“บ่อเกลือ” เป็นชื่อของอำเภอหนึ่งในจังหวัดน่าน มีชื่อเสียงด้านการผลิตเกลือภูเขาที่ไม่มีที่ใดเสมอเหมือน เนื่องจากเป็นบ่อน้ำเกลือที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ท่ามกลางหุบเขาแห่งเดียวในโลก แถมยังมีภูมิประเทศที่สวยงาม อากาศเย็นสบายตลอดปี “ชีวิตอิสระ” ฉบับนี้ จะพาไปสัมผัสอำเภอเล็กๆ ที่น่าอัศจรรย์แห่งนี้
เรามุ่งหน้าสู่ จ. น่าน ตามทางหลวงหมายเลข 32 ผ่าน จ. นครสวรรค์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ แพร่ และเมื่อถึง จ. น่าน ให้เดินทางต่อไปอีก 80 กม. ผ่าน อ. ท่าวังผา และเมื่อถึง อ. ปัว เส้นทางจะเริ่มแคบลง คดโค้ง และลาดชัน ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่นานนักก็ถึง อ. บ่อเกลือ 
ระยะทางเกือบ 800 กม. จากกรุงเทพฯ ถึง อ. บ่อเกลือ รวมกับเส้นทาง “แม้ว” หรือเส้นทางไต่เขาที่คดเคี้ยวแล้ว ก็นับว่าโหดพอสมควร เราใช้เวลาเดินทาง 12 ชม. ซึ่งถ้าขับรถทั่วไป ผมคงล้าไปนานแล้ว แต่โชคดีที่ได้ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เป็นพาหนะคู่ใจ ช่วงล่างที่เซทมาอย่างดี ให้ความนุ่มนวลในทางตรง และเมื่อเจอโค้งกว้างความเร็วสูงก็ยังควบคุมได้ง่าย ไม่มีอาการสะบัดให้เห็น เครื่องยนต์ของ เอเวอเรสต์ คันนี้ขนาด 2.2 ลิตร 4 สูบ 160 แรงม้า แม้จะไม่จี๊ดจ๊าดเหมือนเครื่อง 3.2 ลิตร 5 สูบ ในตัวทอพ แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้งาน
เมื่อถึง อ. บ่อเกลือ เราไม่รีรอที่จะสัมผัสความน่าทึ่งของ “บ่อเกลือภูเขาหนึ่งเดียวในโลก” อายุเก่าแก่กว่า 800 ปี ที่ชาวบ้านยังคงสืบทอดภูมิปัญญาการทำเกลือโบราณเอาไว้ด้วยวิธีการ “ต้ม” โดยจะตักน้ำเกลือขึ้นจากบ่อมาพักไว้ในภาชนะขนาดใหญ่ แล้วต้มในกระทะประมาณ 4-5 ชั่วโมง ให้น้ำค่อยๆ ระเหยไปจนเกลือตกผลึก จากนั้นตักเกลือใส่ตะกร้าที่แขวนไว้เหนือกระทะเพื่อให้สะเด็ดน้ำ จนน้ำในกระทะใกล้แห้งหมด จึงตักน้ำเกลือจากบ่อมาใส่ลงไปใหม่ ทำแบบนี้ซ้ำไปมาเรื่อยๆ ทั้งวันทั้งคืน พอได้เม็ดเกลือแล้วบางคนก็ใส่ถุงขายเลย เป็นเกลือสินเธาว์แท้ๆ แต่เนื่องจากเป็นเกลือสินเธาว์จึงไม่มีสารไอโอดีนเหมือนกับเกลือสมุทร จึงต้องเติมสารไอโอดีนเสียก่อนถึงจะบริโภคได้ดี 
แต่ก่อนที่จะต้มแบบนี้ได้ ชาวบ้านต้องทำพิธีเลี้ยงผีเมือง และเจ้ารักษาบ่อเกลือ หรือ เจ้าซางคำ เสียก่อน โดยจะมีพิธีทุกปี ในวันแรม 8 ค่ำ เดือน 5 หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “งานแก้ม” ว่ากันว่าสมัยก่อนเคยทำกันถึง 7 วัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 3 วันเท่านั้น 
ปัจจุบันมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เกลือสปาขัดผิว เกลือแช่เท้า สบู่ดอกเกลือ รวมถึงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผ้าแพรไหม เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับนักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อกลับบ้าน
จากตัวเมืองบ่อเกลือ เรามุ่งหน้าตามทางหลวง 1081 ประมาณ 20 กม. เพื่อไปชมศูนย์ภูฟ้าพัฒนา เนื่องในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 
ภายในศูนย์มีหลายสิ่งให้ศึกษาเที่ยวชมและหาความรู้ เช่น ห้องนิทรรศการหมุนเวียน, อาคารแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, เส้นทางการศึกษาธรรมชาติที่สามารถเดินไปเยี่ยมชมไร่กาแฟได้, โรงงานผลิตปุ่ยอินทรีย์-ชีวภาพ, ธนาคารข้าว, โรงผลิตน้ำดื่ม, ศูนย์การเรียนรู้หญ้าแฝก, ศูนย์วัฒนธรรมภูฟ้า รวมถึงร้านค้าสวัสดิการ ที่นำสินค้าของทางโครงการจากฝีมือของชาวบ้านมาจัดจำหน่ายให้เลือกซื้อ นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟสด ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากศูนย์ภูฟ้าพัฒนา มีจุดชมวิวให้นั่งจิบกาแฟ ดื่มด่ำบรรยากาศรอบๆ และที่ไม่ควรพลาด คือ พระตำหนักภูฟ้าที่สวยงาม ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะเสด็จมาทรงงานในพื้นที่จังหวัดน่าน
ภายในศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ยังมี “ศูนย์วัฒนธรรมภูฟ้า” ที่นี่เราจะเห็นวิถีชีวิตของชนเผ่าหาตัวยากอย่าง “มละบริ” (อ่านเป็น 2 พยางค์ว่า มละ-บริ) ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย 
เมื่อประมาณ 50 ปีก่อน ชนเผ่ามละบริ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เร่ร่อน อาศัยอยู่ตามตะเข็บชายแดนระหว่างป่ากับเมืองอยู่ทั่วประเทศไทย ราว 400 คน พื้นฐานของชาวมละบริจะไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง จะย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ ตามความสมดุลของป่า ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ เก็บของป่ามาขาย หรือแลกของ บ้างรับจ้างใช้แรงงาน ซึ่งชาวมละบริมักจะถูกเอาเปรียบจากนายจ้างอยู่เสมอ กระทั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานพื้นที่ในศูนย์ภูฟ้าพัฒนา กว่า 800 ไร่ ให้เป็นสถานที่บ่มเพาะการใช้ชีวิตปรับตัวเข้ากับโลก โดยยังคงความเป็นตัวตนชมเผ่ามละบริ
น้ำตกสะปัน เป็นน้ำตกขนาดกลางสูง 3 ชั้น ที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี อยู่ในการดูแลของอุทยานแห่งชาติขุนน่าน ตัวน้ำตกมีอยู่ด้วยกัน 3 ชั้น แต่ละชั้นมีความสูงไม่มาก ประมาณ 3-6 เมตร ท่ามกลางธรรมชาติ มีความร่มรื่นสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยวชมน้ำตกแต่ละชั้นได้ ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ครบ 
ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ตลอดสองข้างทางจึงมีมอส และตะไคร่น้ำขึ้นทั่วไปหมด ถ้ามาฤดูหนาวจะพบต้นลิ้นมังกรสีชมพูบานสะพรั่ง สวยงาม รถยนต์สามารถเข้าถึงได้ใกล้ตัวน้ำตก
ใครที่เดินทางไปศูนย์ภูฟ้าพัฒนา จะต้องผ่าน "ร้านครัวรัตนา" ซึ่งเป็นร้านที่ชาวบ่อเกลือแนะนำ เนื่องจากอาหารมีรสชาติถูกปากคนชอบรสจัด ผมสั่ง ต้มยำปลาคัง กะเพราหมูสับ ไข่เจียวหมูสับ และผัดผักรวม รสชาติทุกเมนูจัดจ้านสมคำเล่าลือ
เราเลือกพักที่ "บ่อเกลือฆ้องดังรีสอร์ท" ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา มีวิวภูเขาน้อยใหญ่อยู่รอบด้าน บรรยากาศเป็นส่วนตัว เงียบสงบ และอบอุ่น ภายในห้องพักตกแต่งเรียบง่าย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ ทั้งตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น ทีวี ถ้ามาในฤดูหนาวจะมีสายหมอกให้ชมถึงหน้าห้อง ในราคาเริ่มต้นที่ 600 บาทเท่านั้น
บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนรถ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เพื่อใช้เป็นพาหนะในการเดินทาง
บทความแนะนำ

