การหายไปของแผงหน้าปัด
ถูกแทนที่ด้วย HUD (HEAD UP DISPLAY) หรือระบบฉายภาพสะท้อนบนกระจกหน้า ในช่วงที่ผ่านมา ระบบ HUD ได้รับการพัฒนาให้สามารถแสดงข้อมูลได้มากขึ้น หรือในกรณีของ BMW IX3 (ไอเอกซ์ 3) และ I3 เราได้เห็นการวางตำแหน่งจอแบบพาโนรามิควิชัน ที่เกิดจากการฉายภาพสะท้อนจากฐานของแดชบอร์ด ขึ้นไปอยู่บนขอบชายล่างของกระจกบังลมหน้า ซึ่งให้ความรู้สึกที่เป็น 3 มิติ คมชัดอย่างน่าทึ่ง และยังสามารถนำเสนอข้อมูลการขับขี่ที่พอเพียงกับการใช้งานโดยไม่จำเป็นต้องใช้แผงหน้าปัดอย่างที่คุ้นเคยอีกต่อไป
4.2 ระบบสั่งงานด้วยเสียง
หากเอ่ยถึงคำนี้สำหรับรถยนต์ หลายคนมักจะคิดถึงฝันร้ายของระบบนี้ เพราะมากกว่าทศวรรษแล้วที่บรรดาผู้ผลิตได้นำเสนอฟังค์ชัน “การสั่งงานด้วยเสียง” (VOICE COMMAND) ในการสั่งทำงานง่ายๆ อาทิ เปิดหน้าต่าง, ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ หรือการสั่งให้โทรศัพท์หาใครสักคน เป็นต้น แต่ในอดีตการจะใช้งานระบบสั่งงานด้วยเสียงให้ลุล่วงไปนั้น เราต้อง “จดจำ” รูปแบบโครงสร้างของคำสั่งที่ “ถูกต้อง” ซึ่งหลายครั้งต้องใช้ภาษาอังกฤษที่มีสำเนียงกับไวยากรณ์ “ตรง” กับที่ตั้งพโรแกรมไว้ ซึ่งผลที่ได้ คือ “พูดกี่ทีมันก็ไม่เข้าใจ”
แต่ปัจจุบันจากฐานข้อมูลภาษาขนาดใหญ่ และระบบปัญญาประดิษฐ์เริ่มเติบโต สามารถเข้าใจ และคาดเดาคำสั่งภาษามนุษย์ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ และยังสามารถโต้ตอบกับเราได้ด้วยภาษาที่ดูเป็นธรรมชาติอย่างน่าทึ่ง โดยเราสามารถพูดคุยกับ AI ด้วยภาษาพูดที่เป็นธรรมชาติ และใช้คำสั่งที่ซับซ้อนได้มากขึ้น อาทิ การหาเส้นทางที่รถติดน้อย ไปจนถึงการจองจุดชาร์จระหว่างทาง และเชื่อว่าสักวันมันคงจะเล่าเรื่องตลกให้เราฟังแก้เหงาได้ด้วย
ความบันเทิงในพื้นที่ผู้โดยสาร
สำหรับผู้โดยสาร การสตรีมิง หรือเล่นเกมส์ออนไลน์ รวมถึงการทำงานต่างๆ บนรถ ดูจะเป็น “ของมันต้องมี” สำหรับรถในอนาคต ดังนั้นจอภาพจะไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงคนขับเท่านั้น แต่จะถูกกระจายออกเพื่อการใช้งานที่เป็นอิสระของผู้โดยสารทุกคนในรถ
5. เชื่อมต่ออยู่เสมอ
สิ่งหนึ่งที่กำลังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือ ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล V2X (VEHICLE TO EVERYTHING) หรือการเชื่อมต่อระหว่างยานพาหนะ เข้ากับสิ่งอื่นๆ โดยปัจจุบันยานพาหนะมีการเชื่อมต่อหลัก คือ เชื่อมเข้ากับเครือข่ายเซลลูลาร์ (V2N: VEHICLE TO NETWORK) ผ่านทางระบบ 5G แต่ก็ยังคงเพียงการใช้งานระบบนำทางกับระบบสื่อสารเท่านั้น แต่ในอนาคตอันใกล้ การเชื่อมต่อจะขยายตัวออกไป และจะมีการเกิดขึ้นของ V2V (VEHICLE TO VEHICLE) หรือการเชื่อมต่อระหว่างยานพาหนะกับยานพาหนะ, V2I (VEHICLE TO INFRASTRUCTURE) หรือการเชื่อมต่อระหว่างยานพาหนะกับระบบโครงสร้างพื้นฐานบนท้องถนน และ V2P (VEHICLE TO PEDESTRIAN) หรือการเชื่อมต่อระหว่างยานพาหนะกับผู้ร่วมใช้ทาง
คือ วิสัยทัศน์ที่กำลังบอกว่า รถยนต์แห่งอนาคตจะไม่ใช่แค่เชื่อมต่อกับเครือข่ายการสื่อสารแบบที่เราคุ้นเคยเท่านั้น แต่จะสื่อสารกับรถคันอื่นๆ บนท้องถนน (V2V) ซึ่งจะช่วยให้สามารถวิ่งไปด้วยกันอย่างปลอดภัย หากบูรณาการร่วมกับ V2I (VEHICLE TO INFRASTRUCTURE) ยานพาหนะจะสื่อสารแบบ 2 ทาง (BI-DIRECTIONAL) กับระบบสัญญาณไฟจราจร ป้ายจราจร ระบบเก็บค่าผ่านทาง ฯลฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทาง ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ยุคสมัยแห่งการเดินทางแบบไร้คนขับ (AUTONOMOUS VEHICLE) ที่รถยนต์จะสามารถทราบถึงรูปแบบถนนทั้งพื้นผิว รัศมีของโค้ง และความเร็วที่เหมาะสม
แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้การเดินทางแบบไร้คนขับเป็นไปได้จริง คือ ระบบ V2P (VEHICLE TO PEDESTRIAN) หรือการเชื่อมต่อระหว่างยานพาหนะกับผู้ร่วมใช้ทาง เพราะจะสามารถคาดการณ์พฤติกรรมของผู้ร่วมทาง อาทิ คนเดินถนน หรือคนปั่นจักรยาน เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ ที่นอกจากจะมีศักยภาพด้านระบบตรวจจับต่างๆ ทั้ง เรดาร์, ไลดาร์ รวมถึงกล้อง ADAS แล้ว ระบบ V2P จะสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับสมาร์ทโฟนที่แวดล้อมพาหนะของเราได้อีกด้วย (SMARTPHONE INTEGRATION) โดยระบบ AI จะช่วยให้รถของเราสามารถคาดเดาพฤติกรรมการเคลื่อนที่ของมนุษย์เจ้าของสมาร์ทโฟนที่กำลังใช้เส้นทางเดียวกับเรา เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การเชื่อมต่อในอนาคตจะมาพร้อมสมองกลสมรรถนะสูง ดังนั้นระหว่างที่เราจอดชาร์จ หรือจอดพักรถ มันยังสามารถเชื่อมต่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบคลาวด์ (CLOUD COMPUTING) เพื่อช่วยในการทำงานของเราได้อีกด้วย
5 ทเรนด์ที่กล่าวมา คือ หัวใจของการพัฒนารถแห่งอนาคต ยุคที่รถยนต์เป็นตัวแทนของประติมากรรมเคลื่อนที่ หรือการอวดอ้างถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่หายใจเป็นเปลวเพลิง มันผ่านไปแล้ว เพราะรถยนต์สมัยใหม่ คือ การเดินทางที่ปลอดภัย ผ่อนคลาย เปิดกว้างสำหรับทุกเพศ ทุกวัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า “คุณค่า” ของรถยนต์แบบดั้งเดิมจะหายไป ตรงกันข้าม รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน จะมีคุณค่าเฉกเช่นเดียวกับนาฬิกากลไกไขลานจากประเทศสวิทเซอร์แลนด์ ที่มาพร้อมความสลับซับซ้อน และประณีต แม้จะมีฟังค์ชันจำกัดไม่กี่อย่าง เมื่อเทียบกับสมาร์ทวอทช์สุดแสนชาญฉลาดที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง แต่ไม่เกินปีก็จะถูกแทนที่ด้วยรุ่นใหม่ที่เหนือชั้นกว่า











