บทความ
ไขข้อข้องใจ ! เหยียบเบรคแล้วกด Push Start ทันที จะส่งผลเสียกับรถหรือไม่ ?

ปุ่ม Push Start หลายคนสงสัย ต้องกดกี่ครั้งเพื่อสตาร์ทรถ แล้วปุ่มนี้ยังทำอะไรได้อีกบ้างHighlight
ในยุคที่รถยนต์แทบทุกรุ่นในตลาด ไม่ว่าจะเป็นอีโคคาร์คันเล็กไปจนถึงรถหรูราคาแพง ต่างก็ติดตั้งระบบกุญแจ Smart Keyless Entry พร้อม ปุ่ม Push Start มาให้เป็นมาตรฐานกันหมดแล้ว
แต่เชื่อว่าหลายคนยังคงถกเถียงกันว่า วิธีสตาร์ทรถแบบ Push Start ที่ถูกต้องคืออย่างไรกันแน่ ?
บางคนบอกว่าต้องกดปุ่มทีละจังหวะเพื่อให้ระบบไฟฟ้าทำงานก่อน ขณะที่บางคนขึ้นรถปุ๊บก็เหยียบเบรคแล้วกดปุ่มสตาร์ททันที สรุปแล้วแบบไหนถูก แบบไหนผิด และการกดสตาร์ทรวดเดียวจะส่งผลเสีย หรือทำให้รถพังไวขึ้นหรือไม่ ?
มีความเชื่อที่ส่งต่อกันมาตั้งแต่ยุคที่รถยนต์เริ่มเปลี่ยนจากกุญแจบิด มาเป็นปุ่มกด ว่าห้ามเหยียบเบรคแล้วกดสตาร์ททันที ต้องกดปุ่ม 2 ครั้ง เพื่อเปิดระบบไฟให้กล่อง ECU บูสต์เครื่อง และให้ปั๊มติ๊กส่งน้ำมันก่อนค่อยเหยียบเบรคแล้วกดสตาร์ท ไม่งั้นรถจะพังไว
ความจริง คือ เป็นความเชื่อที่ล้าสมัย และไม่เป็นความจริงสำหรับรถยนต์ยุคใหม่
วิศวกรยานยนต์ออกแบบระบบ Push Start มาเพื่อให้ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย และรวดเร็ว (One-Touch Start) เมื่อคุณเหยียบเบรค และกดปุ่มเพียงครั้งเดียว กล่องสมองกล (ECU) และระบบควบคุมตัวถัง (BCM) ของรถที่จะทำการเชคสถานะเซนเซอร์ทั้งหมด สั่งปั๊มติ๊กจ่ายน้ำมัน และสั่งไดสตาร์ททำงานในเสี้ยววินาที ทุกอย่างถูกโปรแกรมมาให้จัดการตัวเองโดยอัตโนมัติ
บนปุ่ม Push Start ในรถหลายๆ รุ่น ก็มีสัญลักษณ์เป็นไฟบนปุ่ม หากเราขึ้นรถพกกุญแจไว้กับตัว เพียงแค่เหยียบเบรค ไฟสัญลักษณ์สีเขียวจะติดขึ้น นั่นเท่ากับว่ารถพร้อมให้สตาร์ทแล้วนั่นเอง
ส่วนถ้าไม่เหยียบเบรค แล้วกดปุ่ม Push Start 1 ครั้ง ไฟจะติดเป็นสีส้มเข้าสู่โหมด ACC ที่แสดงถึงระบบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในรถพร้อมใช้งาน และถ้ากดปุ่มอีกครั้งจะเข้าสู่โหมด ON ไฟเตือนบนหน้าปัดต่างๆ รวมถึงระบบไฟฟ้า และเซนเซอร์พร้อมทำงานเต็มที่ ถ้ากดปุ่มอีกครั้งก็จะวนกลับมาที่โหมด OFF นั่นเอง
ถึงแม้เราจะกดสตาร์ทรวดเดียวได้ด้วยการเหยียบเบรค และกดปุ่ม Push Start แต่ยังมีฟังค์ชันจังหวะของปุ่ม Push Start ในกรณีที่เรากดปุ่มอย่างเดียวโดยที่ไม่เหยียบเบรคด้วยเช่นกัน (เปรียบเสมือนรูกุญแจสมัยก่อน)
หน้าจอวิทยุจะติดขึ้นมา สามารถเสียบชาร์จโทรศัพท์ หรือฟังเพลงได้ แต่ระบบปรับอากาศจะยังมีแค่ลม (คอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ทำงาน)
หน้าปัดเรือนไมล์จะสว่างขึ้นมาเต็มระบบ ไฟเตือนต่างๆ จะโชว์ขึ้นเพื่อเชคสถานะ พัดลมแอร์เป่าแรงขึ้น (จุดนี้ระบบไฟฟ้า และเซนเซอร์ต่างๆ พร้อมทำงานเต็มที่)
เป็นการปิดระบบทั้งหมดกลับไปสู่สถานะดับเครื่อง
หมายเหตุ : หากต้องการสตาร์ทเครื่องยนต์จากสเตพไหนก็ตาม แค่ "เหยียบเบรค+กดปุ่ม Push Start" เครื่องยนต์ก็จะติดทันที
เมื่อคุณเหยียบเบรค และกดปุ่ม กล่อง ECU จะสั่งจ่ายน้ำมัน และจุดระเบิดทันที เครื่องยนต์จะติดขึ้นมาพร้อมเสียงไดสตาร์ท ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ถือเป็นระบบที่เรียบง่าย และตอบสนองตามมือที่สุด
เครื่องยนต์ดีเซลไม่มีหัวเทียน แต่ใช้แรงอัดอากาศ และการจุดระเบิดด้วยตัวเอง ซึ่งในตอนที่เครื่องยนต์เย็นจัด จะต้องพึ่งพา "หัวเผา" ในการทำความร้อนห้องเผาไหม้ก่อน
ในรถดีเซลรุ่นใหม่ หากคุณเหยียบเบรคแล้วกดปุ่มสตาร์ทรวดเดียว อาจรู้สึกว่ารถดีเลย์ไปนิดหนึ่ง (ประมาณ 1-2 วินาที) หรือมีสัญลักษณ์รูปขดลวดสีส้มขึ้นที่หน้าปัด ไม่ต้องตกใจ เพราะกล่อง ECU กำลังสั่งให้หัวเผาทำงาน เมื่ออุณหภูมิได้ที่ไดสตาร์ทจะทำงานเองโดยอัตโนมัติ
รถไฮบริดมีทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า การกดปุ่ม Push Start จะเป็นการเปิดระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าก่อน (หากแบทเตอรีไฮบริดมีประจุไฟเพียงพอ)
เมื่อเหยียบเบรค และกดสตาร์ท จะไม่มีเสียงเครื่องยนต์ติด สิ่งที่ต้องสังเกต คือ คำว่า "READY" สีเขียวสว่างขึ้นบนแผงหน้าปัด นั่นหมายความว่ารถพร้อมขับแล้ว
เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์ การกดปุ่มจึงเหมือนการเปิดคอมพิวเตอร์ หรือเปิดสแตนด์บายระบบ High-Voltage Battery เมื่อเหยียบเบรค กดปุ่ม หน้าจอจะสว่างและขึ้นไฟ "READY" เป็นอันจบขั้นตอน
ด้านรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ หลายรุ่น ตัดปุ่ม Push Start ทิ้งไปแล้ว เพียงแค่พกกุญแจเดินขึ้นรถ เหยียบเบรค แล้วดึงเกียร์ลงตำแหน่ง D รถก็พร้อมเคลื่อนไปข้างหน้าในทันที
การใช้งานปุ่ม Push Start โดยการเหยียบเบรคแล้วกดปุ่มรวดเดียว ไม่ใช่วิธีที่ผิด ไม่ได้ทำร้ายกล่อง ECU และไม่ได้ทำให้รถพังเร็วขึ้นอย่างที่หลายคนกังวล
รถยนต์สมัยใหม่ถูกออกแบบมาให้จัดการตัวเองได้หมดแล้ว การกดแบบ 2 จังหวะ (ON) ก่อนสตาร์ท จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อคุณต้องการเชคระบบไฟ หรือต้องการใช้อุปกรณ์ในรถบางอย่างโดยไม่ต้องการสตาร์ทเครื่องเท่านั้น เช่น ลดกระจกลง เปิดวิทยุฟัง ฯลฯ
แม้กระทั่งในคู่มือรถ ขอยกตัวอย่างของ Isuzu MU-X (อีซูซุ มิว-เอกซ์) ก็ยังระบุถึงปุ่ม Push Start ไว้ว่า นอกจากหน้าที่สำหรับการสตาร์ทแล้วนั้น ยังมีจังหวะการใช้งานในกรณีไม่ได้เหยียบเบรคแล้วกดปุ่ม ว่าสามารถเปิดเป็นโหมดอะไรได้บ้าง
ดังนั้น เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้ว Push Start มีหน้าที่ช่วยให้เราสตาร์ทรถได้เร็ว และง่ายขึ้น แต่ก็ยังมีฟังค์ชันคล้ายการบิดกุญแจเพื่อเปิดการใช้การระบบต่างๆ อยู่
อย่างไรก็ตาม ใครสะดวกที่จะกดปุ่ม Push Start ให้ครบจังหวะก่อนเหยียบเบรคแล้วค่อยกดสตาร์ทก็ไม่ได้ผิดอะไร สามารถทำได้ แต่ถ้าใครจะขึ้นรถแล้วเหยียบเบรคเลยพร้อมกดปุ่ม Push Start ก็ไม่มีปัญหาอะไร ถือว่าสะดวก และรวดเร็วตามที่วิศวกรเขาได้ออกแบบมาให้ดีแล้วนั่นแหละ
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวในวงการ รถยนต์


