แม้กูรูในวงการหลายคนจะฟันธงตรงกันว่า วิกฤตน้ำมันแพง อันเป็นผลจากมหาสงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน จะทำให้ยุคทองของรถอีวีมาถึงอย่างรวดเร็วเกินคาด แต่ผมกลับมองว่า วิกฤตครั้งนี้จะเป็นโอกาสของไฮบริด มากกว่าอีวี
ถ้าเปรียบเทียบตามประสาลุง “เจน เบบี บูเมอร์” ก็ต้องบอกว่า รถไฮบริด คือ “ตาอยู่” ผู้จะได้กินพุงปลามันๆ
ก่อนอื่น ต้องขอแสดงความเสียใจกับผู้ผลิตรถเครื่องยนต์สันดาปด้วย เพราะหลังจากนี้ คาดว่าผู้บริโภคคง “หลอน” และไม่ไว้ใจเลือกใช้รถที่ต้องพึ่งพาน้ำมันร้อยเปอร์เซนต์อีกต่อไป โดยเฉพาะรถขนาดใหญ่ หรือรถที่กินน้ำมันมาก น่าจะโดนเมินจากตลาดก่อนเพื่อน
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การคาดคะเนว่า น้ำมันจะแพงไปอีกนาน แต่คงไม่ถึงกับขาดแคลน คำถามสำคัญ คือ ผู้บริโภคพร้อมจะกระโดดจากสันดาปไปซบอีวีเลยหรือไม่ ซึ่งจากพฤติกรรมของพวกเขาทั้งในช่วงก่อน และระหว่างเกิดสงคราม พอจะประเมินได้ว่า ยังไม่พร้อมครับ
ดูเผินๆ อีวีอาจเป็นคำตอบเชิงตรรกะ แต่ในโลกความจริง การใช้อีวียังมีเงื่อนไขหลายอย่างที่ไม่ลงตัว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนเพราะผลของสงคราม ผู้บริโภคจำนวนมากย่อมไม่อยากเสี่ยงกับความไม่แน่นอนซ้ำซ้อนจากการใช้งานอีวี
อะไรคือจุดเสี่ยงของอีวี เอาจริงๆ ก็ทุกจุดนั่นแหละครับ โดยเฉพาะในตลาดประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ราคาป้ายแดงที่ยังไม่นิ่ง ราคาขายต่อยิ่งไม่ต้องพูดถึง แถมต้องวัดดวงกับผู้แทนจำหน่ายหน้าใหม่ ว่าจะทิ้งเราไว้กลางทางไหม ขณะที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานอยู่ระหว่างการพัฒนา และไม่รู้ว่าจะสะดุดเพราะผลสงครามด้วยหรือเปล่า ทั้งหมดนี้ทำให้การตัดสินใจซื้ออีวีไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะอยากหนีรถน้ำมันใจจะขาด
นี่คือ “ช่องว่าง“ ที่รถไฮบริด เข้ามาเสียบได้อย่างพอดิบพอดี ด้วยการมอบความเสี่ยงที่สมเหตุสมผล แลกกับการใช้งานที่สะดวกสบาย และความประหยัด เพราะใครก็รู้ว่า ไฮบริดช่วยลดการใช้น้ำมันลงได้ทันที และไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จไฟ ให้เสียเวลาทำมาหากิน
ดังนั้น เมื่อมองภาพรวมตลาดรถยนต์บ้านเราช่วง 3 ไตรมาสหลังของปี 2569 ถ้าสงครามยังไม่จบในเร็ววัน เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดชัดเจน นั่นคือ รถสันดาปเริ่มถอย อีวีแรงขึ้น ขณะที่ไฮบริดจะไหลเข้าช่องว่างอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา ไฮบริดอาจไม่ได้โตแบบหวือหวา ไม่ได้สร้างกระแสแรงในโซเชียล และไม่ได้ถูกมองว่าเป็นอนาคต แต่ในด้านยอดขาย มันมีโอกาสสูงที่จะเป็นพระเอกตัวจริงของปีนี้ เพราะตอบโจทย์ตามสถานการณ์ได้ดีที่สุด
สรุปแล้ว ถึงสงครามจะทำให้น้ำมันแพง แต่ไม่ได้ทำให้ อีวีชนะโดยอัตโนมัติ ตรงกันข้าม รถที่มีความสมดุล และยืดหยุ่นกว่าอย่างไฮบริด จะแปลงร่างเป็น “ตาอยู่” คว้าพุงเพียวๆ
บทความแนะนำ

