บทความ
ชาวเนทสงสัย "สัญลักษณ์พระธุดงค์แบกกลด" บนหน้าปัดรถ คืออะไร ?

"พระธุดงค์แบกกลด" บนหน้าปัดรถ คืออะไร ? ใช่หลวงพ่อใช่ไหม ? ชาวเนทไทยจินตนาการไปไกล แต่ก็มีมุมดี คนจะได้ยิ่งตระหนักมากขึ้น เพราะมันสำคัญสุดๆHighlight
ชาวเนทไทยเอาฮา หรือเอาจริง หลังเห็นสัญลักษณ์ไฟเตือนสีแดงสว่างขึ้นบนหน้าปัดรถของตนเอง ก่อนเกิดประเด็นที่เล่นเอาเสียงแตกสนั่นสังคมออนไลน์ว่าสัญลักษณ์ไฟดังกล่าว มันคือรูปอะไร รถกำลังบอกบางอย่างกับเรา
"สัญลักษณ์พระธุดงค์แบกกลด คืออะไร ?"
นี่คือคำถามที่เหมือนเล่น แต่น้ำเสียงสงสัยจริงของต้นประเด็น ฟังแล้วทำให้คนที่รู้คงฮาลั่น แต่บางคนกลับจินตนาการตาม และตอบกลับแบบบริสุทธิ์ใจ
บ้างก็ว่า "อาจเป็นสัญลักษณ์พระท่านเตือนให้ขับรถด้วยสติ" หรือ "เตือนให้ทำบุญ เพราะตรวจพบสิ่งลี้ลับในรถ"
จะว่าไปคนไทยก็อารมณ์ดี และจินตนาการเหลือล้น เสียจนคนออกแบบสัญลักษณ์นี้คงคาดไม่ถึงเช่นกัน
รถยนต์ยุคแรกๆ ไม่ได้ถูกออกแบบโดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้โดยสารในแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน เมื่อรถยนต์ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ความเร็วของรถเพิ่มขึ้น จำนวนรถบนถนนเพิ่มขึ้น และอุบัติเหตุก็กลายเป็นปัญหาที่ชัดเจนมากขึ้น
แนวคิดเรื่องการยึดผู้โดยสารให้อยู่กับที่จึงค่อยๆ พัฒนาขึ้นมา
ช่วงทศวรรษ 1930 แพทย์ในสหรัฐฯ เริ่มผลักดันให้รถยนต์มีเข็มขัดนิรภัย
ขณะที่เข็มขัดแบบ 2 จุด หรือ Lap Belt กลายเป็นหนึ่งในรูปแบบที่พบได้ในยุคนั้น แต่ปัญหา คือ เข็มขัด 2 จุดช่วยยึดบริเวณสะโพก และเอวเป็นหลัก ขณะที่ร่างกายส่วนบนยังสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เมื่อเกิดการชน
จึงเกิดคำถามสำคัญขึ้นว่า ทำอย่างไรจึงจะยึดทั้งช่วงล่าง และช่วงบนของร่างกายได้พร้อมกัน ?
และคำตอบสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1950
ชื่อที่ต้องจดจำในประวัติศาสตร์เรื่องนี้ คือ Nils Bohlin วิศวกรของ Volvo (โวลโว)
Bohlin เคยทำงานด้านระบบนิรภัยสำหรับเครื่องบิน และที่นั่งดีดตัวของเครื่องบินรบ ก่อนจะเข้าทำงานที่ Volvo ซึ่งทำให้เขาเข้าใจแรงที่เกิดขึ้นกับร่างกายมนุษย์เมื่อมีการเคลื่อนที่ และหยุดอย่างรุนแรง
เมื่อมาพัฒนาเข็มขัดนิรภัยสำหรับรถยนต์ เขาไม่ได้เพียงคิดว่าจะทำอย่างไรให้คน “ติดอยู่กับเบาะ” แต่ต้องทำให้เข็มขัดสามารถกระจายแรงไปยังบริเวณที่แข็งแรงของร่างกายด้วย
แนวคิดที่เกิดขึ้น คือ เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดยึด ซึ่งมีทั้งสายพาดบริเวณสะโพก และสายพาดเฉียงผ่านหน้าอก โดยตำแหน่ง และรูปทรงของสายเข็มขัดถูกออกแบบให้เกิดเป็นลักษณะคล้ายตัว V เมื่อมองจากด้านหน้า
Volvo ยื่นขอสิทธิบัตรการออกแบบของ Bohlin ในปี 1958 และสิทธิบัตรได้รับในปี 1959 จากนั้น Volvo นำเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดมาใช้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถยนต์ Volvo PV544 และ Volvo Amazon ในตลาดนอร์ดิคในปี 1959
ที่สำคัญ คือ Volvo เลือกเปิดสิทธิบัตรให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นสามารถนำแนวคิดไปใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดแพร่กระจายไปทั่วอุตสาหกรรมรถยนต์ และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ หลักการพื้นฐานของเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดก็ยังคงอยู่ในรถยนต์แทบทุกคัน
เรื่องเหลือจะเชื่อที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมาก่อน เพราะทุกวันนี้เรารู้สึกว่าเข็มขัดนิรภัยเป็นเรื่องธรรมดามาก ในช่วงแรกไม่ได้มีใครยอมรับเข็มขัดนิรภัยโดยทันที
Volvo ระบุว่า ในช่วงแรกผู้ใช้รถบางส่วนรู้สึกว่าเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดใช้งานไม่สะดวก และยังมีความกังขาเกี่ยวกับประโยชน์ของมัน
แม้การทดสอบจะชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเข็มขัดนิรภัยรูปแบบเดิม
พูดง่ายๆ คือ เมื่อประมาณ 60 กว่าปีก่อน คนบางส่วนก็มองเข็มขัดนิรภัยว่าเป็นของน่ารำคาญไม่ต่างจากที่บางคนมองเสียง “ติ๊ดๆ” บนรถในวันนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์จะเรียนรู้ว่าความน่ารำคาญไม่กี่วินาที แต่มันแลกกับความปลอดภัยที่มีค่ากว่ามาก
เมื่อเข็มขัดนิรภัยเริ่มกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญ สิ่งที่ตามมาก็คือ
เมื่อคนไม่ยอม หรือลืมคาดเข็มขัดนิรภัย จะเตือนอย่างไร ?
ระบบเตือนเข็มขัดนิรภัยจึงค่อยๆ พัฒนาจากไฟเตือนธรรมดา ไปสู่ระบบที่ใช้ทั้งสัญญาณไฟ และเสียง โดยงานวิจัยในปี 1975 ศึกษาทั้งสัญญาณเตือนด้วยภาพ และเสียง รวมถึงจังหวะที่เหมาะสมในการแจ้งเตือนคนขับ
ต่อมาระบบเหล่านี้พัฒนาจนกลายเป็นระบบเตือนไม่คาดเข็มขัดนิรภัยที่เราคุ้นเคยในรถยนต์ยุคปัจจุบัน
สัญลักษณ์ที่เราเห็นบนหน้าปัดรถไม่ได้เป็นเพียงภาพที่นักออกแบบแต่ละบริษัทวาดตามใจชอบ
และแน่นอน นั่นไม่ใช่ภาพ "พระธุดงค์แบกกลด" อย่างแน่นอน !
แต่มีมาตรฐานสากลเข้ามากำกับ เอกสารของสหภาพยุโรปอ้างอิง ISO 2575 ซึ่งเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับสัญลักษณ์สำหรับอุปกรณ์ควบคุม ไฟเตือน และตัวบ่งชี้ต่างๆ ในรถยนต์
โดยสัญลักษณ์เข็มขัดนิรภัยถูกระบุเป็น ISO 2575 No.4.18 และกำหนดสีไฟเตือนเป็นสีแดง
ขณะเดียวกัน ข้อกำหนดของ UNECE สำหรับระบบเตือนเข็มขัดนิรภัยก็อ้างถึงสัญลักษณ์ ISO 2575:2000 และกำหนดให้สัญญาณเตือนต้องมองเห็นได้ชัดเจน และสามารถแยกออกจากสัญญาณเตือนอื่นได้
ดังนั้น "ภาพคนนั่งอยู่บนเบาะ และมีสายพาดเฉียงผ่านลำตัว"
จึงไม่ใช่ผลงานศิลปะเหนือจริงของดีไซจ์เนอร์รถยนต์ แต่เป็นภาษาภาพที่ถูกทำให้คนทั่วโลกเข้าใจตรงกัน
เหตุผลที่ใช้รูปคน ไม่ใช้ข้อความยาวๆ ก็เข้าใจได้ไม่ยาก ลองจินตนาการว่ารถยนต์ทุกประเทศต้องเขียนข้อความเตือนเป็นภาษาของประเทศนั้นๆ
รถญี่ปุ่นใช้ภาษาญี่ปุ่น รถเยอรมันใช้ภาษาเยอรมัน รถไทยใช้ภาษาไทย รถฝรั่งเศสใช้ภาษาฝรั่งเศส คงวุ่นวายไม่น้อย
แต่ถ้าใช้ภาพคนคาดเข็มขัดเพียงภาพเดียว ผู้ขับขี่แทบทุกประเทศสามารถเข้าใจได้โดยไม่จำเป็นต้องอ่านภาษา นี่คือเหตุผลที่สัญลักษณ์บนหน้าปัดรถมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด
มันคือ ภาษาที่ไม่มีเสียง และบางครั้งภาษานี้ก็ทำให้เกิดเรื่องฮาหลุดๆ อย่างที่เราเห็นกันในโลกออนไลน์
จากปี 1959 จนถึงปัจจุบัน เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดยังคงเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐานที่สุดของรถยนต์
เทคโนโลยีในรถเปลี่ยนไปมาก จากเครื่องยนต์ธรรมดาเป็นรถไฮบริด และรถไฟฟ้า จากมาตรวัดแบบเข็มเป็นหน้าจอดิจิทอล จากไฟเตือนธรรมดาเป็นระบบตรวจจับผู้โดยสาร และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ซับซ้อนขึ้น
แต่สายเข็มขัดที่พาดผ่านหน้าอก และสะโพกยังคงอยู่ เพราะหลักการพื้นฐานยังเหมือนเดิมเมื่อรถหยุดกะทันหัน ร่างกายมนุษย์ยังคงต้องการสิ่งที่ช่วยยึดให้อยู่กับที่ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเข็มขัดนิรภัยจึงยังไม่เคยหายไปจากรถยนต์
เรื่องนี้อาจเริ่มจากการมองภาพไฟเตือนบนหน้าปัดแล้วตีความอย่างขำๆ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป สัญลักษณ์เล็กๆ นี้สะท้อนประวัติศาสตร์ยานยนต์ที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ
จากเข็มขัดนิรภัยยุคแรก สู่เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดของ Nils Bohlin ในปี 1959
จากไฟเตือนธรรมดา สู่ระบบเสียง และเซนเซอร์ที่สามารถตรวจจับการคาดเข็มขัด
จากภาพที่คนทั่วโลกอาจมองต่างกัน สู่สัญลักษณ์มาตรฐานที่พยายามทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน
ดังนั้น หากครั้งหน้าสตาร์ทรถแล้วเห็นรูปคนคาดเข็มขัดขึ้นมาบนหน้าปัดเป็นภาพ “พระธุดงค์แบกกลด” ก็ไม่ว่ากัน
แต่ก่อนออกรถ อย่าลืมทำตามคำเตือนของท่านด้วย "คาดเข็มขัดก่อนนะโยม" เพราะต่อให้รถคันนั้นแรงแค่ไหน เทคโนโลยีล้ำแค่ไหน หรือมีระบบช่วยขับมากมายเพียงใด เข็มขัดนิรภัยก็ยังเป็นหนึ่งในสิ่งพื้นฐานที่สุดที่คนในรถสามารถทำได้ด้วยตัวเอง
ติดตามความเคลื่อนไหวทั้งหมดในวงการ รถยนต์


