CROSSOVER SUV แบบไหนเหมาะกับคุณ วิธีเลือกก็ไม่ยาก เพราะหัวใจสำคัญของการเลือกรถประเภทนี้อยู่ที่ขุมพลัง และราคา
เป็นรถที่ใช้น้ำมัน 100 % เครื่องยนต์ทำงานโดยการเผาไหม้ภายในเพื่อสร้างพลังงาน ซึ่งส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังคงใช้กันในรถยนต์ทั่วไป ซึ่งเครื่องยนต์สันดาปนี้จะใช้เชื้อเพลิงเช่น เบนซิน หรือดีเซลในการทำงาน มีข้อดี คือ ทนทาน ดูแลรักษาง่าย, เดินทางสะดวก อู่ซ่อมเยอะ และราคาถูกที่สุดในรุ่น
เครื่องยนต์ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ชาร์จไฟกลับเองขณะขับ/เบรค เสียบชาร์จไม่ได้ เหมาะกับคนเมืองที่รถติดบ่อยๆ เดินทางไกลไม่ต้องกังวลเรื่องที่ชาร์จ ประหยัดน้ำมันกว่าเครื่องยนต์ ICE ชัดเจน อัตราเร่งนุ่มนวล ไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใช้รถ
เหมือน HYBRID แต่มีแบทเตอรีใหญ่ขึ้น วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 60-100 กม. พอขับไป-กลับที่ทำงานได้ ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถไฟฟ้าในวันธรรมดา และเหมือนขับรถน้ำมันในวันหยุด อุ่นใจเวลาขับเที่ยวต่างจังหวัด
ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า 100 % เหมาะกับผู้ต้องการประหยัดค่าพลังงานสูงสุด รวมถึงกลุ่มที่ชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องวางแผนการเดินทางเพื่อชาร์จไฟ ส่วนข้อดี คือ อัตราเร่งตอบสนองไว เงียบ รักษ์โลก (ZERO EMISSION)
กลุ่มนี้มีพื้นฐานมาจากรถเก๋งขนาดเล็ก (B-SEGMENT) เน้นความอเนกประสงค์ ดีไซจ์นทันสมัย ขับง่าย จอดสะดวก ประหยัดน้ำมัน เหมาะกับครอบครัวเริ่มต้น (ลูก 1 คน) เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลัก มิติตัวถังขนาดความกว้างประมาณ 4-4.4 เมตร
ข้อดี : ราคาเป็นมิตร (ประมาณ 8 แสน-1.1 ล้านบาท), ประหยัดน้ำมันสูง (โดยเฉพาะกลุ่ม HYBRID), ค่าบำรุงรักษาต่ำ
ข้อด้อย : ห้องโดยสารตอนหลังอาจแคบไปสำหรับผู้ใหญ่ 3 คน, พื้นที่เก็บสัมภาระจำกัด
CROSSOVER SUV ยอดนิยม ภายนอก และภายในห้องโดยสาร ผสานเอกลักษณ์ความสปอร์ทโดดเด่นเข้ากับความอเนกประสงค์ไว้ได้อย่างลงตัว ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันตามยุคสมัย ชูจุดเด่นเรื่องความประหยัดน้ำมันโดยการใช้เครื่องยนต์แบบฟูลไฮบริด (e:HEV)
เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว 131 แรงม้า
รถอเนกประสงค์ ที่เป็นตัวเลือกที่ดีในเวลานี้ จัดเป็นCROSSOVER SUV ที่มีขนาดกะทัดรัด เส้นสายโดยออกแบบได้ลงตัว มีสันเหลี่ยม และความบึกบึนรอบคัน บ่งบอกความเป็นสายลุย เเละหล่อได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมอบความประหยัด ความอเนกประสงค์ที่ลงตัว ออพชันและอุปกรณ์ต่างๆ ผสมผสานความปราดเปรียวได้อย่างทันสมัย เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้า 111 แรงม้า
CROSSOVER SUV พลังงานไฟฟ้า 100 % ขนาดกะทัดรัด ดีไซจ์นโดดเด่นสะดุดตา ภายนอกเรียบหรู ล้ำสมัย ลงตัวสมบูรณ์แบบในทุกด้าน ทั้งสมรรถนะ (Performance) การควบคุม (Handing) การออกแบบ (Design) และความปลอดภัย (Safety) ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทันสมัย ขับขี่ง่าย มั่นใจในทุกเส้นทาง แบทเตอรี 50.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งไกล 403 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง (NEDC)
กว้างขวาง สะดวกสบาย สมรรถนะพร้อมเดินทางไกลแบบ ROAD TRIP เทคโนโลยีความปลอดภัยครบ และภาพลักษณ์ที่ดูหรูหรา เหมาะกับครอบครัวใหญ่ที่มีผู้สูงอายุ และคนที่ต้องขนสัมภาระ เช่น อุปกรณ์แคมพิง หรือผู้ชอบรถที่ทรงตัวนิ่งเวลาเดินทางไกล มิติตัวถังมีขนาดความกว้างประมาณ 4.4-4.7 เมตร
ข้อดี : ช่วงล่างนุ่มนวล, วัสดุภายในพรีเมียม, มีตัวเลือกแบบ 7 ที่นั่ง
ข้อด้อย : หาที่จอดในเมืองยาก, อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันสูงกว่ารุ่นเล็ก
พรีเมียม CROSSOVER SUV โครงสร้างออกแบบ มาเพื่อรถยนต์ BEV โดยเฉพาะ ตัวถังมีเหลี่ยมสันที่ชัดเจน ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากฉลาม Hammerhead ดีไซน์ภายใน โปรงโล่งสบาย ภายใต้แนวคิด “hands on the wheel, eyes on the road”แบทเตอรี 73.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งไกล 600 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง (NEDC)
CROSSOVER SUV สไตล์ล้ำ ผสานความแข็งแกร่งและฟังก์ชันความอเนกประสงค์ได้อย่างลงตัว ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ทันสมัย แบทเตอรี 64.2-88.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งไกล 665 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง (NEDC)
CROSSOVER SUV สปอร์ท ภายนอกมาพร้อมดีไซจ์นใหม่ มอบความพึงพอใจให้กับผู้ขับขี่ด้วยการควบคุมที่คล่องตัว แบบ Skyactiv และสัมผัสกับห้องโดยสารระดับพรีเมียม ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร และดีเซล 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า
| ประเภท | ICE | HEV | PHEV | BEV |
| การทำงานหลัก | เครื่องยนต์น้ำมันล้วน | มอเตอร์ช่วยเครื่องยนต์ | ขับด้วยไฟฟ้าระยะสั้น+น้ำมัน | ขับด้วยไฟฟ้าล้วน |
| เหมาะกับใคร | คนที่เดินทางไกลบ่อย | ขับในเมือง อยากประหยัดน้ำมัน แต่ไม่อยากเสียบปลั๊ก | เดินทางใกล้ในชีวิตประจำวัน ขับไป-กลับที่ทำงานได้ | ต้องการประหยัดค่าน้ำมัน มีจุดชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงาน |
| ข้อดี | ขับได้ไกล/ศูนย์ซ่อมทั่วไปเยอะ/หาที่เติมน้ำมันง่าย | ประหยัดกว่ารถน้ำมัน | เดินทางไกลไม่ต้องกลัวแบทเตอรีหมด (เพราะมีเครื่องยนต์สำรอง) | ประหยัดมากที่สุด/ไม่มีไอเสีย/มีการทำงานที่เงียบ |
| ข้อด้อย | เปลืองน้ำมัน/มีมลพิษ | ปล่อยมลพิษลดลง/ใช้ไฟฟ้าได้แค่ระยะสั้น | ถ้าไม่ชาร์จไฟเลยจะสิ้นเปลืองกว่ารถไฮบริดธรรมดา/ราคาแพงกว่า HYBRID | ต้องวางแผนชาร์จ/เดินทางไกลบางเส้นทางยังต้องเชคสถานี |
บทความแนะนำ

