ธุรกิจ
PTG เสิร์ฟงบปี 2568 กำไรสุทธิแตะ 1,074 ล้านบาท

PTG เสิร์ฟงบปี 2568 กำไรสุทธิแตะ 1,074 ล้านบาท-EBITDA โต 11.3 % กาแฟพันธุ์ไทยนำทัพ Non-Oil โตเด่น-มาร์เกทแชร์ค้าปลีกน้ำมันพุ่ง 22.0 % บอร์ดแจกปันผล 0.35 บาท/หุ้น กำหนดจ่าย 15 พฤษภาคม 2569Highlight
บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เปิดผลงานปี 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 1,074 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการขาย และการให้บริการ มีจำนวน 224,341 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA เติบโตถึง 11.3 % YoY รับอานิสงส์ธุรกิจ Non-Oil ที่มีสัดส่วนกำไรขั้นต้น 37.1 % หรือ 6,482 ล้านบาท เติบโต 75.7 % ชูธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยมีรายได้เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 134.3 % จากการขยายสาขามากกว่า 2,000 สาขา และการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ขณะที่ธุรกิจ Oil ยังคงครองมาร์เกทแชร์อยู่ที่ 22.0 % ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil ปี 2569 อยู่ที่ 30-40 % YoY ขณะที่สัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil อยู่ที่ 40-45 % กลุ่มสมาชิก PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card Plus EV ยังคงเป็นตัวขับเคลี่อนหลัก ด้านบอร์ดอนุมัติจ่ายปันผลงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท กำหนดจ่าย 15 พค. นี้
พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานงวดปี 2568 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568) ของบริษัท และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิจำนวน 1,074 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1 % YoY และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 6,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3 % YoY ส่วนกำไรขั้นต้นมีจำนวน 17,489 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.4 % YoY โดยได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจ Non-Oil ซึ่งมีกำไรขั้นต้นเติบโต 75.7 % YoY ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil เพิ่มขึ้นเป็น 37.1 % ของกำไรขั้นต้นรวม จาก 25.0 % ในปี 2567 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของพอร์ทธุรกิจที่มีความสมดุล และมีคุณภาพมากขึ้น รายได้จากการขาย และการให้บริการ มีจำนวน 224,341 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.7 % YoY โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายปลีกเฉลี่ยในธุรกิจ Oil ที่ปรับลดลง ขณะที่ปริมาณจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางยังสามารถรักษาระดับได้ใกล้เคียงกับปีก่อน สะท้อนเสถียรภาพของอุปสงค์ และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้า ส่วนธุรกิจ Non-Oil เติบโตโดดเด่น โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 31.7 % YoY เป็น 23,654 ล้านบาท
ทั้งนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่มีรายได้ 5,309 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 134.3 % YoY จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2568 มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 2,151 สาขา เพิ่มขึ้น 59.7 % YoY เทียบเท่ากับอัตราการขยายมากกว่า 2.2 สาขา/วัน รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales) จากการกลับมาใช้บริการของกลุ่มลูกค้าสมาชิกเป็นหลัก และแคมเปญทางการตลาดที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนธุรกิจแกส LPG มีรายได้จำนวน 10,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4 % YoY เป็นผลมาจากปริมาณการจำหน่ายแกส LPG ผ่านทุกช่องทางที่เติบโต 7.9 % YoY เป็น 421 ล้านกิโลกรัม และมีจำนวนสาขาธุรกิจ LPG เพิ่มขึ้น 21.6 % YoY เป็น 698 สาขา อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มของปริมาณการจัดจำหน่ายแกส LPG ผ่านสถานีบริการเป็นอันดับที่ 1 ในปี 2568
รายได้จากการขาย และการให้บริการธุรกิจ Oil ในปี 2568 มีจำนวน 200,687 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางรวมทั้งสิ้นประมาณ 6,685 ล้านลิตร ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT เป็นหลักอยู่ที่จำนวน 6,569 ล้านลิตร สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานลูกค้า และประสิทธิภาพในการบริหารเครือข่ายสถานีบริการ ยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT เป็น 22.0 % และปี 2569 ตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเติบโตประมาณ 3-5 % YoY และคาดว่าจะมีจำนวนสถานีบริการน้ำมันรวมประมาณ 2,309 สถานี ภายในปี 2569
พิทักษ์ กล่าวว่าปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของรายได้จากธุรกิจ Non-Oil อยู่ในระดับ 30-40 % YoY และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ไว้ที่ประมาณ 40-45 % ผ่านการบริหารพอร์ทธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และการเพิ่มเติมสัดส่วนธุรกิจที่มีมาร์จินสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วน EBITDA ตั้งเป้าเติบโต 8-12 % YoY
ทั้งนี้ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย ยังคงเป็นธุรกิจที่สำคัญของ Non-Oil โดยปีนี้วางแผนขยายสาขาไม่น้อยกว่า 800 สาขา ควบคู่กับการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ขณะเดียวกันได้ต่อยอดพอร์ทธุรกิจอาหารผ่านการเปิดตัวแบรนด์ “ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย” ซึ่งได้เปิดสาขานำร่องแล้ว 3 สาขา ในปีที่ผ่านมา และในปี 2569 วางแผนขยายเพิ่มเติมประมาณ 50 สาขา ส่วนธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่มอื่นๆ ยังคงเดินหน้าขยายต่อเนื่อง อาทิ ธุรกิจ Subway ขณะที่ธุรกิจ LPG วางเป้าหมายขยายจุดให้บริการรวมเป็นประมาณ 836 จุด โดยการเติบโตยังคงมาจากธุรกิจแกสหุงต้มเป็นหลัก ในส่วนของธุรกิจ Non-Oil อื่นๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ Max Mart, ศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์ และศูนย์บริการ Autobacs, สถานีบริการรูปแบบใหม่ PT GIGA EV และสถานีอัดประจุไฟฟ้า EleX by EGAT PT ยังคงขยายเครือข่ายเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ และเพิ่มการเข้าถึงของลูกค้าในระยะยาว
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว คณะกรรมการบริษัท จึงได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผล สำหรับงวดปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นเงินสด ในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 584.5 ล้านบาท โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่จะมีชื่อปรากฏ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 และวันไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 และกำหนดวันจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดยการใช้สิทธิดังกล่าวต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 เมษายน 2569
“ในปี 2568 สะท้อนความสามารถของบริษัท ในการรักษาสมดุลระหว่างธุรกิจ Oil ซึ่งเป็นฐานรายได้หลัก และการเร่งเติบโตของธุรกิจ Non-Oil ที่มีอัตราการทำกำไรสูงกว่า โดยเฉพาะธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยซึ่งยังคงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตต่อไป
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าผ่านการพัฒนาระบบสมาชิก PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card Plus EV ควบคู่กับการเชื่อมโยงบริการภายใต้ Max World Ecosystem เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้บริการ และสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้า โดยมุ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การพักผ่อน การรับประทานอาหาร หรือการดูแลรถยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัท ในการสร้างความ “อยู่ดี มีสุข” ให้แก่ผู้บริโภค ผ่านการยกระดับคุณภาพชีวิต และประสบการณ์ในทุกช่วงจังหวะของการใช้ชีวิต”


