นับจากนี้ไป การแข่งขันของกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะสูง และเข้มข้นมากขึ้น ผู้บริโภคต้องศึกษาหาข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนผ่านเร็วมากพอๆ กับเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน เทคโนโลยีในรถยนต์ ถ้าย้อนกลับไปสัก 20 ปี การเปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่จะใช้เวลาค่อนข้างนาน ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นไปแบบก้าวกระโดด เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และสามารถเลือกซื้อได้ตรงกับความต้องการ
สำหรับคนที่ไม่เคยใช้รถไฟฟ้า และยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับระยะทางในการเดินทาง คนที่มีความกังวลมากๆ มักให้ความสำคัญกับระยะทางในการเดินทาง เรามักได้ยินบ่อยๆ ว่า “รอให้ชาร์จทีหนึ่งวิ่งได้ 700-800 กิโลเมตรก่อนค่อยซื้อ” ในความเป็นจริงแล้ว การเดินทางระยะทาง 700-800 กิโลเมตรนั้น โดยปกติจะแวะพักอย่างน้อย 1-2 ครั้ง หรือมากกว่า ลองดูการเดินทางเวลาที่เราใช้รถยนต์ปกติก็ต้องพักเช่นเดียวกัน การพักสั้นๆ แค่ซื้อกาแฟ เข้าห้องน้ำ หรือซื้อขนมในมินิมาร์ท โดยปกติเราใช้เวลาประมาณ 20 นาที ส่วนการพักเพื่อรับประทานอาหารมื้อหลัก ไม่ว่าจะเป็นมื้อกลางวัน หรือเย็น เราใช้เวลาพักทานอาหาร และเข้าห้องน้ำโดยเฉลี่ย 30-40 นาที
การตั้งราคาของรถไฟฟ้านั้น เรื่องความจุ และประเภทของแบทเตอรีมีส่วนสำคัญมาก ถือเป็นต้นทุนหลักเลยทีเดียว แบทเตอรียิ่งมีความจุมาก ทำให้ต้นทุนยิ่งสูงมากขึ้นเกินจำเป็น ณ วันนี้บ้านเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เรื่องของเทคโนโลยีเกี่ยวกับรถไฟฟ้า เช่น เทคโนโลยีของการชาร์จ ตอนนี้เราได้ยินข้อความว่า “รองรับการชาร์จแบบ 3C, 4C หรือ 5C” ถ้าจะให้อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ถึงความหมายของตัว “C” ก็คือ “ความเร็วของการชาร์จเมื่อเทียบกับความจุแบทเตอรี” เช่น แบทเตอรีความจุ 50 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จแบบ 1C เท่ากับรองรับการชาร์จ 50 กิโลวัตต์ ถ้าเป็น 2C คือ ชาร์จความเร็วเป็น 2 เท่าของความจุ คือ 100 กิโลวัตต์ พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ 2C ชาร์จเร็วเป็น 2 เท่า 3C ชาร์จเร็วเป็น 3 เท่า 5C ก็ชาร์จเร็วเป็น 5 เท่า ของความจุแบทเตอรี ซึ่งบ้านเรารถรุ่นใหม่ๆ จะเริ่มเป็น 3C มากขึ้น แต่ในจีนเอง เปลี่ยนผ่านไป 5C แล้ว ดังนั้น ความจุแบทเตอรีจึงไม่สำคัญมากเท่ากับการชาร์จได้เร็ว ถ้ารถความจุแบทเตอรี 50-70 กิโลวัตต์ชั่วโมง แล้วชาร์จได้เร็วตั้งแต่ 120-180 กิโลวัตต์ คือ สิ่งที่เหมาะสมสำหรับการเดินทาง
เรื่องต่อมาที่ต้องพิจารณา คือ เรื่องของ “แรงดัน” เราจะได้ยินบ่อยๆ เรื่องของเทคโนโลยีการชาร์จแบบ 400V กับ 800V วันนี้รถไฟฟ้าบ้านเรายังคงใช้เทคโนโลยี 400V เป็นหลัก เริ่มมีการนำเทคโนโลยี 800V มาใช้มากขึ้น แต่ยังอยู่ในรถที่ราคาค่อนข้างสูงอยู่ แต่ก็มีบางค่ายที่ใจถึงนำเทคโนโลยี 800V มาทำราคาแข่ง ข้อดีของเทคโนโลยี 800V คือ ลดระยะเวลาในการชาร์จได้เกินครึ่ง เมื่อเทียบกับเทคโนโลยี 400V เช่น ยกตัวอย่างแบทเตอรีความจุ 80 กิโลวัตต์ชั่วโมง ชาร์จจาก 20-80 % ใช้เวลา 40 นาที แต่ถ้าเป็นเทคโนโลยี 800V ชาร์จเงื่อนไขเดียวกัน เวลาในการชาร์จจะเหลือราว 15 นาที
อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องดูควบคู่กัน คือ “การรองรับการชาร์จของตัวรถ” รถที่ใช้เทคโนโลยี 400V ส่วนใหญ่จะรองรับการชาร์จตั้งแต่ 50-250 กิโลวัตต์ ส่วนเทคโนโลยี 800V ส่วนใหญ่รองรับการชาร์จตั้งแต่ 350-500 กิโลวัตต์ การเลือกซื้อรถไฟฟ้าในเวลานี้จึงต้องดูหลายอย่างประกอบกัน โดยเฉพาะเรื่องของการชาร์จได้เร็ว และได้เทคโนโลยี 800V มาด้วย ส่วนสถานีชาร์จวันนี้ สถานีกำลังสูงตั้งแต่ 350-720 กิโลวัตต์ มีมากขึ้น
บทความแนะนำ

