บทความ
ขับรถลุยน้ำควร "ขับช้า" หรือ "ขับเร็ว" ? แบบไหนดีกว่า

ขับรถลุยน้ำควรขับช้าหรือเร็ว ถ้าขับรถลุยน้ำช้า น้ำจะเข้าท่อไอเสียจริงหรือไม่ คำแนะนำที่สร้างความสับสนทุกๆ ปีHighlight
หน้าฝนที ก็มีคำเตือนเกี่ยวกับการขับรถลุยน้ำออกมาอยู่เสมอๆ และหนึ่งในความเชื่อที่ได้ยินกันบ่อย ก็คือ “อย่าขับรถช้าเกินไป เพราะน้ำจะเข้าท่อไอเสีย ทำให้เครื่องดับ”
บางคนจึงเลือกวิธีเหยียบคันเร่งให้รถวิ่งเร็วขึ้น เพื่อให้น้ำไม่ย้อนเข้าท่อไอเสีย แต่เรื่องนี้จริงแค่ไหน ?
คำตอบ คือ น้ำสามารถเข้าไปในระบบไอเสียได้จริง แต่การที่น้ำเข้าท่อไอเสียไม่ใช่ความเสี่ยงหลักของเครื่องยนต์ในขณะลุยน้ำ สิ่งที่น่ากลัวกว่ามาก คือ น้ำถูกดูดเข้าทางช่องรับอากาศของเครื่องยนต์
ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า Hydrolock หรือภาวะที่เครื่องยนต์ดับ หรือเสียหายทันที เนื่องจากมีของเหลวเข้าไปในห้องเผาไหม้ หรือกระบอกสูบในปริมาณมาก สร้างความเสียหายรุนแรงถึงขั้นต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์
ก่อนอื่นต้องแยก "ระบบไอเสีย" กับ "ระบบดูดอากาศเข้าเครื่องยนต์" ออกจากกัน เครื่องยนต์สันดาปภายในต้องดูดอากาศเข้าไปผสมกับเชื้อเพลิง ขณะที่แกสจากการเผาไหม้จะถูกส่งออกทางท่อไอเสีย
ดังนั้นเส้นทางของน้ำที่จะสร้างความเสียหายรุนแรงแก่เครื่องยนต์จึงแตกต่างกัน เมื่อเครื่องยนต์กำลังทำงาน แกสไอเสียจะถูกผลักออกจากปลายท่อ ทำให้น้ำไม่สามารถไหลย้อนกลับเข้าเครื่องยนต์ได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม หากรถจอด หรือดับกลางน้ำ ขณะที่ปลายท่อจมอยู่ในน้ำ ความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าไปในระบบไอเสียก็เพิ่มขึ้น
คู่มือรถหลายรุ่นจึงเน้นย้ำว่า การขับผ่านน้ำต้องใช้ความเร็วต่ำ และไม่ควรหยุดรถกลางน้ำ และการขับเร็วเกินไปอาจสร้างคลื่นน้ำด้านหน้ารถจนคลื่นเข้าไปยังช่องรับอากาศของเครื่องยนต์ได้
การขับรถด้วยความเร็วสูงผ่านน้ำจะทำให้เกิดคลื่นน้ำด้านหน้ารถขนาดใหญ่ น้ำไม่ได้เพียงอยู่ใต้ล้อ แต่สามารถถูกดันขึ้น และสาดเข้าสู่ห้องเครื่อง
หน่วยงาน Safe Driving for Life ของสหราชอาณาจักร แนะนำว่าหากจำเป็นต้องผ่านน้ำควรขับช้า และสม่ำเสมอ เพราะการขับเร็วจะสร้างคลื่นน้ำ และเพิ่มความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าสู่ห้องเครื่อง ขณะเดียวกันก็ไม่ควรปล่อยให้เครื่องยนต์ดับกลางน้ำ
"ช้า แต่สม่ำเสมอ" ไม่ใช่ "ช้าจนเครื่องยนต์ใกล้ดับ" หากประเมินแล้วว่าน้ำอยู่ในระดับที่รถสามารถผ่านได้ ควรใช้ความเร็วต่ำ เหยียบคันเร่งอย่างนุ่มนวล และรักษาความเร็วให้คงที่
คำแนะนำจากผู้ผลิตรถบางรายระบุความเร็วต่ำกว่า 8 กม./ชม. ในสถานการณ์ลุยน้ำ ขณะที่รถบางรุ่นก็แนะนำให้ขับ "very slowly" และไม่หยุดรถกลางน้ำ
อย่างไรก็ตาม ไม่มีตัวเลขความเร็วแนะนำตรงๆ เพราะความสามารถในการลุยน้ำขึ้นอยู่กับตำแหน่งช่องรับอากาศ ความสูงใต้ท้องรถ ระบบขับเคลื่อน และการออกแบบระบบไฟฟ้า ของรถแต่ละรุ่น
คำแนะนำที่สำคัญมาก คือ ถ้ารถดับกลางน้ำ อย่าพยายามสตาร์ทซ้ำทันที ควรให้ช่างตรวจสอบว่ามีน้ำเข้าเครื่องยนต์หรือไม่ก่อน


