บทความ
"ม่อนเทเลทับบี" สวยจริง หรืองามบนความสูญเสียธรรมชาติ? ดรามาถนน 1343 แพร่

ถนนลอยฟ้า 1343 หรือถนนเทเลทับบี สวยจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจ แต่เมื่อกลายเป็นไวรัล จึงมีคำถามตามมาเรื่องความงามที่แลกมากับบางอย่าง?Highlight
ม่อนเทเลทับบี ถนนลอยฟ้า 1343 จ.แพร่ กลายเป็นประเด็นสังคมที่ถูกพูดถึงบนพื้นที่โซเชียลมีเดีย จนเกิดดรามาม่อนเทเลทับบี หลังภาพวิวภูเขาสวยงามถูกนำมาใช้ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวบนเพจ ททท.สำนักงานแพร่ แต่กลับมีเสียงตั้งคำถามว่า
"ความสวยที่เห็น เกิดขึ้นบนต้นทุนของธรรมชาติหรือไม่?"
จากสถานที่ท่องเที่ยววิวภูเขาที่กำลังได้รับความสนใจ สู่ข้อถกเถียงเรื่อง "เขาหัวโล้น" และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ภูเขา ประเด็นนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงาม แต่กำลังสะท้อนคำถามสำคัญว่า การท่องเที่ยวสามารถเติบโตไปพร้อมกับการรักษาธรรมชาติได้แบบยั่งยืนหรือไม่
ถนนลอยฟ้า 1343 ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ บริเวณเส้นทางด้านหลังวัดพระธาตุปูแจ และเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังพื้นที่จังหวัดน่าน
ด้วยลักษณะของถนนที่คดเคี้ยวไปตามแนวเนินเขา ประกอบกับภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ทำให้หลายคนเรียกเส้นทางนี้ว่า "ถนนเทเลทับบี" หรือ "ม่อนเทเลทับบี"
เนื่องจากลักษณะของเนินเขามีความคล้ายคลึงกับฉากเนินเขากลมๆ ในรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กชื่อดัง
เที่ยวม่อนเทเลทับบีช่วงไหนดีที่สุด ก็น่าจะเป็นช่วงฤดูฝน พื้นที่บริเวณดังกล่าวจะมีสีเขียวของพืชพรรณและบรรยากาศของหมอกหรือเมฆต่ำ ทำให้เกิดทิวทัศน์ที่โดดเด่นจนกลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวและสายถ่ายภาพ
ปัจจุบันบริเวณเส้นทางยังมีจุดชมวิว ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร และจุดแวะพักหลายแห่ง รองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมวิวและถ่ายภาพ หนึ่งในจุดที่ได้รับความนิยมคือ จุดชมวิว กม.3 ถนนลอยฟ้า จ.แพร่ ซึ่งสามารถมองเห็นแนวถนนและเนินเขาโดยรอบได้อย่างชัดเจน
ประเด็นดราม่าเกิดขึ้นหลัง ททท.สำนักงานแพร่ เผยแพร่ภาพบรรยากาศถนนลอยฟ้า หมายเลข 1343 หรือ “ม่อนเทเลทับบี” ซึ่งเป็นภาพในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยระบุถึงบรรยากาศอากาศดี มีเมฆลอยต่ำ และฝนตกปรอย ๆ
พร้อมข้อความชื่นชมความสวยงามของสถานที่ แต่แทนที่โพสต์ดังกล่าวจะได้รับเสียงชื่นชมเพียงอย่างเดียว กลับมีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนหนึ่งเข้ามาตั้งคำถามถึงสภาพพื้นที่ภูเขาที่ปรากฏอยู่ในภาพ
ข้อสังเกตสำคัญคือ บางความคิดเห็นมองว่า ภูเขาที่ถูกนำเสนอว่าเป็นความสวยงามนั้นมีลักษณะโล่ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมในบางพื้นที่ จนเกิดการตั้งคำถามและเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า "เขาหัวโล้น"
จากคำชื่นชมเรื่อง "ความสวย" จึงกลายเป็นคำถามเรื่อง "ธรรมชาติที่หายไป"
นี่อาจเป็นหัวใจสำคัญของดราม่าครั้งนี้ เพราะหากมองในมุมการท่องเที่ยว ภูเขาที่มีลักษณะเป็นเนินโล่งสลับกัน และถนนที่คดเคี้ยวผ่านกลางพื้นที่ สามารถสร้างภาพที่มีเอกลักษณ์และกลายเป็นจุดขายของจังหวัดได้
แต่หากมองในมุมสิ่งแวดล้อม ภาพภูเขาที่มีพื้นที่โล่งก็อาจทำให้เกิดคำถามอีกด้านว่า
พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นอย่างไร?
พื้นที่โล่งเกิดจากธรรมชาติ หรือกิจกรรมของมนุษย์?
คำถามเหล่านี้ไม่ควรถูกตอบด้วยเพียงภาพถ่าย เพราะการจะสรุปว่าพื้นที่แห่งหนึ่งเป็น "เขาหัวโล้น" หรือเกิดจากการทำลายป่า จำเป็นต้องมีข้อมูลด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน สภาพพื้นที่จริง
และข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบ ดังนั้น สิ่งที่สังคมกำลังถกเถียงจึงอาจไม่ใช่การตัดสินว่า "ม่อนเทเลทับบีสวยหรือไม่สวย" แต่เป็นคำถามว่า
เรากำลังนิยามคำว่า "ความสวยงามของธรรมชาติ" จากอะไร?
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ "ภูเขาสวย" กับ "ป่าสมบูรณ์" ไม่ได้เป็นคำเดียวกัน
ภูมิประเทศแบบเนินเขาโล่งสามารถมีความสวยงามในเชิงภูมิทัศน์ และกลายเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ได้ ขณะเดียวกัน ป่าที่มีต้นไม้หนาแน่นก็มีคุณค่าในอีกมิติหนึ่ง ทั้งระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ การกักเก็บน้ำ และการป้องกันการพังทลายของดิน
ดังนั้น การตั้งคำถามเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้หมายความว่า เราต้องปฏิเสธความสวยงามของสถานที่
ในทางกลับกัน สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือ การมองเห็นทั้งสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ "นี่คือจุดเช็คอินที่สวยและสามารถสร้างโอกาสด้านการท่องเที่ยวให้กับชุมชน" อีกด้านคือ "เราจะรักษาระบบนิเวศของพื้นที่นี้เอาไว้อย่างไรในระยะยาว?"
ดราม่าบนโลกออนไลน์อาจมองได้ว่าเป็นเรื่องเสียหาย แต่ในอีกมุมหนึ่ง การที่ถนนลอยฟ้า 1343 แพร่ กลายเป็นกระแส ก็อาจสร้างการรับรู้ให้กับจังหวัดได้อย่างมหาศาล
การค้นหาเหล่านี้สามารถเปลี่ยนกระแสดราม่าให้กลายเป็นโอกาสทางการท่องเที่ยวได้
แต่โอกาสดังกล่าวก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบ เพราะเมื่อสถานที่หนึ่งกลายเป็น "ไวรัล" จำนวนนักท่องเที่ยวก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามมา และเมื่อคนจำนวนมากเดินทางเข้าสู่พื้นที่ธรรมชาติ สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมจึงไม่ใช่เพียง ร้านค้า ที่จอดรถ หรือจุดถ่ายรูป
แต่รวมถึงการจัดการขยะ ความปลอดภัย การจอดรถ การใช้พื้นที่ การรักษาหน้าดิน และการดูแลระบบนิเวศ
บทเรียนจากม่อนเทเลทับบีอาจนำไปสู่แนวคิดเรื่อง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
เพราะการท่องเที่ยวที่ดีไม่ควรสร้างเพียงภาพสวยๆ ลงโซเชียลมีเดีย แต่ควรสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่โดยที่ทรัพยากรยังสามารถอยู่ต่อไปได้
แนวทางที่น่าสนใจ เช่น
นี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญกว่าการถกเถียงว่า ภูเขาบริเวณถนน 1343 สวยหรือไม่
เพราะหากจังหวัดแพร่สามารถนำเรื่องราวของพื้นที่มาสื่อสารได้มากกว่าการบอกว่า "ที่นี่วิวสวย" ม่อนเทเลทับบีอาจกลายเป็นตัวอย่างของการท่องเที่ยวที่สร้างความเข้าใจเรื่องธรรมชาติไปพร้อมกัน
นักท่องเที่ยวไม่ได้มาแค่เพื่อถ่ายรูปกับถนนคดเคี้ยว และภูเขา
แต่ยังได้เรียนรู้ว่า ภูเขาแห่งนี้มีที่มาอย่างไร ชุมชนอยู่กับพื้นที่อย่างไร พื้นที่ถูกใช้ประโยชน์อย่างไร นักท่องเที่ยวสามารถช่วยรักษาพื้นที่นี้ได้อย่างไร
สิ่งสำคัญไม่ใช่การเลือกว่าจะอยู่ข้างไหน "สวยมาก" หรือ "นี่คือเขาหัวโล้น"
แต่คือการตั้งคำถามว่า "เราจะทำอย่างไรให้ภูเขาแห่งนี้ยังสวย และยังมีคุณค่าทางธรรมชาติไปพร้อมกันในอนาคต?"
ติดตามความเคลื่อนไหววงการ รถยนต์


