โครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ของกรมสรรพสามิต ประกาศใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 2569 ใหม่ ออกมาเพื่อดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์แห่งอนาคต และมุ่งเน้นสนับสนุนยานยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงลดการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ส่วนรถแต่ละกลุ่มมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่อย่างไรบ้าง เราสรุปมาให้คุณได้อ่านรายละเอียด โดยแยกประเภทรถแต่ละชนิดดังนี้ครับ
กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV)
การปรับอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ลดลงจาก 8 % เหลือ 2 % เท่านั้น ส่วนรถกระบะพลังงานไฟฟ้าจาก 0 % เพิ่มเป็น 2 %
กลุ่มรถยนต์พลัก-อิน ไฮบริด (PHEV)
รถยนต์ในกลุ่มนี้ มีรายละเอียดแยกย่อยเพิ่มเติม โดยเน้นความสามารถในการขับขี่ด้วยระยะทาง เช่น
ทั้งหมดนี้ ต้องติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) อย่างน้อย 2 ระบบ และต้องใช้แบทเตอรีที่ผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้น
กลุ่มไฮบริด หรือไมล์ด์ ไฮบริด (HEV/MHEV)
เป็นกลุ่มรถยนต์ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีรุ่นรถให้เลือกใช้งานหลากหลายมากขึ้น และราคาจะปรับเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดตามปริมาณการปล่อย CO2 ส่วนรายละเอียดของโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ของรถกลุ่มนี้ มีดังนี้
กลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE)
รถยนต์กลุ่มนี้ ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบหนักสุด และได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากมาตรการภาษีสรรพสามิตใหม่นี้ เป็นวงกว้าง ถึงขนาดที่ว่า รถเล็กที่เคยเป็นแชมพ์ยอดขาย อย่าง ECO CAR หลายยี่ห้อต้องยกเลิกการผลิต เพราะภาษีใหม่ ทำให้ราคาจำหน่ายรถเพิ่มขึ้น สรุปแน่ๆ คือ ราคาสูงขึ้นตามการปล่อยมลพิษ
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ในปี 2569 มีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษี สำหรับรถยนต์หลายกลุ่ม โดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ เช่น ขนาดความจุกระบอกสูบ (ซีซี), ปริมาณการปล่อย CO2 และระยะทางวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (ELECTRIC RANGE) สำหรับรถยนต์ PLUG-IN HYBRID ELECTRIC VEHICLE (PHEV)
สำหรับเจ้าของรถเดิม หรือที่จดทะเบียนก่อนปี 2569 ไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม หรือย้อนหลัง โดยใช้เกณฑ์เดิมที่เคยจดทะเบียนไว้ แต่จะมีผลต่อราคาขายต่อ หรือรถมือสอง ราคาจะผันผวน ยิ่งรถรุ่นที่ปล่อยมลพิษสูงมาก อาจตกรุ่นเร็วขึ้น และราคาขายต่อตกมากขึ้น เนื่องจากตลาดหันไปหาเทคโนโลยีสะอาด ติดตามกันดีๆ งานนี้โรงงานผลิตรถยนต์ และชิ้นส่วนต่างๆ อาจจะมีการปรับลดจำนวนแรงงาน หรือลดเวลาทำงานลง ก็เป็นไปได้ !

