ชีวิตอิสระ
เที่ยว 2 ทะเลอ่าวไทย รับหน้าร้อน 2569
ฤดูร้อนเวียนมาอีกครั้ง หลายคนหาวิธีคลายร้อน ด้วยการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดติดทะเล “ชีวิตอิสระ” ขอแนะนำสถานที่เที่ยวทะเลอ่าวไทย ที่กำลังนิยมในปี 2569
ทะเลตราด ไม่ข้ามเกาะ
ระยะหลังมานี้ จังหวัด “ตราด” ได้รับความนิยมมากขึ้นจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเที่ยวแบบไม่ข้ามเกาะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติของที่นี่ และเดินทางไม่ไกลนักจากกรุงเทพฯ
ชุมชนท่าระแนะ แหล่งการค้าแต่กาลก่อน
ชุมชนท่าระแนะ ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำตราด ก่อนที่จะไหลออกสู่ทะเลตราด เป็นพื้นที่ป่าชายเลนกว้างใหญ่นับพันไร่ ที่อุดมสมบูรณ์จนได้รับรางวัลในฐานะชุมชนต้นแบบที่มีการดูแลทรัพยากรป่าชายเลนดีเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย เมื่อปี 2556 ในอดีตพื้นที่บริเวณนี้เป็นอ่าวทะเลขนาดใหญ่ มีร่องน้ำลึก ความลึกขนาดที่เรือสำเภาใหญ่สามารถแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าขนส่งสินค้าได้ จึงกลายเป็นท่าจอดเรือสำเภาของพ่อค้าชาวจีนในอดีต ที่เดินทางผ่านไปมาเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าในท้องถิ่น อาทิ เครื่องเทศ และของป่าต่างๆ ปัจจุบันชาวชุมชนท่าระแนะส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน และได้รวมตัวกันเปิดเป็นชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวที่สวยงาม ระดับ UNSEEN THAILAND จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “มหัศจรรย์ลานตะบูน”
UNSEEN THAILAND มหัศจรรย์ลานตะบูน
สิ่งที่ทำให้บ้านท่าระแนะมีชื่อเสียงไปไกล คือ ความงดงามของลานตะบูน ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่ กิจกรรม คือ การนั่งเรือผ่านปากอ่าว และป่าชายเลน เพื่อเข้าชมป่ามหัศจรรย์ลานตะบูน ระยะทาง 3 กม. หรือจะพายซับบอร์ดเข้าไปแบบเรา โดยใช้เส้นทางลัด ซึ่งได้อรรถรส และความสนุกสนานเพิ่มขึ้นเยอะ
เอกลักษณ์เด่น คือ รากของต้นตะบูนที่ลอยอยู่เหนือดิน ไม่จมอยู่ใต้ดินเหมือนต้นไม้ทั่วไป แต่จะแผ่รากอยู่บนดินโคลนของป่าชายเลน มองเห็นได้อย่างเด่นชัด มีความงดงาม ร่มรื่น สามารถเดินลงไปเยี่ยมชมแบบใกล้ๆ ได้เลย และด้วยบรรยากาศที่ร่มครึ้มของป่าชายเลน เราจะเห็นต้นตะบูนเก่าแก่ ขึ้นอยู่เป็นระยะๆ มีความสูงเท่าๆ กัน โดยมีรากของแต่ละต้นเลื้อยพันกัน ถักทอเหมือนเครื่องสานเหนือพื้นดิน กลายเป็น “ลานตะบูน” ที่มองแล้วดูลึกลับซ่อนเร้น ราวกับป่าในเทพนิยาย ยิ่งเมื่อแสงแดดส่องทะลุกระทบรากลานตะบูน ยิ่งเพิ่มความงดงามให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น
ลุงนิด ผู้นำพาเราเข้ามา เล่าให้ฟังว่า ต้นตะบูนส่วนมากจะขึ้นอยู่บริเวณเหนือป่าชายเลน เป็นต้นไม้ที่โตช้ามาก ต้นที่โดดเด่นสุดมีอายุประมาณ 100 ปี โดยรากของมันจะแผ่ออกไปไกลเหนือพื้นดิน ไม่มีรากแก้วเพื่อพยุงต้นเหมือนไม้ทั่วไป ดังนั้น จึงไม่สูงใหญ่ตามอายุ แต่จะมีความสูงเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะอายุเท่าไร ในบริเวณรอบๆ นี้ก็จะมีต้นตะบูนดำอยู่บ้าง ซึ่งจะต่างจากต้นตะบูนขาวที่เราเห็นตรงที่รากของมันจะมีลักษณะแหลมขึ้นมาคล้ายรากต้นลำพู และถ้าวันไหนน้ำแห้งช่วงกลางวัน และมีแสงแดดส่องถึง รากก็จะแห้งเป็นสีขาวสวยงาม แต่หากตรงไหนยังไม่แห้งดี ก็จะออกสีดำ
หาดบานชื่น สวย ใส ขาว
ก่อนกลับกรุงเทพฯ เรามุ่งหน้าต่อไปยัง อ. คลองใหญ่ เพื่อไปเยี่ยมชมชายหาดบานชื่น หาดที่มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงาม ที่ไม่แพ้บนเกาะ หาดบานชื่น เดิมชื่อ หาดมะโร ต่อมาเจ้าของที่ดินได้บริจาคที่ดินบริเวณหน้าหาด จำนวน 14 ไร่ ให้แก่จังหวัด เพื่อนำไปพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เมื่อปี 2527 หาดบานชื่น มีจุดเด่นที่น้ำทะเลใส และมีทรายขาวเนื้อละเอียด เนื่องจากในเนื้อทรายมีส่วนผสมของแร่ซิลิคาอยู่มาก สามารถลงเล่นน้ำได้ และภายในบริเวณหาดยังมีร้านอาหาร รวมถึงบังกะโลที่พักให้บริการด้วย นอกจากนี้ ระหว่างเส้นทางไป อ. คลองใหญ่ เราจะพบกับหาดต่างๆ มากมาย เช่น หาดทรายงาม หาดทรายแก้ว หาดทับทิม และหาดจินดา เป็นต้น
ส่วนแคบที่สุดในประเทศไทย
ช่วงก่อนสิ้นสุดถนนสุขุมวิท (3) บริเวณหลัก กม. ที่ 81 ยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของไทย ที่ได้รับการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการว่า “บนถนนสุขุมวิทบริเวณพื้นที่บ้านโขดทราย ต. หาดเล็ก อ. คลองใหญ่ จ. ตราด เป็นพื้นที่ส่วนที่แคบสุดของประเทศไทย” เมื่อวัดจากชายฝั่งทะเลเข้าไปจรดกับสันเขาบรรทัด ที่เป็นแนวกั้นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศไทย กับประเทศกัมพูชาแล้ว พบว่ามีความกว้างเพียงแค่ 450 ม. เท่านั้น ใครที่เดินทางไปตลาดชายแดนบ้านหาดเล็ก จะต้องผ่านจุดนี้อย่างแน่นอน
อ่าวคราม ทะเลชุมพร
หลายคนรู้จัก “ชุมพร” ในฐานะเมืองผ่าน แต่แท้จริงแล้ว จ. ชุมพร มีสถานที่สวยๆ ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติแบบดิบๆ มากมาย ครั้งนี้เราจะพาไปสัมผัสวิถีชาวเลที่อ่าวคราม อย่างการบามหมึก ซึ่งมีที่นี่ที่เดียว
ประตูมหาสมุทร ลึกลับ สวยงาม
“ประตูมหาสมุทร” คือ ประติมากรรมธรรมชาติริมทะเล นับเป็นสถานที่เที่ยวแห่งใหม่ของ อ. สวี ก็ว่าได้ แต่การเดินทางอาจลึกลับไปนิด เพราะต้องขับรถผ่านชุมชนบ้านบ่อคาในซอยแคบที่เก่าแก่ ที่เป็นชุมชนชาวประมงมากว่า 100 ปี แต่สิ่งที่ประทับใจ คือ บ้านเรือนแถบนี้ยังคงความสวยงามคลาสสิค และเป็นไม้เคี่ยมเกือบทั้งหมด (ไม้หายากของภาคใต้) ขับรถจนสุดทางจะเห็นแนวกันคลื่น และซุ้มประตูมหาสมุทร
ประตูมหาสมุทร มีความสวยงามตั้งแต่แรกเห็น มีลักษณะคล้ายประตูทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ และลมตามธรรมชาติ โดยบริเวณซุ้มประตูจะมีต้นไม้ และรากไม้พันโดยรอบ หากมองลอดผ่านประตูไป จะเห็นทะเลชุมพร เป็นที่ตั้งของบ้านท้องโตนด บ้านอ่าวคราม เกาะกุเลา สามารถมองเห็นได้จากตรงนี้
ใครที่ชอบถ่ายรูปคู่กับวิวสวยๆ แนะนำให้มาช่วงเช้า หรือช่วงเย็น เพราะเป็นช่วงที่ท้องฟ้าจะสวยที่สุด ที่นี่มีมุมถ่ายรูปให้เชคอินมากมาย ใครเป็นสายโซเชียลห้ามพลาดครับ
อ่าวคราม สวรรค์ของคนรักทะเล
อ่าวคราม เป็นสถานที่ตั้งของชุมชนชาวประมงขนาดเล็ก ท่ามกลางธรรมชาติอันแสนสงบ ใน อ. สวี จ. ชุมพร ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชุมชน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง จับปลา ปลาหมึก กุ้ง โดยสามารถพักค้างแรมที่นี่ได้แบบโฮมสเตย์
การมาที่นี่เสมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ก็ยังคงความสะดวกสบาย มีน้ำ มีไฟ และสัญญาณโทรศัพท์ให้ใช้ คนในชุมชนยังคงใช้ชีวิตแบบวิถีดั้งเดิม ใครที่มาจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่พักโฮมสเตย์ติดทะเล มีลมพัดเย็นตลอดเวลา และอิ่มอร่อยกับอาหารทะเลแบบจัดเต็ม
รอบๆ อ่าวคราม ยังมีสถานที่เที่ยวเชิงอนุรักษ์มากมาย ตั้งแต่ภูเขารูปทรงต่างๆ รวมถึง “ค่างแว่น” สัตว์ประจำถิ่นที่พบไม่ยากนัก ในพื้นที่ป่าไม้ของอ่าวคราม
ออกบามหมึก กับแดนโดมโฮมสเตย์
ในบริเวณอ่าวคราม มีโฮมสเตย์ไว้รองรับนักท่องเที่ยว 2 แห่ง ได้แก่ แดนโดมโฮมสเตย์ และอ่าวครามโฮมสเตย์ สามารถพักกับที่ไหนก็ได้ เพราะเขาเป็นเครือญาติกันทั้งหมด แต่ผมเลือก “แดนโดมโฮมสเตย์” เนื่องจากเจ้าของที่พักมีชื่อเสียงเรื่องความตลก จนมีอินฟลูเอนเซอร์มากมายมารีวิว ปัจจุบันที่นี่คิดราคาเข้าพักเป็นต่อคน ในราคาคนละ 1,200 บาท ราคานี้รวมที่พัก 1 คืน อาหาร 3 มื้อ รวมถึงกิจกรรมบามหมึก
โดยไฮไลท์ที่ห้ามพลาด คือ การออกเรือไป “บามหมึก” ซึ่งเป็นวิธีการจับปลาจากภูมิปัญญาชาวบ้านแห่งเดียวในไทย คล้ายกับการยกยอในภาคกลาง โดยจะนำปลาต่างๆ รวมถึงปลาหมึกที่ได้ มาทำอาหารต่างๆ รวมถึงกินปลาหมึกสดๆ กับน้ำจิ้มซีฟู้ด บอกเลยว่าหวานเจี๊ยบ
นอกจากนั้น เรายังสามารถพายเรือคายัคเที่ยวรอบๆ อ่าวได้ฟรี และยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีก เช่น นั่งเรือไปเที่ยวเกาะกุเลา ที่เรียกว่าน้ำทะเลสวยใส สามารถดำน้ำชมปะการังได้จากหน้าหาดเลยทีเดียว แต่ต้องจ่ายเพิ่มนะ
ศาลลับกรมหลวงชุมพร หัวเขาถ่าน
ถ้าอยากไปสักการะศาลกรมหลวงชุมพร หลายคนคงมุ่งตรงไปที่หาดทรายรี เพราะเป็นแลนด์มาร์คสำคัญใน จ. ชุมพร แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้ว ยังมีศาลกรมหลวงชุมพรอีกแห่งหนึ่ง ซ่อนตัวอยู่บนภูเขาใน อ. สวี ในชื่อว่า “ศาลกรมหลวงชุมพร หัวเขาถ่าน” ซึ่งเราจะไปสักการะกัน
ศาลกรมหลวงชุมพร หัวเขาถ่าน เป็นพื้นที่พระตำหนักของพลเรือเอกพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรณ์เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่สร้างขึ้นบนหัวเขาถ่าน เพื่อเป็นที่สักการะของประชาชนในละแวกนั้น ด้านบนสามารถชมวิวทะเล และหาดทรายได้ไกลสุดลูกหูลูกตา มีทัศนียภาพที่งดงาม ที่สำคัญคนยังไม่เยอะ ถือว่าเป็นจุดชมวิวลับๆ ที่ต้องมาให้ได้
สักการะวัดพระบรมธาตุสวี
มา อ. สวี ทั้งที ก่อนกลับกรุงเทพฯ แนะนำให้แวะสักการะ “วัดพระบรมธาตุสวี” เพื่อความเป็นสิริมงคลกันเสียหน่อย เนื่องจากเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของ จ. ชุมพร เพราะเป็นที่ตั้งของพระธาตุสวี สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสวี มาช้านาน จากลักษณะขององค์พระธาตุที่เป็นเจดีย์ศรีทอง ทรงระฆังคว่ำ จึงมีการสันนิษฐานกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 700 ปีเลยทีเดียว
รูปแบบศิลปะของพระบรมธาตุสวี มีลักษณะเดียวกับพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ซึ่งคาดว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน มีการซ่อมแซมบูรณะหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อปี 2459 ที่องค์พระธาตุพังลงมา จึงเกิดการบูรณะครั้งใหญ่ ปัจจุบันองค์เจดีย์มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 8.50 เมตร ประดับด้วยเสา 6 ต้น และยังมีพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดภายในวัดอีกด้วย

















