รู้ลึกเรื่องรถ
วิวัฒนาการยานยนต์ของผู้นำ
เชื่อว่าทุกวันนี้ไม่มีชายคนใดในโลกจะถูกจับจ้องมากเท่ากับ DONALD TRUMP (โดนัลด์ ทรัมพ์) ประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา คนที่ 47 และเมื่อเอ่ยถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ต้องพูดถึง CADILLAC ONE (แคดิลแลค วัน) หรือฉายา “THE BEAST” หรือ “เจ้าสัตว์ยักษ์” หรือช้างแก้ว ม้าแก้ว สำหรับประดับเกียรติของผู้นำแห่งโลกเสรี
CADILLAC ONE หรือแคดิลแลค หมายเลขหนึ่ง มีชื่อเป็นทางการว่า “PRESIDENTIAL STATE CAR” หรือรถยนต์อย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี โดยคำว่า “ONE” หรือหมายเลขหนึ่ง จะถูกใช้เป็นชื่อเรียกขาน (CALL SIGN) พาหนะของประธานาธิบดี อาทิ เครื่องบินโบอิง 747-200B AIR FORCE ONE หรือเฮลิคอพเตอร์ NIGHTHAWK MARINE ONE ซึ่งจริงๆ แล้ว เครื่องบิน หรือเฮลิคอพเตอร์ ลำใดก็ตามที่ประธานาธิบดีขึ้นไปโดยสารก็จะถูกเปลี่ยนชื่อเรียกขานให้ลงท้ายด้วย “ONE” ทั้งสิ้น
สำหรับ CADILLAC ONE เวอร์ชันปัจจุบันนั้นเป็นรถที่ถูกใช้งานมาตั้งแต่ปี 2018 ในสมัยแรกของประธานาธิบดี TRUMP ตามด้วยอดีตประธานาธิบดี JOE BIDEN (โจ ไบเดน) และหวนกลับมารับใช้ TRUMP อีกครั้งในปีนี้
แต่ก่อนที่จะไปถึงเรื่องราวของรถคันนี้ ผู้เขียนอยากจะพาท่านผู้อ่านย้อนกลับไปทำความรู้จักกับวิวัฒนาการของยานพาหนะของประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ มันได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างไร
ตามประวัติศาสตร์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ได้นั่งรถยนต์ คือ ประธานาธิบดีคนที่ 25 WILLIAM McKINLEY (วิลเลียม แมคคินลีย์) โดยเป็นรถยนต์พลังไอน้ำของ STANLEY MOTOR CARRIAGE COMPANY (สแตนลีย์ มอเตอร์ แคร์ริเอจ คัมพานี) ในปี 1901 และแม้ต่อมา หน่วยอารักขาประธานาธิบดี (SECRET SERVICE) จะซื้อรถยนต์พลังไอน้ำจาก WHITE MOTOR COMPANY (ไวท์ มอเตอร์ คัมพานี) มาใช้งาน ในปี 1907 แต่ THEODORE ROOSEVELT (ธีโอดอร์ รูสเวลท์) ประธานาธิบดีคนที่ 26 กลับพึงพอใจที่จะโดยสารไปกับรถม้ามากกว่า เพราะตัวเขาเป็นคนรักม้า และชอบการใช้ชีวิตกลางแจ้ง
พอถึงปี 1909 ประธานาธิบดีคนที่ 27 WILLIAM HOWARD TAFT (วิลเลียม โฮเวิร์ด ทาฟท์) กลับมีทัศนคติที่ต่างออกไป และถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุครถยนต์ในทำเนียบขาว เพราะเขาได้รื้อคอกม้าในทำเนียบขาวออกไป และแทนที่ด้วยโรงรถ พร้อมซื้อรถยนต์เข้ามาประจำการ 4 คัน ได้แก่ รถเครื่องสันดาปภายในของ PIERCE-ARROW (เพียร์ศ-แอร์โร) จำนวน 2 คัน รถไฟฟ้าของ BAKER MOTOR VEHICLE (เบเคอร์ มอเตอร์ เวฮิเคิล) จำนวน 1 คัน และในปี 1911 ก็ได้ซื้อรถยนต์พลังไอน้ำรุ่นใหม่ของ WHITE MOTOR COMPANY มาอีก 1 คัน ซึ่งรถยนต์พลังไอน้ำนี้เป็นที่ชื่นชอบของประธานาธิบดีมาก เพราะมันมาพร้อมคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถปล่อยหมอกไอน้ำจำนวนมากออกมา เพื่อพรางตัวเขาจากนักข่าวได้ ! (ถ้าเป็นสมัยนี้อาจจะคล้ายๆ กับรถกระบะดีเซลพ่นหมึกที่พบเจอบ่อยๆ บนท้องถนน)
รถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดี ได้รับการวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยรถที่มีชื่อเสียงคันหนึ่งก็คือ รถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีคนที่ 32 FRANKLIN D. ROOSEVELT (แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์) หรือ FDR ในปี 1939 นั่นคือ LINCOLN MOTOR COMPANY V12 CONVERTIBLE (ลินคอล์น มอเตอร์ คัมพานี วี 12 คอนเวอร์ทิเบิล) ที่มีชื่อเล่นว่า “SUNSHINE SPECIAL”
รถคันนี้เป็นรถที่ถูกสั่งทำเป็นพิเศษโดยหน่วยอารักขาฯ ให้สามารถเปิดประทุนได้ เนื่องจากท่าน FDR ชื่นชอบสายลม และแสงแดด แล้วยังเปิดให้ประชาชนอเมริกันได้ชื่นชมกับประธานาธิบดีของพวกเขาอย่างไม่มีอะไรบดบัง ความใหญ่โตของรถคันนี้สามารถเห็นได้จากการที่มันมีความยาวฐานล้อถึง 4,100 มม. มี 10 ที่นั่ง และได้รับการออกแบบพิเศษให้มีบันไดข้างตัวรถ เพื่อให้หน่วยอารักขาฯ ยืนประกบคู่ไปกับรถขณะรถวิ่ง เพื่อดูแลท่านประธานาธิบดีอย่างใกล้ชิด
ช่วงสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลก ครั้งที่ 2 หลังจากญี่ปุ่นบุกโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ รถ “SUNSHINE SPECIAL” ได้ถูกติดเกราะกันกระสุน และใส่กระจกกันกระสุนที่หนาถึง 1 นิ้ว พร้อมกับยางรถยนต์เสริมความแข็งแกร่งพิเศษ เพื่อป้องกันการโจมตี พร้อมเพิ่มช่องใส่ปืนกลมือ ซึ่งการเสริมเขี้ยวเล็บนี้ทำให้รถมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 4.2 ตันเลยทีเดียว
สำหรับประธานาธิบดีคนที่ 33 HARRY TRUMAN (แฮร์รี ทรูแมน) ยังเลือกใช้รถบแรนด์ LINCOLN เป็นรถประจำตำแหน่ง โดยในปี 1950 ทำเนียบขาวได้เช่า LINCOLN COSMOPOLITAN (ลินคอล์น คอสโมโพลิแทน) จำนวน 10 คัน โดย 9 คัน ถูกดัดแปลงให้มีหลังคาสูงพิเศษ เพื่อรองรับการสวมหมวกทรงสูง ซึ่งเป็นแฟชันของสุภาพบุรุษในยุคนั้น ส่วนอีก 1 คันที่เหลือเป็นรุ่นเปิดประทุน ตามธรรมเนียมรถประจำตำแหน่งประธานาธิบดีที่เปิดโอกาสให้ประชาชนอเมริกันได้เห็นประธานาธิบดีของพวกเขา แต่ประตูรถนั้นหุ้มเกราะกันกระสุน ตัวรถออกแบบเป็นพิเศษ มีความยาวถึง 6.1 เมตร กว้าง 2.0 เมตร และหนัก 2.9 ตัน หนักกว่ารุ่นมาตรฐานถึง 770 กิโลกรัม ขุมพลัง FORD (ฟอร์ด) วี 8 สูบ ให้กำลัง 111 กิโลวัตต์/152 แรงม้า
รถรุ่นเปิดประทุนนี้ ในปี 1952 ประธานาธิบดีคนที่ 34 DWIGHT D. EISENHOWER (ดไวท์ ดี ไอเซนฮาวเออร์) ได้บัญชาให้นำไปติดตั้งครอบหลังคาที่ทำจากอครีลิค เพื่อเพิ่มความปลอดภัย แต่ยังคงอนุญาตให้ประชาชนสามารถมองเห็นประธานาธิบดีของพวกเขาได้ รถหลังคาใสคันนี้ถูกใช้อย่างยาวนานในฐานะรถสำรองไปจนถึงปี 1967
อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า รถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งจะเลือกรถสไตล์เปิดประทุนเป็นรถอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมบารมีของผู้นำ ซึ่งประเพณีนี้สิ้นสุดลงในยุคของประธานาธิบดีหนุ่มคนดัง หรือประธานาธิบดีคนที่ 35 JOHN F. KENNEDY (จอห์น เอฟ เคนเนดี) หรือ JFK ถูกลอบสังหารด้วยปืนไรเฟิลจากระยะไกลในปี 1963 โดยรถประจำตำแหน่งที่ได้รหัสจากหน่วยอารักขาว่า X-100 คือ LINCOLN CONTINENTAL (ลินคอล์น คอนทิเนนทัล) รุ่นปี 1961 ตัวถังเปิดประทุน ฐานล้อยาวสั่งทำพิเศษ
X-100 มีฐานล้อยาวกว่ารุ่นปกติถึง 1.1 เมตร รองรับที่นั่งถึง 3 แถว และติดตั้งบันไดพิเศษให้หน่วยอารักขาฯ สามารถยืนประกบคู่เพื่ออารักขาประธานาธิบดีได้ และเพื่อให้ประชาชนที่มารอต้อนรับสามารถมองเห็นประธานาธิบดีของพวกเขาได้อย่างชัดเจน เบาะหลังยังสามารถยกขึ้นด้วยระบบไฮดรอลิค ให้สูงได้มากถึง 10.5 นิ้ว และยังมาพร้อมกับหลังคาออกแบบพิเศษ 3 รูปแบบ คือ หลังคาผ้าใบพับได้ หลังคาโลหะน้ำหนักเบา และหลังคาพลาสติคใส ที่ว่ากันว่า ถ้าวันนั้นหาก JFK เลือกใช้หลังคาพลาสติคใส เขาอาจมีโอกาสรอดจากวิถีกระสุนก็ได้
การลอบสังหารในครั้งนั้นได้เปลี่ยนทัศนคติ และมุมมองของรถสำหรับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปตลอดกาล และการดัดแปลงรถ X-100 ก็เกิดขึ้นทันทีเพื่อต่อต้านการลอบโจมตี ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำมันแบบพิเศษที่ภายในถังเป็นโฟมพรุน เพื่อป้องกันการระเบิด ส่วนห้องโดยสารเสริมความแข็งแกร่งด้วยเกราะไททาเนียมหนักถึง 730 กิโลกรัม หลังคาแบบถอดได้ ถูกแทนที่ด้วยครอบกระจกที่ทำจากกระจกกันกระสุนซ้อนกันถึง 13 ชั้น มีความหนากว่า 1 นิ้ว ทั้งหมดนี้ส่งผลให้รถหนักขึ้นกว่า 25 % หรือมีน้ำหนักมากถึง 4.4 ตัน
รถที่ได้รับการปรับปรุงนี้ถูกใช้งานต่อโดยประธานาธิบดีคนต่อมาอีกหลายคน และปลดประจำการถาวรในปี 1977 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ HENRY FORD MUSEUM (พิพิธภัณฑ์เฮนรี ฟอร์ด) เมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน
รถบแรนด์ LINCOLN ยังคงได้รับความเชื่อถือให้เป็นรถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยได้รับรถรุ่นใหม่ในปี 1974 เป็นรถที่สร้างขึ้นจาก LINCOLN CONTINENTAL ในแบบตัวถังช่วงยาวเสริมเกราะ รุ่นปี 1972 ซึ่งรถรุ่นนี้ได้รับใช้ประธานาธิบดีถึง 5 สมัย ได้แก่ RICHARD NIXON (ริชาร์ด นิกสัน), GERALD FORD (เจอรัลด์ ฟอร์ด), JIMMY CARTER (จิมมี คาร์เตอร์), RONALD REAGAN (โรนัลด์ เรแกน) และ GEORGE BUSH (จอร์จ บุช) ผู้พ่อ ตลอดช่วงเวลาที่รับใช้ประธานาธิบดีถึง 5 คน มันได้รับการปรับโฉมด้วยกระจังหน้าใหม่ครั้งหนึ่ง ในปี 1981 ก่อนปลดประจำการถาวรในปี 1992
ช่วงเวลาเดียวกัน หน่วยอารักขาได้สั่งรถจากค่าย CADILLAC เข้ามาประจำการ ในปี 1984 นั่นคือ CADILLAC FLEETWOOD (แคดิลแลค ฟลีทวูด) รุ่นปี 1983 ตัวถังช่วงยาวหลังคาสูง มาพร้อมกระจกกันกระสุนหนาถึง 60 มม. และในเวลาต่อมา หน่วยอารักขาก็ได้สั่งรถ LINCOLN TOWN CAR (ลินคอล์น ทาวน์คาร์) รุ่นปี 1989 กลับมาอีกครั้ง โดยมีตัวถังยาวถึง 6.2 เมตร และรถคันนี้ คือ รถประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คันสุดท้ายจากค่าย LINCOLN เพราะตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา นับจากยุคของประธานาธิบดีคนที่ 42 BILL CLINTON (บิลล์ คลินตัน) จนถึงทุกวันนี้ จะเป็นรถจากค่าย GM (จีเอม) ภายใต้บแรนด์ CADILLAC ล้วนๆ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการออกแบบรถประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จริงๆ คือ ยุคประธานาธิบดีคนที่ 43 GEORGE W. BUSH (จอร์จ ดับเบิลยู บุช) ที่สหรัฐอเมริกาเข้าสู่ยุคของการคุกคามจากการก่อการร้าย ทำให้การออกแบบรถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องยกระดับขึ้น เพราะรถแบบปกติไม่สามารถให้ความคุ้มครองแบบที่ต้องการได้
GM ได้พัฒนารถพิเศษขึ้นมาสำหรับภารกิจความมั่นคงนี้ เพราะพวกเขารู้ดีว่าน้ำหนักจากการเสริมเกราะเข้าไปให้สามารถป้องกันการโจมตีจากจรวดต่อสู้รถถังได้ มันเกินความสามารถของเครื่องยนต์กลไกของรถลีมูซีน พวกเขาจึงต้องออกแบบใหม่ทั้งหมด และนี่คือจุดกำเนิดของ “THE BEAST”
THE BEAST รุ่นแรก ถือกำเนิดขึ้นในปี 2001 เป็นการพัฒนาบนพื้นฐานของรถเอสยูวีแบบฟูลล์ไซซ์ของ GM อย่าง GMC YUKON (จีเอมซี ยูคอน) หรือ CADILLAC ESCALADE (แคดิลแลค เอสกาเลด) ที่มาพร้อมประตูกันกระสุนหนาถึง 130 มม. กับกระจกกันกระสุนหนาปึ้ก โดยออกแบบประตูเป็นแบบซีลสนิท ป้องกันการโจมตีด้วยแกสพิษ และเพื่อรองรับน้ำหนักที่มากถึง 6.4 ตัน ติดตั้งเครื่องยนต์ วี 8 สูบ ความจุ 7.4 ลิตร และมันไม่ได้มีแค่คันเดียวเหมือนสมัยก่อน เพราะหน่วยอารักขาเตรียมพร้อมสำหรับเหตุไม่คาดฝัน มันจึงเดินทางเป็นคู่เสมอ นั่นคือ มีเจ้าสัตว์ยักษ์ 2 ตัว วิ่งไปด้วยกันตลอด โดยคันหนึ่งจะเป็นรถสำรอง และคนภายนอกจะไม่รู้ว่า ประธานาธิบดีอยู่ในรถคันไหน
THE BEAST รุ่นที่ 2 เข้าประจำการตั้งแต่ปี 2009 ถึงปี 2018 ในยุคของประธานาธิบดีคนที่ 45 BARACK OBAMA (บารัค โอบามา) ในขณะที่รถรุ่นแรกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของรถเอสยูวี แต่รถรุ่นที่ 2 นี้สร้างขึ้นบนพื้นฐานรถบรรทุกระดับกลาง (MEDIUM DUTY) โดยพัฒนาขึ้นบน GMC TOPKICK PLATFORM แต่ได้รับการตกแต่งหน้าตาให้ดูมีความเป็นรถเก๋งบแรนด์ CADILLAC
ขุมพลังของ THE BEAST รุ่นที่ 2 คือ เครื่องยนต์ วี 8 สูบ ความจุ 8.1 ลิตร และสิ่งบ่งบอกถึงชาติกำเนิดที่มาจากรถบรรทุกของมัน คือ ล้อ และยางขนาดใหญ่ ซึ่งแม้จะไม่เปิดเผยน้ำหนักที่แท้จริง แต่วิเคราะห์กันแล้วว่า มันน่าจะหนักอยู่ในช่วง 6.8-9.1 ตันเลยทีเดียว และความเร็วสูงสุดน่าจะไม่เกิน 100 กม./ชม. ส่วนเรื่องอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงนั้นอย่าพูดถึงเลยดีกว่า
ด้วยเหตุที่มันได้รับการออกแบบให้มีประตูหนาราวกับตู้นิรภัย คือ หนา 200 มม. ส่วนกระจกกันกระสุนนั้นหนาถึง 130 มม. หรือ 5 นิ้ว ทำให้ห้องโดยสารของมันค่อนข้างแคบ เรียกว่านั่งกัน 2 คนกำลังพอดี โดยห้องโดยสารสำหรับประธานาธิบดี ได้รับการติดตั้งกล้องมองกลางคืน (NIGHT VISION OPTIC) และสามารถสั่งยิงแกสน้ำตาได้ นอกจากนั้น ยังติดตั้งหน้ากากกันไอพิษ พร้อมถังออกซิเจนสำรอง และเวชภัณฑ์ที่จำเป็น รวมถึงเลือดสำรองของประธานาธิบดี ส่วนอาวุธประจำในรถ คือ ปืนลูกซองระบบปั๊ม พร้อมระบบสื่อสารสมบูรณ์แบบ เรียกง่ายๆ ว่า มันคือ รถถังติดโลโก CADILLAC นั่นเอง
THE BEAST รุ่นที่ 3 เข้าประจำการในปี 2018 ยุค TRUMP สมัยแรก ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น โดยยังคงใช้ GMC TOPKICK PLATFORM เช่นเดิม แต่นำบุคลิกการออกแบบมาจาก CADILLAC XT6 (แคดิลแลค เอกซ์ที 6) โดยรถคันใหม่นี้สูงใหญ่มาก และมีมาตรการความปลอดภัยเพียบเช่นเดิม พร้อมเพิ่มอาวุธลับอย่าง การปล่อยน้ำมันเครื่องให้ไหลลงบนถนนเพื่อให้รถที่วิ่งตามลื่นไถล นอกจากนั้น ยังมีการติดตั้งระบบชอทไฟฟ้า สำหรับคนที่พยายามจะเปิดประตูรถโดยพลการอีกด้วย ส่วนประตูรถนั้นหนาขึ้นไปอีก คือ หนาถึง 300 มม. หรือ 1 ฟุต ซึ่งมีน้ำหนักพอๆ กับประตูเครื่องบินโดยสาร
สำหรับ THE BEAST ที่ปลดประจำการแล้ว ไม่มีการจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป โดยหน่วยงานรัฐบาลกลางจะนำรถที่ปลดประจำการไปทำลาย ด้วยการใช้กระสุนเพื่อประเมินความสามารถของเกราะป้องกัน รวมถึงใช้ระเบิด เพื่อทำลายความลับทางการออกแบบมิให้หลุดไปสู่มือผู้ไม่หวังดี
เรียกได้ว่า THE BEAST หรือเจ้าสัตว์ร้าย ถือกำเนิดขึ้นมาจากความหวาดระแวงการก่อการร้ายโดยแท้ ส่วนหลังจากนี้ ถ้าภัยก่อการร้ายสงบลง รถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเปลี่ยนจากรถถังในสูทหรูไปเป็นรูปแบบอื่นหรือไม่ คงต้องติดตามต่อไป