บทความ
ทำไม TANK 500 ถึงขยับจากดีเซล 2.4 เป็น 3.0 ลิตร ?

เจาะเทคโนโลยี TANK 500 3.0T DIESEL จากเครื่องยนต์ 2.4 สู่ 3.0 ลิตร กำลัง 231 แรงม้า แรงบิด 620 นิวทันเมตรHighlight
ในยุคที่อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังพยายามลดขนาดเครื่องยนต์ ลดการใช้เชื้อเพลิง และหันไปหาพลังงานไฟฟ้า การเปิดตัวรถ SUV ขนาดใหญ่ที่ขยับเครื่องยนต์ดีเซลจาก 2.4 ลิตร ไปเป็น 3.0 ลิตร อาจฟังดูเหมือนกำลังเดินสวนทางกับกระแสของโลก
กรณีของ TANK 500 3.0T DIESEL (แทงค์ 500 3.0 ที ดีเซล) น่าสนใจตรงที่ GWM (จีดับเบิลยูเอม) พยายามใช้การเพิ่มความจุเครื่องยนต์เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มสมรรถนะ ขณะเดียวกันก็ใส่เทคโนโลยีเข้ามาควบคุมประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ เพื่อให้การเพิ่มกำลังไม่ได้แลกมาด้วยการสิ้นเปลืองที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
ข้อมูลจาก GWM ระบุว่า เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร รุ่นนี้มีความจุ 2,994 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 231 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 620 นิวทันเมตร เทียบกับเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตรเดิมที่มีกำลัง 184 แรงม้า และแรงบิด 480 นิวทันเมตร ตัวเลขกำลังเพิ่มขึ้น 47 แรงม้า ขณะที่แรงบิดเพิ่มขึ้นถึง 140 นิวทันเมตร
TANK 500 3.0T DIESEL ระบุว่า สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยประมาณ 14.1 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 7.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรในสภาวะรวม และระบุว่าการใช้เชื้อเพลิงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ 2.4 ลิตรเดิม
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ผู้ผลิตระบุ ไม่ควรนำมาตัดสินว่า รถทุกคันจะทำได้ 14.1 กิโลเมตรต่อลิตรในการใช้งานจริง น้ำหนักบรรทุก ความเร็ว สภาพการจราจร เส้นทาง ลมยาง และพฤติกรรมของผู้ขับ ล้วนมีผลต่ออัตราสิ้นเปลือง
สิ่งที่น่าสนใจคือ เครื่องยนต์ 3.0 ลิตรทำอย่างไรจึงสามารถเพิ่มสมรรถนะขึ้นได้ โดยพยายามควบคุมการใช้เชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับใกล้เคียงเครื่องยนต์ที่เล็กกว่า คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในระบบจัดการเครื่องยนต์
TANK 500 3.0T DIESEL ใช้ระบบฉีดเชื้อเพลิงแบบ High-Pressure Common Rail ที่แรงดัน 2,000 บาร์ หลักการสำคัญของระบบ Common Rail คือการแยกการสร้างแรงดันเชื้อเพลิงออกจากจังหวะการฉีด ทำให้ระบบควบคุมปริมาณและจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงได้ละเอียดขึ้น
การควบคุมเชื้อเพลิงที่ละเอียดขึ้นมีส่วนช่วยให้เครื่องยนต์สามารถจัดการการเผาไหม้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่แรงดันสูงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เครื่องยนต์ประหยัดโดยอัตโนมัติ
เพราะประสิทธิภาพที่แท้จริงเกิดจากการทำงานร่วมกันของระบบฉีดเชื้อเพลิง การออกแบบห้องเผาไหม้ เทอร์โบ ระบบระบายความร้อน และการควบคุมเครื่องยนต์โดยรวม และ TANK 500 ก็ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเพียงแบบเดียว
เครื่องยนต์ 3.0T รุ่นนี้ใช้ห้องเผาไหม้ D-Scroll เทอร์โบแบบ VGT และ Water-Cooled Intercooler รวมถึงระบบ Electronic Thermostat และการเคลือบชิ้นส่วนบางตำแหน่งเพื่อลดแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์
แต่ละระบบมีหน้าที่แตกต่างกัน VGT หรือ Variable Geometry Turbocharger สามารถปรับรูปแบบการไหลของไอเสียเข้าสู่เทอร์ไบน์ เพื่อให้เทอร์โบตอบสนองได้เหมาะสมกับช่วงการทำงานของเครื่องยนต์มากขึ้น
สิ่งนี้มีความสำคัญกับเครื่องยนต์ดีเซลที่ต้องการแรงบิดสูงตั้งแต่รอบต่ำ เพราะหากเทอร์โบตอบสนองช้า เครื่องยนต์จะมีอาการรอรอบและไม่สามารถส่งกำลังออกมาได้ทันทีตามที่ผู้ขับต้องการ
ส่วน Water-Cooled Intercooler ทำหน้าที่ลดอุณหภูมิของอากาศหลังผ่านการอัด ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความหนาแน่นของอากาศที่จะเข้าสู่เครื่องยนต์ เมื่ออากาศมีความหนาแน่นเหมาะสม เครื่องยนต์ก็สามารถจัดการกระบวนการเผาไหม้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ต่อให้เครื่องยนต์ดีแค่ไหน หากระบบส่งกำลังจัดการไม่ดี ประโยชน์ของแรงม้าและแรงบิดก็อาจหายไปส่วนหนึ่ง TANK 500 3.0T DIESEL จึงเปลี่ยนมาใช้เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ
GWM บอกว่าระบบส่งกำลังมีประสิทธิภาพสูงสุดประมาณ 97% การมีอัตราทดหลายจังหวะช่วยให้ระบบส่งกำลังสามารถเลือกช่วงอัตราทดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ละเอียดขึ้น ในการออกตัวอัตราทดต่ำช่วยขยายแรงบิดไปยังล้อ เมื่อรถทำความเร็วสูงขึ้นเกียร์สามารถเปลี่ยนไปใช้อัตราทดที่สูงขึ้น เพื่อลดรอบเครื่องยนต์
เครื่องยนต์ดีเซลมีข้อได้เปรียบเรื่องแรงบิดแต่ก็มีบุคลิกเฉพาะตัว โดยเฉพาะเสียงและแรงสั่นสะเทือน สำหรับรถ SUV ที่วางตำแหน่งในระดับพรีเมียม เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ
TANK 500 3.0T DIESEL จึงมีการใช้หลายแนวทางในการลดเสียงและแรงสั่นสะเทือน ทั้งการเลือกชิ้นส่วนที่ช่วยลดแรงสะเทือน การออกแบบความถี่ของโมดูลเพื่อหลีกเลี่ยงย่านสั่นพ้อง ระบบ Random Sprocket และ Balance Shaft ใช้แท่นเครื่องและ Torque Converter แบบไฮดรอลิก ลดการส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนเข้าสู่ห้องโดยสาร
TANK 500 รุ่นใหม่ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ 3.0 ลิตรเพียงเพื่อสร้างตัวเลขแรงม้าที่สูงขึ้น กำลังเพิ่มจาก 184 เป็น 231 แรงม้า ขณะที่แรงบิดเพิ่มจาก 480 เป็น 620 นิวทันเมตร การเปลี่ยนแปลงระบบฉีดเชื้อเพลิง เทอร์โบ ระบบระบายความร้อน ระบบส่งกำลัง ระบบเบรก และช่วงล่าง
สำหรับ SUV ขนาดใหญ่ ภารกิจนั้นอาจไม่ใช่การประหยัดน้ำมันให้ได้มากที่สุด แต่อาจเป็นการพาคน 5–7 คน เดินทางไกล บรรทุกสัมภาระ ขึ้นเขา วิ่งทางลูกรัง และยังต้องให้ผู้โดยสารนั่งอย่างสบายโดยไม่รู้สึกว่ารถกำลังทำงานจนสุดกำลังตลอดเวลา


