ทดลองขับ
ลองขับ All New Mitsubishi Pajero...กลับมาครั้งนี้ มีของดีเต็มคัน !
All New Mitsubishi Pajero เป็นรถ SUV ระดับเรือธงของค่าย พัฒนาและจัดฟีเจอร์ของดีมาเต็มคัน เป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่เป็นกระแส และสร้างยอดจำหน่ายแบบตะโกนHighlight
ALL NEW MITSUBISHI PAJERO เจเนอเรชันที่ 5 การกลับมาของราชันแห่งทะเลทราย ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โมเดลนี้ห่างหายจากตลาดรถทั่วโลก การกลับมาครั้งนี้มีอะไรใหม่ และโดดเด่นบ้าง เป็นคำถามที่มีคำตอบรออยู่
สิ่งที่แตกต่างจาก PAJERO รุ่นก่อน มีหลากหลายประเด็น เช่น ALL NEW MITSUBISHI PAJERO ถูกพัฒนาขึ้นบนโครงสร้างแชสซีส์แบบขั้นบันได, มีรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ เพิ่มเติมเข้ามาในเซกเมนท์ใหม่ เพราะเชื่อว่าตัวเลขยอดจำหน่ายรถ SUV รุ่นขับเคลื่อนสองล้อ มีสัดส่วนมากถึง 70 % และรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ ประมาณ 30 %, PAJERO รุ่นใหม่นี้ ผลิตที่ประเทศไทย และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ เร่ิมขายที่ประเทศไทย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เป็นตลาดกลุ่มแรกสำหรับปีนี้ มีส่วนช่วยสร้างเม็ดเงิน สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทย ส่วนปี 2027 จะเริ่มส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก, เป็นรถ SUV หรือ PPV ประเด็นนี้มีผลต่อพิกัดภาษี สร้างแต้มต่อในการทำราคาสู้กับคู่แข่งในตลาด, จะลงแข่งรายการ AXCR หรือไม่ ? สรุปว่า ปี 2027 ลงแข่งแน่นอน
และที่ชาวเนทถกเถียงว่า รถรุ่นนี้เปรียบเทียบกับคู่แข่งรายไหนบ้าง...ในเวทีโลก ALL NEW MITSUBISHI PAJERO จะถูกเทียบกับ TOYOTA LAND CRUISER 250 แต่ในประเทศไทย เราอดเทียบกับ FORD EVEREST PLATINUM และ TOYOTA FORTUNER GR SPROT ไม่ได้จริงๆ ข้อมูลที่ถูกพูดถึงกันอยู่นี้ เราค้นหาคำตอบมาให้แล้ว ลองติดตามจากบทความนี้ครับ
ALL NEW MITSUBISHI PAJERO (มิตซูบิชิ ปาเจโร) ใหม่ ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “GRAND CHARISMA” สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดูทรงพลังในฐานะ SUV FLAGSHIP ผ่านสัดส่วนตัวถังที่บึกบึน ใหญ่ที่สุดในคลาสส์เดียวกัน เส้นสายรอบคันที่โฉบเฉี่ยว และมีมิติ พร้อมสอดแทรกองค์ประกอบซิกเนเจอร์ของ MITSUBISHI PAJERO รุ่นก่อน เสา C ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโรลล์บาร์ของ PAJERO รุ่นแรก ส่วนการออกแบบด้านท้ายรถนำตําแหน่งยางอะไหล่ของรุ่นก่อน มาเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่
ภายนอกออกแบบใหม่หมด ดีไซจ์นกระจังหน้ามีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ กระจังหน้าแบบ KENDO MASK สไตล์ญี่ปุ่นเป็นกระจังหน้าแนวนอน จะอยู่ในรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ ทั้งรุ่น GLS และ GSR ส่วนรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ SUPER EXCEED จะติดตั้งกระจังหน้าแบบ HONEYCOMB ที่นํากระจังหน้าจากตํานาน DAKAR RALLY (ดาการ์ แรลลี) ของ PAJERO รุ่นแรกมาพัฒนาใหม่ ให้ดูมีความทันสมัย พร้อมทั้งเสริมบุคลิกให้แกร่งขึ้น ด้วยชุดตกแต่งกันชนหน้า, กันชนหลัง และแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ
ไฟหน้า และไฟท้ายแบบ LED จัดเรียงเป็นรูปตัวทีในแนวนอน สร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่าง พร้อมถ่ายทอดกลิ่นอายของ PAJERO รุ่นแรกด้วยการฝังไฟหน้า และไฟตัดหมอกแบบ LED เข้าไปในตัวรถ ช่วยปกป้องชุดไฟจากการใช้งานในเส้นทางสมบุกสมบัน รวมถึงฟังค์ชันการใช้งานที่สอดคล้องอย่างลงตัว เพิ่มความโดดเด่นด้วยไฟหน้า และไฟท้าย แบบไดนามิค (DYNAMIC FLOW LIGHT) ที่ให้แอนิเมชันไฟเคลื่อนไหวเมื่อทําการลอค และปลดลอครถ อีกทั้งยังมีระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้า และไฟสูงแบบอัตโนมัติ (AUTOMATIC HEADLIGHT AND AUTOMATIC HIGH BEAM) จุดเด่นของไฟหน้า LED แบบปรับระดับลําแสงอัตโนมัติ (ADAPTIVE LED HEADLIGHT) มีระบบไฟส่องสว่างอัตโนมัติเมื่อปลดลอค และระบบไฟนําทางหลังดับเครื่องยนต์ (WELCOME LIGHT AND COMING HOME LIGHT SYSTEM) และไฟส่องพื้นพร้อมสัญลักษณ์ PAJERO (PUDDLE LAMP WITH PAJERO LOGO)
ซุ้มล้อขนาดใหญ่จัดทรงให้ดูทะมัดทะแมง จับคู่กับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ในรุ่น GLS ล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 20 นิ้ว ในรุ่น GSR และล้ออัลลอยสีทูโทนรมดําขนาด 20 นิ้ว ในรุ่น SUPER EXCEED โดยคิ้วซุ้มล้อรองรับการติดตั้งสนอร์เคิล ใต้ท้องรถมีระยะตํ่าสุดถึงพื้น (GROUND CLEARANCE) สูงสุดถึง 228 มม. เหมาะมากกับภารกิจลุยน้ำท่วมสูง
ภายในห้องโดยสาร ยกระดับความไฮเอนด์ด้วยโทนสีนํ้าตาลอ่อน-ดํา (CAMEL-BLACK) ที่ได้รับการจัดวางคู่กัน พร้อมไฟ AMBIENT LIGHT
สำหรับเบาะนั่งหุ้มด้วยหนังแท้ SEMI-ANILINE ที่มีผิวสัมผัสนุ่มนวล ทนทาน ดูแลรักษาง่าย และหนังสังเคราะห์เกรดพรีเมียม รวมถึงหลังคากระจกพาโนรามา (PANORAMIC ROOF) ขนาดใหญ่ที่สุดในคลาสส์ พร้อมเปิดรับทัศนียภาพภายนอกได้อย่างเต็มเปี่ยม และมือจับขึ้น-ลงรถบริเวณแผงคอนโซลหน้า นําดีเอนเอจาก PAJERO รุ่นแรกมาใส่ไว้ ยกระดับความประณีตด้วยแผงด้านหน้าที่ใช้เทคนิคการเดินด้ายแบบงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของญี่ปุ่น หรือคิเมะโคมิ (KIMEKOMI) ในการฝังหนังสังเคราะห์คุณภาพสูงให้แนบลึกไปกับพื้นผิว ขณะที่แผงประตูตกแต่งด้วยตะเข็บรูปตัวเอส
หน้าจอระบบสัมผัส และหน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบชิ้นเดียว (MONOLITHIC DUAL DISPLAY) ขนาด 14.3 นิ้ว ในรุ่น SUPER EXCEED และขนาด 12.3 นิ้ว ในรุ่น GLS และ GSR แสดงผลทั้งคอนเทนท์ และข้อมูลการทํางานของรถได้อย่างครบถ้วน ผ่านกราฟิคไดนามิค 16 รูปแบบ สามารถปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลาของวันได้แบบเรียลไทม์ ดีไซจ์นมาตรวัด 3 ช่องจากรุ่นก่อนหน้า ยังถูกนํามาตีความใหม่เป็นหน้าจอมัลทิมิเตอร์รูปแบบดิจิทอล ที่แสดงผลข้อมูลต่างๆ เช่น ระดับความสูง, ทิศทางการเดินทาง, อุณหภูมิ และระดับความชัน/ความเอียง
ส่วนระบบความบันเทิง MITSUBISHI จับมือกับค่ายเครื่องเสียงระดับโลก YAMAHA (ยามาฮา) เลือกใช้ระบบเสียง DYNAMIC SOUND YAMAHA ULTIMATE มาพร้อมลําโพง 12 ตําแหน่งรวมซับวูเฟอร์ และวัสดุลดแรงสั่นสะเทือนภายในโครงสร้างประตู ช่วยลดการสั่น รวมถึงระบบชดเชยเสียง 3 รูปแบบที่สามารถปรับระดับความดัง และย่านความถี่ได้ตามสถานการณ์ต่างๆ ได้แก่ ระบบชดเชยเสียงตามความเร็วรถ (SPEED COMPENSATED VOLUME) ระบบชดเชยเสียงเมื่อฝนตก (RAIN COMPENSATED VOLUME) และระบบชดเชยเสียงตามระบบปรับอากาศ (AIR-CONDITIONER COMPENSATED VOLUME) อีกทั้งยังสามารถเลือกปรับโหมดเสียงได้ 4 รูปแบบ ประกอบด้วย SIGNATURE, LIVELY, POWERFUL และ RELAXING พร้อมปรับตําแหน่งการรับฟังได้ถึง 5 ตําแหน่ง ครอบคลุมทั้งห้องโดยสาร
ห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบพื้นที่ภายในที่ใหญ่ที่สุดในคลาสส์ ให้พื้นที่เหนือศีรษะ พื้นที่หัวไหล่ และพื้นที่วางขาที่กว้างสําหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง โดยเบาะนั่งด้านคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังปรับด้วยไฟฟ้า และระบบระบายอากาศ รวมถึงระบบจดจําตําแหน่งทั้งเบาะนั่งตอนหน้า พวงมาลัยไฟฟ้าหุ้มหนังปรับ 4 ทิศทาง สูง-ตํ่า และเข้า-ออก ตลอดจนกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวปรับ และพับด้วยไฟฟ้า ซึ่งเบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถเลื่อนตําแหน่งหน้า-หลังได้ถึง 150 มม. ช่วยเพิ่มพื้นที่วางขาให้กว้างขึ้น และใช้งานร่วมกับฟังค์ชันพับเบาะไปด้านหน้า (TUMBLE) เพื่อให้ผู้โดยสารเข้า-ออกเบาะนั่งแถวที่ 3 ได้อย่างสะดวก ส่วนเบาะนั่งแถวที่ 3 กว้างขวาง รองรับสรีระในท่านั่งที่เป็นธรรมชาติ และสามารถพับได้แบบ 50:50 เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกด้วยประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบแฮนด์ฟรี
อีกหนึ่งจุดเด่นที่สัมผัส คือ ความเงียบภายในห้องโดยสารด้วยกระจกกันเสียงรบกวน (ACOUSTIC GLASS) ถึง 5 บาน ที่ติดตั้งบริเวณกระจกหน้า กระจกประตูแถวหน้า และกระจกประตูแถวหลัง พร้อมวัสดุซับเสียงรอบคัน ช่วยลดเสียงรบกวนจากลมปะทะ พื้นถนน และเครื่องยนต์ ให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งพูดคุยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายตลอดการเดินทาง
เครื่องยนต์คลีนดีเซล 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง เป็นเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล DOHC 16 วาล์ว พร้อมเทอร์โบแปรผันแบบ WIDE RANGE SINGLE-VGT ที่ตอบสนองได้ดีในทุกย่านความเร็วด้วยเทอร์โบเพียงลูกเดียว ให้การเร่งแซงฉับไว และนุ่มนวล รวมถึงอินเตอร์คูเลอร์ระบายความร้อนด้วยนํ้า และระบบหมุนเวียนไอเสียกลับมาเผาไหม้ใหม่แบบแรงดันตํ่าที่ลดการใช้เชื้อเพลิง และมลพิษ
พละกําลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวทันเมตร ให้อัตราเร่งฉับไว ทํางานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะรุ่นใหม่ ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่น พร้อม SPORT MODE และ PADDLE SHIFT เพิ่มความคล่องตัว และความสนุกในการควบคุมรถทุกเส้นทาง
โครงสร้างตัวถังรถแบบขั้นบันได (LADDER FRAME) ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ให้มีความทนทานยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูง ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งต่อแรงบิด และแรงดัด ส่งผลให้ตัวรถมีเสถียรภาพในการควบคุม และเสริมสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด
ระบบกันสะเทือนด้านหน้าอิสระ แบบปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ติดตั้งในตําแหน่งสูง ทํางานร่วมกับระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบไฟว์ลิงค์ ทอร์คอาร์ม พร้อมเหล็กกันโคลง ให้ระยะยืด-ยุบที่กว้าง ส่งผลให้ล้อสามารถสัมผัสพื้นถนนได้อย่างมั่นคง แม้ในสภาพเส้นทางที่ท้าทาย
นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน SUPER ALL WHEEL CONTROL (S-AWC) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ SUPER SELECT 4WD-II (SS4-II) เอกสิทธิ์ของ MITSUBISHI MOTORS ที่ประสานการทํางานของระบบพื้นฐานในการควบคุมรถ ทั้งการเร่ง การเข้าโค้ง และการเบรค ช่วยเสริมเสถียรภาพ การควบคุม การตอบสนองของรถให้เป็นธรรมชาติในทุกการขับขี่ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ SUPER SELECT 4WD-II (SS4-II) ที่จะพาคุณผ่านทุกอุปสรรค
ระบบ SUPER SELECT 4WD-II (SS4-II) ให้ผู้ขับขี่เลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพพื้นผิว และสถานการณ์ในการขับขี่ อาทิ
• 2H : ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ควบคุมรถได้ง่าย และแม่นยํา เหมาะสําหรับการขับขี่บนถนนทั่วไปในชีวิตประจําวัน
• 4H : ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลล์ไทม์ กระจายแรงบิดระหว่างเพลาหน้า-หลังในอัตราส่วน 40:60 ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน เหมาะสําหรับการขับขี่บนถนนเปียกลื่น
• 4HLc : ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์ ลอคเพลาขับหน้า-หลังเข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะบนพื้นผิวที่สมบุกสมบัน
• 4LLc : ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมลอคเพลาขับหน้า-หลัง และใช้อัตราทดเกียร์ตํ่า ให้แรงขับเคลื่อนสูงในช่วงความเร็วตํ่า เหมาะสําหรับเส้นทางทุรกันดาร พื้นโคลน หรือเส้นทางที่มีเนินสลับ และทางลาดชัน
ระบบ SUPER-ALL WHEEL CONTROL (S-AWC) ยังทํางานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลล์ไทม์ (4H) เข้ากับระบบควบคุมการขับเคลื่อน และสมดุลขณะเข้าโค้ง (ACTIVE YAW CONTROL-AYC) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล (ACTIVE STABILITY AND TRACTION CONTROL-ASTC) และระบบป้องกันล้อลอคขณะเบรค (ANTI-LOCK BRAKING SYSTEM-ABS) ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย มั่นใจ และสะดวกสบาย ในหลากหลายสภาพอากาศ และเส้นทาง
ส่วนโหมดการขับขี่มีให้เลือก 7 รูปแบบ ได้แก่ NORMAL, ECO, GRAVEL, SNOW, MUD, SAND และ ROCK ได้รับการปรับให้เหมาะกับสภาพเส้นทางที่แตกต่างกัน ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถ และเดินทางได้อย่างมั่นใจบนพื้นผิวถนนที่หลากหลาย
เสริมสมรรถนะการขับขี่ด้วยระบบ ACTIVE LSD เพื่อช่วยลดอาการล้อหมุนฟรีบนพื้นผิวลื่น หรือเมื่อล้อข้างใดข้างหนึ่งสูญเสียการยึดเกาะ ด้วยการส่งแรงเบรคไปยังล้อที่สูญเสียการยึดเกาะ และถ่ายแรงขับเคลื่อนไปยังล้อที่ยังมีการยึดเกาะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะบนเส้นทางที่หลากหลาย รวมถึงระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HILL DESCENT CONTROL-HDC) ที่ช่วยควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติบนทางชัน หรือพื้นลื่น และทํางานได้ขณะถอยหลัง เพื่อให้รถเคลื่อนตัวได้อย่างมั่นคง
ALL NEW MITSUBISHI PAJERO มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน โดยอาศัยการตรวจสอบสภาพแวดล้อมตัวรถจากกล้อง, เซนเซอร์ และเรดาร์ ซึ่งทํางาน และมีสัญญาณเตือนผู้ขับขี่ เมื่อเกิดสภาวะฉุกเฉิน หรือต้องระมัดระวัง เช่น
• ระบบลอคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (ADAPTIVE CRUISE CONTROL-ACC)
• ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (BLIND SPOT WARNING-BSW)
• ระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (LANE CHANGE ASSIST-LCA)
• ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FORWARD COLLISION MITIGATION-FCM)
• ระบบคาดการณ์การชนซ้อนสองคันข้างหน้า (PREDICTIVE FORWARD COLLISION WARNING-PFCW)
• ระบบเตือน และป้องกันการออกนอกเลน (LAND DEPARTURE PREVENTION/LANE DEPARTURE WARNING-LDP/LDW)
• ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (LEAD CAR DEPARTURE NOTIFICATION-LCDN)
• ระบบเตือนเมื่อมีรถวิ่งตัดผ่านด้านหน้า (FRONT CROSS TRAFFIC ALERT-FCTA)
• ระบบเตือนด้านหลัง ขณะถอยออกจากช่องจอด (REAR CROSS TRAFFIC ALERT-RCTA)
• ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน ในกรณีเหยียบคันเร่งผิดพลาด (EMERGENCY ASSIST FOR PEDAL MISAPPLICATION-EAPM)
• กล้องมองภาพรอบคัน พร้อมมุมมองใต้พื้นรถด้านหน้า (MULTI AROUND MONITOR WITH HOOD TRANSPARENT VIEW-MAM)
• ระบบตรวจจับวัตถุเคลื่อนที่ (MOVING OBJECT DETECTION-MOD)
• ระบบเบรคอัตโนมัติขณะถอยหลัง (REAR CROSS TRAFFIC BRAKE-RCTB)
• ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (LANE KEEP ASSIST-LKA)
• ระบบจดจําป้ายจราจร (TRAFFIC SIGN RECOGNITION-TSR)
นอกจากนี้ ยังติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยเชิงป้องกันด้วยถุงลม 7 ตําแหน่ง ได้แก่ ด้านหัวเข่าคนขับ ผู้โดยสารตอนหน้า ด้านข้าง และม่านถุงลม อีกทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยพื้นฐาน 22 ระบบ ให้ทุกคนภายในห้องโดยสารได้เดินทางอย่างอุ่นใจไร้กังวล
และเสริมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ MI-PILOT สั่งการได้ง่ายเพียงกดสวิทช์บนพวงมาลัย ผสานการทํางานระหว่างระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน (ADAPTIVE CRUISE CONTROL-ACC) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (LANE KEEP ASSIST-LKA) ช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า พร้อมควบคุมตําแหน่งรถให้อยู่ใกล้แนวกึ่งกลางของช่องทางเดินรถอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ MITSUBISHI CONNECT คือ ระบบเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่กับรถยนต์ ช่วยสนับสนุนการใช้งานในชีวิตประจําวัน ตั้งแต่บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน, การขอความช่วยเหลือบนท้องถนน ไปจนถึงการตรวจสอบ และควบคุมฟังค์ชันต่างๆ ของรถจากระยะไกล ให้ผู้ขับขี่เข้าถึงข้อมูล และบริการที่จําเป็นได้สะดวกยิ่งขึ้น อาทิ
• ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อเกิดการชน (AUTOMATIC COLLISION NOTIFICATION)
• ระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน SOS ผ่านตัวรถ (SOS EMERGENCY ASSISTANCE-eCALL)
• ระบบขอความช่วยเหลือบนถนน (ROADSIDE ASSISTANCE-bCALL)
• ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถถูกโจรกรรม (STOLEN VEHICLE NOTIFICATION)
• ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถถูกลาก หรือยก (TOW-AWAY NOTIFICATION)
• ระบบแจ้งเตือนสถานการณ์ลอคประตู และกระจกหน้าต่าง (DOOR LOCK AND WINDOW REMINDER ALERTS)
• ระบบควบคุมระบบปรับอากาศจากระยะไกล (REMOTE CLIMATE CONTROL)
• รายงานสถานะรถยนต์ (VEHICLE STATUS REPORT)
• ระบบสั่งเปิดสัญญาณไฟ และเสียงแตรจากระยะไกล (REMOTE HORN/LIGHT)
• ระบบระบุตําแหน่งรถยนต์ (CAR FINDER)
• บริการช่วยเหลือข้อมูล (INFORMATION ASSISTANCE-iCALL)
• ระบบบันทึก และตรวจสอบระยะทางขับขี่ (MILEAGE TRACKER)
เรามีโอกาสขับทั้งรุ่นทอพ SUPER EXCEED และรุ่นรองทอพ GSR รถทั้งสองรุ่นมีข้อแตกต่างกันพอสมควร ในรุ่นทอพ กระจังหน้าแบบรังผึ้ง ส่วนรุ่นรองทอพ และรุ่นเริ่มต้น GLS กระจังหน้าแบบเส้นแนวนอน คล้ายหน้ากาก KENDO, รุ่นทอพ มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และแผ่นการ์ดกันกระแทกใต้ท้องรถ แต่รุ่นรองทอพ และรุ่นเริ่มต้นไม่มี ส่วนล้ออัลลอยขนาดจะไม่เท่ากัน โดยรุ่นเริ่มต้นได้ล้อขนาด18 นิ้วมาพร้อมยาง 255/55 R18 อีกสองรุ่นจะได้ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางขนาด 255/55 R20
ส่วนสีสันของภายในห้องโดยสาร รุ่นทอพตกแต่งโทนน้ำตาลดำแบบทูโทน รุ่นรองทอพ และรุ่นเริ่มต้นได้ภายในห้องโดยสารสีดำ หน้าจอ LED ขนาดต่างกันเล็กน้อย โดยรุ่นทอพ หน้าจอดูอัลขนาด 14.3 นิ้ว รุ่นทอพ และรุ่นเริ่มต้นจอขนาด 12.3 นิ้ว
สิ่งที่พบจากการทดลองขับ พบว่าอัตราเร่งแซงของทั้งสองรุ่น ไม่แตกต่างกัน เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว 2.4 ลิตร ให้กำลังสุงสุด 204 แรงม้าที่ 3,500 รตน. แรงบิด 480 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รตน. ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ให้ความไหลลื่นดีมาก มีแค่จังหวะออกตัว ที่วิศวกรปรับแต่งคันเร่งให้มีจังหวะกระชากนิดหน่อย สิ่งที่ชอบมากคือ การปรับเซทระบบรองรับที่ทำได้ดีมาก ไม่ย้วย ไม่ยวบยาบ เป็นช่วงล่างที่มีความนุ่มหนึบเกาะถนน ซับแรงกระแทก และลดอาการเด้งตามรอยต่อถนนหรือคอสะพาน ในเส้นทางลูกรัง รับรู้ได้เลยว่า ALL NEW PAJERO ถูกเซทช่วงล่างมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ
ส่วนพวงมาลัยครั้งนี้ เป็นพวงมาลัยไฟฟ้า ให้น้ำหนักที่เหมาะมือมาก ไม่เบาจนเกินไป ทำให้เราควบคุมรถที่มีความยาวตัวถังเกือบ 5 เมตรได้แบบสบายๆ แถมยังมีวงเลี้ยวแคบสุดแค่ 5.8 เมตร
และต้องชื่นชมทีมวิศวกรที่บรรจงตกแต่งภายในห้องโดยสารได้เนียนตาจริงๆ ความคมชัดของจอ กราฟฟิคที่ใช้ดูง่าย สบายตาเพราะจอสามารถปรับแสงได้ตามช่วงเวลาของวันแบบเรียลไทม์, หน้าจอดีไซจ์นมาตรวัด 3 ช่องของรุ่นก่อน ถูกนำมาตีความใหม่ ทำให้ดูทันสมัยมากขึ้น และขอชมว่าปุ่มบังคับควบคุมที่ใช้งานบ่อย จะถูกแยกออกมาอย่างชัดเจน ดีไซจ์นให้ใช้งานง่าย เช่น ปุ่มปรับระบบปรับอากาศ, ปุ่มปรับระดับเสียง, ปุ่มสัญญาณไฟฉุกเฉิน และอื่นๆ สรุปโดยรวม ALL NEW PAJERO GEN. 5 คันนี้ ทำออกมาได้ดีมาก ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย เป็นรถ SUV กลุ่ม D-SEGMENT ที่น่าสนใจ กลับมาครั้งนี้เขามีฟีเจอร์ดีๆ เต็มคันจริงๆ
ALL NEW MITSUBISHI PAJERO มี 3 รุ่นให้เลือก ได้แก่ GLS 2WD, GSR 2WD และรุ่น SUPER EXCEED 4WD สีรถมีให้เลือกทั้งแบบทูโทน และโมโนโทน รวม 8 สี โดยมีสีไฮไลท์ 2 สี ได้แก่ สี ARMOR COPPER และสี PHANTOM BLUE
สำหรับราคาจำหน่าย จากความเห็นส่วนตัว ผมคาดการณ์ว่า รุ่นขับเคลื่อนสองล้อ ประมาณ 1.4-1.6 ล้านบาท ส่วนรุ่นทอพขับเคลื่อนสี่ล้อ ประมาณ 1.9 ล้านบาท เราต้องรอลุ้นว่า MITSUBISHI จะเปิดราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ที่ราคาเท่าใด ?










































