บทความ
น้ำมันขึ้นรายวัน อยากเปลี่ยนรถน้ำมันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ดีหรือเปล่า ?

น้ำมันขึ้นรายวัน หลายคนกำลังตั้งคำถาม ว่าถึงเวลาไปใช้รถ EV แล้วหรือยัง แล้วราคาน้ำมันจะแพงไปอีกนานแค่ไหน ?Highlight
เช้าวันที่ 19 สิงหาคม 2569 คนใช้รถในประเทศไทยมีเรื่องให้ต้องพูดถึงกันอีกแล้ว เมื่อราคาน้ำมันขายปลีกถูกปรับขึ้นหลายชนิด ทั้งกลุ่มเบนซิน แกสโซฮอล และดีเซล ปรับขึ้น 0.85 บาท/ลิตร มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป
สำหรับรถยนต์ที่ต้องเติมน้ำมันเป็นประจำ การขึ้นราคาอาจดูเหมือนเป็นเพียงตัวเลขไม่กี่สตางค์ หรือไม่ถึง 1 บาท/ลิตรแค่นั้น แต่เมื่อคูณกับระยะทางที่ต้องขับในแต่ละวัน และจำนวนครั้งที่เติมตลอดทั้งเดือน ค่าใช้จ่ายก้อนนี้สามารถกลายเป็นภาระที่มองข้ามไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ การขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้เกิดจากตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนเกี่ยวกับ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก
คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “น้ำมันจะแพงขึ้นอีกหรือไม่ ?” แต่คือ ถ้าน้ำมันแพงกลายเป็นเรื่องที่ต้องเจอกันบ่อยขึ้น รถยนต์ไฟฟ้า หรือ BEV จะกลายเป็นคำตอบที่คุ้มค่ากว่าสำหรับคนไทยใช่หรือไหม ?
ราคาขายปลีกวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ของสถานีบริการรายใหญ่ เช่น PTT Station ปรับขึ้น 0.85 บาท/ลิตร โดยดีเซลอยู่ที่ 38.39 บาท/ลิตร ขณะที่แกสโซฮอล E20 อยู่ที่ 32.69 บาท/ลิตร แกสโซฮอล 91 อยู่ที่ 37.32 บาท/ลิตร และแกสโซฮอล 95 อยู่ที่ 37.69 บาท/ลิตร ส่วนเบนซินอยู่ที่ 46.68 บาท/ลิตร
ลองชวนคิด หากรถยนต์ที่มีถังน้ำมันขนาด 50 ลิตร การขึ้นราคา 0.85 บาท/ลิตร หมายความว่า เติมเต็มถัง 1 ครั้งต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกประมาณ 42.50 บาท ในราคานี้อาจสามารถเปลี่ยนเป็นอาหารตามสั่งมื้อเที่ยงได้เลย ตัวเลขอาจไม่ได้ทำให้เจ้าของรถรู้สึกว่ามัน “แพงขึ้นมหาศาล” แต่หากต้องเติมเดือนละ 4 ครั้ง ก็เท่ากับมีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 170 บาท/เดือน หรือมากกว่า 2,000 บาท/ปี เข้าให้แล้ว
ข้อมูลล่าสุดของ Reuters (รอยเตอร์) วันที่ 19 สิงหาคม ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 91.71 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ประมาณ 85.70 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล สาเหตุสำคัญมาจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการค้าพลังงานโลก
Reuters รายงานว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวชะลอตัวลง เนื่องจากผู้ประกอบการเรือจำนวนหนึ่งหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวท่ามกลางความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ นี่คือเหตุผลที่ราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นเพราะ “ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่ตลาดกำลังบวกความเสี่ยงด้านอุปทาน และการขนส่ง เข้าไปในราคาด้วย
อย่างไรก็ตาม การบอกว่า “น้ำมันแพง=ต้องซื้อ EV” อาจเป็นการสรุปที่ง่ายเกินไป เพราะต้นทุนการเป็นเจ้าของรถไม่ได้มีเพียงค่าเชื้อเพลิง ยังมีราคารถ ค่าประกันภัย ค่าเสื่อมราคา ค่าไฟฟ้า ค่าบำรุงรักษา รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับระบบชาร์จ อย่างเช่น คนที่อาศัยอยู่ในบ้าน และสามารถติดตั้ง Wall Charger ได้ อาจมีความได้เปรียบ เพราะสามารถชาร์จรถในช่วงกลางคืน และออกเดินทางในตอนเช้า
แต่สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม หรือไม่มีจุดชาร์จประจำ การใช้รถยนต์ไฟฟ้าอาจมีข้อจำกัดมากกว่า และอาจต้องพึ่งพาสถานีชาร์จสาธารณะ ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ “รถน้ำมัน หรือรถ EV ดีกว่ากัน ?” แต่ควรถามว่า “รูปแบบการใช้รถของเราเหมาะกับรถประเภทไหนมากที่สุด ?” ต่างหาก
สำหรับคนที่ใช้รถน้อย ความแตกต่างของต้นทุนพลังงานระหว่างรถน้ำมัน กับ EV อาจไม่ได้มากพอที่จะทำให้การเปลี่ยนรถคุ้มค่าในทันที แต่สำหรับคนที่เดินทางวันละหลายร้อยกิโลเมตร เรื่องนี้จะเปลี่ยนไปทันที
สมมติรถน้ำมันคันหนึ่งมีอัตราสิ้นเปลืองประมาณ 15 กม./ลิตร และใช้น้ำมันราคา 37.69 บาท/ลิตร ต้นทุนเชื้อเพลิงจะอยู่ที่ประมาณ 2.51 บาท/กม. ซึ่งถ้าขับ 2,000 กม./เดือน ค่าเชื้อเพลิงจะอยู่ที่ประมาณ 5,025 บาท/เดือน ขณะที่ EV ที่ใช้ไฟฟ้าประมาณ 15 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. หากคิดค่าไฟเฉลี่ยสมมติที่ 4.50 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง จะมีต้นทุนพลังงานประมาณ 0.68 บาท/กม. หรือประมาณ 1,350 บาท/เดือน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ เพราะต้นทุนจริงขึ้นอยู่กับรุ่นรถ อัตราการกินไฟ ค่าไฟบ้าน ช่วงเวลาชาร์จ และการชาร์จสาธารณะ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ เมื่อรถถูกใช้งานเป็นระยะทางมากขึ้น ส่วนต่างของค่าใช้พลังงานจะยิ่งมีความหมายมากขึ้นตามไปด้วย
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรี ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การจดทะเบียนรถยนต์นั่งกลุ่ม XEV ในไทยเพิ่มขึ้น 46.9 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 203,629 คัน โดย BEV เพิ่มขึ้น 85.2 % และ HEV เพิ่มขึ้น 26.0 %
ที่น่าสนใจ คือ การระบุโดยตรงว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปหา BEV มากขึ้น และการจดทะเบียนรถยนต์นั่ง BEV ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนเพิ่มขึ้น 34.2 % เมื่อเทียบกับปีก่อน นั่นหมายความว่าเรื่อง “น้ำมันแพง” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของคนที่ต้องจ่ายเงินเติมเท่านั้น แต่มันกำลังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อรถอีกด้วย
นี่คือคำถามที่ตอบได้ยากที่สุด และแทงใจคนส่วนใหญ่มากที่สุด อย่าลืมว่าราคาน้ำมันโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเดียว มันมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อม อาทิ สถานการณ์ตะวันออกกลาง การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ปริมาณการผลิตของประเทศผู้ส่งออก ความต้องการใช้น้ำมันของเศรษฐกิจโลก ระดับสตอคน้ำมัน และค่าเงิน ล้วนมีผลต่อราคาต้องจ่ายแตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงเวลา
ดังนั้น การเห็นราคาน้ำมันดิบ Brent อยู่เหนือ 90 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ไม่ได้หมายความว่าราคาน้ำมันไทยจะต้องขึ้นตามในสัดส่วนเดียวกันทันที เพราะราคาขายปลีกไทยยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างภาษี กองทุน ค่าการตลาด ค่าโรงกลั่น ค่าเงินบาท และปัจจัยภายในประเทศด้วย
อย่างไรก็ตาม การขึ้นราคาน้ำมัน 0.85 บาท/ลิตร อาจยังไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะขายรถคันเดิมแล้วเปลี่ยนเป็นรถ EV แต่ถ้าหากเป็นคนที่ขับรถเฉลี่ยปีละ 20,000-30,000 กม. เติมน้ำมันหลายครั้งต่อเดือน และมีความพร้อมในการชาร์จรถที่บ้านแล้วละก็ สถานการณ์ราคาพลังงานควรถูกนำมาคำนวณอย่างจริงจัง เพราะนอกจากต้นทุนของราคารถตอนซื้อแล้ว ยังมีต้นทุนอีกก้อนหนึ่งที่เรียกว่า “ค่าใช้รถตลอดอายุการเป็นเจ้าของ” เมื่อราคาน้ำมันขึ้นทุกครั้ง ต้นทุนก้อนนี้ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
การปรับราคาน้ำมันในประเทศไทยในเช้าวันนี้ อาจดูเป็นเพียงข่าวเศรษฐกิจประจำวันที่ผ่านไปในไม่กี่วัน แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปจะเห็นว่ามันเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งระบบ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่เคลื่อนไหวเหนือระดับ 90 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ความเสี่ยงของเส้นทางขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง ไปจนถึงการเพิ่มขึ้นของยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย นี่จึงอาจไม่ใช่คำถามว่า “น้ำมันแพงแล้ว เราควรซื้อ EV หรือยัง ?” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “ในวันที่ราคาพลังงานกลายเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก และเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว รถยนต์แบบไหนจะทำให้เราควบคุมค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ดีที่สุด ?” เพราะท้ายที่สุดแล้ว รถที่คุ้มค่าที่สุดอาจไม่ใช่รถที่กินน้ำมันน้อยที่สุด หรือรถที่ใช้ไฟฟ้าถูกที่สุด แต่อาจเป็นรถที่เหมาะกับวิถีชีวิต และระยะทางที่เราใช้งานมากที่สุด


