ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ภาครัฐผลักดันนโยบายส่งเสริม EV อย่างจริงจัง ทำให้ยอดขาย EV เติบโตต่อเนื่อง
แต่ความตื่นตัวเรื่อง EV ในบ้านเรา ยังจำกัดอยู่แค่ความเป็นรถพลังงานใหม่เท่านั้น ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดของมัน ที่มีอยู่มากมายหลายด้าน
ด้านหนึ่งที่สำคัญ และเรายังพูดถึงกันน้อยมาก นั่นคือเมื่อแบทเตอรี EV หมดอายุ เราจะจัดการกับมันอย่างไร
แบทเตอรีลิเธียม-ไอออนของ EV มีอายุใช้งานเฉลี่ยประมาณ 8-15 ปี หมายความว่า EV ที่ออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะต้องทยอยเปลี่ยนแบทเตอรีในเวลาอีกไม่นาน และเมื่อถึงจุดนั้น ประเทศไทยจะต้องรับมือกับซากแบทเตอรีใช้แล้วจำนวนมหาศาล
ทุกวันนี้ คนทั่วไปยังมองแบทเตอรี EV เป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งของรถยนต์ แต่ความจริง มันคือผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยสารเคมี โลหะหายาก และวัสดุที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากไม่มีระบบจัดการที่ดีพอ มันก็จะกลายเป็น ขยะอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่สร้างปัญหาไม่ต่างจากขยะอีเลคทรอนิคส์ในอดีต
แล้วมันน่ากังวลไหมล่ะครับ ที่วันนี้ประเทศไทยยังไม่มีระบบจัดการซากแบทเตอรี EV อย่างเป็นเรื่องเป็นราว
ทั้งที่จริงๆ แล้ว มันควรถูกวางแผนตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มคิดจะส่งเสริมการผลิต และการใช้ EV
ตอนนี้ ในประเทศพัฒนาหลายแห่งเขามองเรื่องนี้ทะลุไปไกลกว่าเรามาก คือ มองว่าแบทเตอรี EV ไม่ใช่ขยะ แต่เป็น “ทรัพยากร” ที่สามารถหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบได้อีก เช่น ในยุโรป นอกจากจะมีกฎหมายบังคับให้ผู้ผลิตแบทเตอรีจัดทำระบบรับคืนแบทเตอรีเก่าแล้ว ในอนาคต การผลิตแบทเตอรีลูกใหม่จะต้องมีวัสดุรีไซเคิลจากแบทเตอรีเก่า เป็นส่วนประกอบในสัดส่วนที่กำหนดด้วย
ตัวพ่อของผู้ผลิต EV อย่างจีน เร่งสร้างระบบรีไซเคิลแบทเตอรี EV อย่างจริงจัง เพราะรู้ดีว่า หากควบคุมห่วงโซ่แบทเตอรีได้ครบ ตั้งแต่ผลิต ใช้งาน ไปจนถึงรีไซเคิล ประเทศจะมี “วัตถุดิบ” สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว คงความเป็นตัวพ่อในวงการไปได้อีกนาน
ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทจีนอย่าง CATL ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบทเตอรีรายใหญ่ของโลก ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อดึงแร่หายาก และมีราคาสูงอย่าง ลิเธียม นิคเคิล และโคบอลท์ จากแบทเตอรีเก่ากลับมาใช้ใหม่
ส่วนในสหรัฐอเมริกา บริษัท REDWOOD MATERIALS ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตผู้บริหาร TESLA (เทสลา) ก็กำลังพยายามทำในสิ่งเดียวกัน
ทั้งหมดนี้แสดงว่า หลายประเทศเล็งเห็นคุณค่าของซากแบทเตอรี EV ในฐานะ “เหมืองแร่เคลื่อนที่” ซึ่งอาจทำให้ อุตสาหกรรมรีไซเคิลแบทเตอรี กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่พอๆ กับอุตสาหกรรมผลิตแบทเตอรี เพราะในอนาคต ความต้องการแร่หายากจะเพิ่มสูงขึ้นมากมายจากการเติบโตของ EV ทั่วโลก ขณะที่การเปิดเหมืองใหม่ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ จากปัญหาเรื่องต้นทุน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านของชุมชน
พูดง่ายๆ คือ ซากแบทเตอรี EV กำลังจะกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญของโลก
นอกจากนี้ แบทเตอรี EV เก่ายังสามารถนำไปใช้ต่อในกิจกรรมอื่นได้อีก เช่น ใช้กับระบบโซลาร์ หรือระบบสำรองไฟ
ดังนั้น ถ้าไม่อยากพลาดโอกาสทองในช่วงเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่ไทยเราต้องทำ คือ กำหนดนโยบายเรื่องการจัดการแบทเตอรี EV อย่างจริงจังเสียที
และที่สำคัญ เราไม่เพียงอยากรู้ว่า นโยบายนี้จะออกมาเมื่อไหร่เท่านั้น แต่เรายังอยากรู้ด้วยว่า ท่านจะ “มองทะลุ” อย่างชาวบ้านเขาไหม ว่าซากแบทเตอรี EV ไม่ใช่แค่ “ขยะ” แต่เป็น “ขุมทรัพย์” ที่อาจทำให้เรา “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย !” ได้จริงๆ

