รู้ลึกเรื่องรถ
KOENIGSEGG JESKO ABSOLUT ไฮเพอร์คาร์ปีศาจ !
ไฮเพอร์คาร์ KOENIGSEGG (เคอนิกเซกก์) จากประเทศสวีเดน ถือเป็นหนึ่งในรถระดับตำนานที่นอกจากรูปลักษณ์จะแตกต่างจากบแรนด์อื่นๆ แล้ว ยังมีความโดดเด่นเฉพาะตัว ด้านแนวคิดทางวิศวกรรมอีกด้วย เช่น การริเริ่มนำเชื้อเพลิงเอธานอล อี 85 มาใช้ รวมถึงแนวคิดแปลกใหม่อีกมากมาย แถมเรื่องสมรรถนะก็โหดแบบไม่เป็นสองรองใคร และด้วยจำนวนการผลิตที่จำกัด ยิ่งทำให้มันเป็นสุดยอดปรารถนาของเหล่านักสะสมระดับอภิมหาเศรษฐี เพราะค่าตัวของมันหากมีการนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราแบบเสียถาษีถูกต้อง ประมาณการว่าจะพุ่งสูงระดับ 350-400 ล้านบาท !
ล่าสุด เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ความสุดยอดทางวิศวกรรมของพวกเขาได้รับการยืนยันอีกครั้งด้วย KOENIGSEGG JESKO ABSOLUT (เคอนิกเซกก์ เยสโก แอบโซลูท) ซึ่งเป็นเวอร์ชันลู่ลมของไฮเพอร์คาร์ในอนุกรม JESKO เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบ วี 8 สูบ ทวินเทอร์โบ ความจุ 5.0 ลิตร วางกลางลำ ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลัง 1,176 กิโลวัตต์/1,600 แรงม้า (ด้วยเชื้อเพลิง อี 85) ได้สร้างสถิติอัตราเร่งที่น่าทึ่ง บนถนนที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อการแข่งขันดแรกเรซิงด้วยซ้ำ โดยเป็นการบันทึกสถิติบนรันเวย์ของสนามบินเก่า และใช้ยางเรเดียลรุ่นมาตรฐาน
สถิติของ KOENIGSEGG JESKO ABSOLUT ที่ถูกบันทึกไว้ ได้แก่ อัตราเร่ง 1/4 ไมล์ เวลา 8.54 วินาที ความเร็ว 305 กม./ชม. และอัตราเร่ง 1/2 ไมล์ เวลา 12.76 วินาที ความเร็ว 373 กม./ชม. โดยมีผู้สันทัดกรณีให้ความเห็นว่า ความเร็วสูงสุดของไฮเพอร์คาร์คันนี้ น่าจะไปถึงระดับ 500 กม./ชม. !
แน่นอนว่าแรงม้าล้วนๆ ไม่สามารถพามันมาถึงจุดนี้ได้ ดังนั้น เราจะมาไขความลับของอัตราเร่งที่เร็วอย่างน่าทึ่งของไฮเพอร์คาร์คันนี้กัน
อันดับแรก คือ การตอบสนองต่อคันเร่งที่ไวที่สุดเท่าที่รถยนต์สันดาปจะทำได้
รถเครื่องยนต์สันดาปภายในล้วนๆ ไม่มีทางจะกระโดดออกจากจุดสตาร์ทได้เร็วไปกว่ารถที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง โดย KOENIGSEGG JESKO ABSOLUT มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.7 วินาที ซึ่งรถไฟฟ้าตัวแรงทั้งหลายสามารถทำได้ไม่ยาก แต่หลังจากนั้นมันจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่ากลัว จนวิ่งทะลุหลัก 400 กม./ชม. ในเวลาราว 16.77 วินาที เท่านั้น (ตัวเลขนี้ คือ สถิติโลกปัจจุบัน)
อย่างไรก็ตาม การที่มันมีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.7 วินาที แสดงว่ามันตอบสนองต่อเท้าได้อย่างรวดเร็วไม่แพ้รถไฟฟ้า และ 3 สิ่งนี้ คือ หัวใจของการตอบสนองที่รวดเร็วระดับฟ้าผ่า
1. ระบบฉีดอากาศ (AIR INJECTION SYSTEM)
เป็นที่รู้กันว่า รถที่เค้นแรงม้ามหาศาลมาจากการใช้เทอร์โบขนาดใหญ่ ต้องการไอเสียจำนวนมากมาขับเคลื่อนกังหันเทอร์โบที่ยังหลับไหลให้ตื่นขึ้น การที่เครื่องยนต์ต้องสร้างแรงดันไอเสียให้มากพอที่จะผลักดันให้กังหันเทอร์ไบน์หมุนด้วยความเร็วสูง เพื่ออัดอากาศเข้าสู่ท่อร่วมไอดีของเครื่องยนต์ จะต้องใช้เวลาในการสะสมแรงดัน สิ่งนี้ก่อให้เกิดอาการรอรอบ หรือที่เรียกกันว่า เทอร์โบแลก (TURBO LAG) ซึ่งในปัจจุบันมีหลายวิธีที่ช่วยลดเวลาในการตอบสนองของเทอร์โบลง เช่น การใช้คอมเพรสเซอร์ไฟฟ้าช่วยอัดอากาศเข้าไปปั่นเทอร์โบ ฯลฯ
แต่ทีมวิศวกรของ KOENIGSEGG คิดนอกกรอบ พวกเขาเลือกใช้ระบบคอมเพรสเซอร์อัดอากาศไปสะสมไว้ในถังเก็บที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ โดยอากาศที่อยู่ในถังนี้จะอัดแน่นด้วยแรงดันสูง 20 บาร์ หรือราว 290 ปอนด์/ตารางนิ้ว เมื่อคนขับกดคันเร่ง ระบบจะสั่งให้ระบายแรงดันอากาศจากถังไปผลักดันกังหันเทอร์ไบน์โดยฉับพลันทันที ก่อนที่ไอเสียจากเครื่องยนต์จะไปถึงเสียอีก ทำให้อาการรอรอบหมดไปทันที
2. อยากกระฉับกระเฉงต้องไม่เฉื่อย
แรงเฉื่อย (INERTIA) ถือเป็นศัตรูกับการตอบสนองคันเร่ง ถ้าเราต้องการรถที่ตอบสนองได้รวดเร็ว ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวต่างๆ ต้องมีน้ำหนักเบาที่สุด ไฮเพอร์คาร์คันนี้ นอกจากจะพัฒนาเพลาข้อเหวี่ยงเหล็กจนมีน้ำหนักเพียง 14.9 กิโลกรัมแล้ว พวกเขายังเลือกที่จะยกฟลายวีล (FLYWHEEL) ออกไปอีกด้วย
ฟลายวีล คือ จานโลหะที่ค่อนข้างหนักอยู่คั่นกลางระหว่างเครื่องยนต์กับชุดคลัทช์ ทำหน้าที่หมุนเพื่อรักษาโมเมนท์ความเฉื่อย ทำให้รอบหมุนของเครื่องยนต์สม่ำเสมอ ไม่พุ่งขึ้น หรือลดลงเร็วเกินไป สร้างความนุ่มนวลในการขับขี่ เวลาถอนคันเร่ง รอบหมุนก็จะค่อยๆ ลดลงช้าๆ และในทางกลับกัน หากจะเร่งรอบขึ้น ความหนักของฟลายวีลจะถ่วงไว้ไม่ให้รอบสวิงฟาดขึ้นไปด้วยเช่นกัน
แต่การตัดฟลายวีลออก หมายความว่า ส่วนท้ายของเครื่องยนต์ถูกต่อตรงเข้ากับห้องเกียร์โดยไม่มีอะไรคั่นกลาง โดยทีมวิศวกรมองว่าพวกเขาสามารถอาศัยมวลของชิ้นส่วนเคลื่อนที่ต่างๆ (INTERNAL MASS) ของห้องเกียร์ อาทิ ชุดคลัทช์ เพลา และส่วนประกอบอื่นๆ ทำหน้าที่ทดแทนได้ ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว ยิ่งเครื่องยนต์มีความจุมากเท่าไร ฟลายวีลก็ยิ่งจำเป็นต้องลดลงเท่านั้น (เครื่องยนต์เล็กๆ ขาดไม่ได้) เพราะเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ความจุสูง แรงม้าเยอะ มีแรงเฉื่อยจากวงรอบการจุดระเบิดจากลูกสูบกับข้อเหวี่ยงอยู่แล้ว
ผลลัพธ์ที่ได้ คือ การตอบสนองต่อคันเร่งในระดับสูสีกับซูเพอร์ไบค์ คือ รอบหมุนสามารถฟาดได้เร็วสุดๆ โดยพบว่า สามารถเร่งจากรอบเดินเบาถึง 8,500 รตน. ในเวลาเพียง 0.213 วินาทีเท่านั้น !
3. เกียร์ที่เปลี่ยนได้เร็วกว่าใคร
JESKO ABSOLUT ใช้เกียร์ที่พัฒนาขึ้นโดย KOENIGSEGG ที่มีชื่อว่า LST หรือ “LIGHT SPEED TRANSMISSION” (ระบบส่งกำลังความเร็วแสง) ซึ่งทางค่ายเคลมว่า นี่คือเกียร์ที่ปฏิวัติวงการ เพราะเป็นเกียร์ 9 จังหวะ ทำงานผ่านคลัทช์เปียกหลายแผ่น (MULTI-CLUTCH) จำนวน 7 ชุด ร่วมกับแกนเพลาเกียร์ 3 แกน แทนการใช้ระบบฟันเกียร์ และแหวนทองเหลือง (SYNCHRONIZER) แบบเกียร์ธรรมดา หรือเกียร์อัตโนมัติทั่วไป โดยมันไม่จัดเรียงเกียร์ตามลำดับ 1-2-3-4 เพื่อรอเปลี่ยนไปเกียร์ถัดไปล่วงหน้า แต่เกียร์ LST จะใช้การจับคู่เปิด-ปิดคลัทช์พร้อมกัน 2 ตัว จากทั้งหมด 7 ชุด เพื่อสร้างอัตราทดเกียร์ที่ต้องการ คลัทช์แต่ละชุดสามารถควบคุมชุดเกียร์ได้หลายตำแหน่ง ทำให้สมองกลสามารถเปิดคลัทช์ชุดที่ต้องการได้ทันที โดยไม่ต้องส่งกำลังผ่านเกียร์อื่นที่อยู่ตรงกลาง
จุดเด่นของเกียร์ระบบนี้ คือ ผู้ขับสามารถข้ามเกียร์ได้ทันทีด้วยระบบ UPOD (ULTIMATE POWER ON DEMAND) ที่ยอมให้คนขับข้ามจากเกียร์ 9 ลงมาเกียร์ 4 หรือเกียร์ 2 โดยตรง ด้วยเวลาไม่ถึง 0.002 วินาที เพราะไม่ต้องไล่เรียงลำดับลงมาทีละเกียร์ (เช่น 9-8-7-6-5-4) แถมยังมีขนาดกะทัดรัด และหนักเพียง 90 กิโลกรัมเท่านั้น และแน่นอนว่าในเมื่อมันไม่มีฟลายวีล มันจึงลดการหน่วงเวลาได้อย่างน่าทึ่ง การสับเปลี่ยนกำลังทำได้ว่องไวผ่านการจับ และปล่อยคลัทช์ไฮดรอลิคโดยตรง ช่วงเวลาในการตัดต่อกำลังจึงสั้นมากจนแทบเป็นศูนย์ การไต่ความเร็วจึงทำได้ราบรื่นไร้รอยต่อ
จากองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนที่กล่าวมา ส่งผลให้ JESKO ABSOLUT มีอัตราเร่งช่วงออกตัวได้รวดเร็วจนแทบไม่ต่างจากรถที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า แต่หากจะถ่ายกำลังลงพื้นอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ยังต้องอาศัยเคล็ดลับอีกประการ นั่นคือ งานออกแบบระบบรองรับที่ไม่เหมือนใคร ที่มีชื่อว่า TRIPLEX
ระบบรองรับ TRIPLEX เป็นเอกสิทธิ์การออกแบบของค่าย KOENIGSEGG นั่นคือ การติดตั้งชอคอับชุดที่ 3 โดยติดตั้งไว้แนวนอน (HORIZONTAL DAMPER) เข้าไปในระบบ เพื่อเชื่อมล้อซ้าย-ขวาเข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันอาการยุบย่อ หรือ SQUAT ขณะที่เร่งความเร็วอย่างรุนแรง
ระบบรองรับแบบนี้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อใช้งานกับ KOENIGSEGG AGERA R (เคอนิกเซกก์ อเกรา อาร์) ซึ่งแต่เดิมจะติดตั้งอยู่ในส่วนของเพลาหลัง (REAR AXLE) แต่สำหรับ JESKO ใช้งานระบบนี้ ทั้งแบบเพลาหน้า-หลัง ในรุ่น JESKO ATTACK (เยสโก แอทแทค) ที่เน้นการขับในสนามแข่งเป็นหลัก ซึ่งมันจะติดตั้งชุดอากาศพลศาสตร์แบบจัดเต็มเพื่อสร้างแรงกด มันจึงต้องเพิ่มระบบรองรับ TRIPLEX เข้ากับเพลาหน้า (FRONT AXLE) เพื่อรับมือกับแรงกดระดับ 1,400 กิโลกรัม ที่เกิดขึ้นกับด้านหน้ารถยามวิ่งความเร็วสูง
แต่ JESKO ABSOLUT นั้นออกแบบมาในแนวทางลดแรงต้านอากาศ เพราะมุ่งเน้นเรื่องความเร็วสูงสุดเป็นหลัก จึงไม่มีแรงกดด้านหน้ามากเท่ากับ JESKO ATTACK ดังนั้น การใช้ระบบรองรับ TRIPLEX เฉพาะด้านหลังก็ถือว่าพอเพียง
ปรัชญาการออกแบบ และงานวิศวกรรมของ KOENIGSEGG เป็นผลงานของอัจฉริยะ และเป็นดั่งงานศิลปะแห่งจักรกลโดยแท้ หากจะเปรียบกับโลกของนาฬิกาก็คือ งานระบบกลไก TOURBILLION หรืองานระดับ GRAND COMPLICATION จึงไม่น่าแปลกใจว่า แม้มันจะไม่ได้มีชื่อเสียงด้านการแข่งขันเหมือนอย่าง FERRARI (แฟร์รารี) หรือ McLAREN (แมคลาเรน) แต่เหล่านักสะสมระดับทอพของโลกต่างก็อยากจะคว้ามันมาครอบครอง






