บทความ
Suzuki ตั้งเป้าลดเวลาพัฒนารถใหม่ลง 50% ภายในปี 2030 และไม่เดิมพันแค่ EV

โลกยานยนต์หมุนเร็วกว่าเดิม จนบางครั้งอาจทำให้รถรุ่นใหม่ที่ยังไม่ทันได้เปิดตัว ก็ตกรุ่นก่อนซะแล้วHighlight
Suzuki Motor Corporation เผยแผน "Technology Strategy 2026 for 10 Years Ahead" ยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีที่มองไปข้างหน้าในระยะ 10 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญภายในปี 2030 ทั้งการลดระยะเวลาพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ลง 50% เมื่อเทียบกับปี 2020 เพิ่มประสิทธิภาพด้านการพัฒนา 30% และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 50%
Suzuki (ซูซูกิ) มองว่าในโลกยุคนี้ หากบริษัทใช้เวลาพัฒนารถนานเกินไป ต่อให้รถดีแค่ไหนเมื่อเปิดตัวออกมา ตลาดอาจเปลี่ยนไปแล้ว และนั่นคือสิ่งที่ Suzuki กำลังพยายามแก้โจทย์
โลกยานยนต์ในปัจจุบันเปลี่ยนเร็วขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ราคาพลังงาน กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ตลอดจนความแตกต่างของแต่ละประเทศทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และพฤติกรรมของผู้บริโภค
Suzuki ระบุว่าราคาซื้อรถยนต์โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 50% เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน ขณะที่น้ำหนักรถโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 10%
นี่เป็นปัญหาที่อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเจอแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ รถยนต์มีอุปกรณ์มากขึ้น ระบบความปลอดภัยมากขึ้น หน้าจอมากขึ้น เซ็นเซอร์มากขึ้น ระบบช่วยขับมากขึ้น แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น
แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นตามมาด้วยก็คือ น้ำหนัก ต้นทุน และราคาขาย สุดท้ายรถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประหยัดพลังงาน อาจต้องแบกน้ำหนักของเทคโนโลยีจำนวนมหาศาล
Suzuki ต้องการเปลี่ยนวิธี โดยจะให้ฝ่ายออกแบบ ฝ่ายวิศวกรรม ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ และฝ่ายคุณภาพ จะเข้ามาทำงานร่วมกันตั้งแต่ช่วงต้นของโครงการมากขึ้น
Toshihiro Suzuki ประธาน Suzuki เปรียบเทียบแนวคิดนี้กับการแข่งขันวิ่ง หากการพัฒนารถแบบเดิมเหมือนนักวิ่งคนเดียววิ่งระยะทาง 42.195 กิโลเมตร Suzuki ต้องการให้หลายฝ่ายออกตัวพร้อมกัน และช่วยกันวิ่งให้ครบระยะทาง
เพราะถ้าพัฒนารถได้เร็วขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และสามารถใช้ชิ้นส่วนหรือเทคโนโลยีร่วมกันได้มากขึ้น ต้นทุนในการสร้างรถแต่ละรุ่นก็มีโอกาสลดลง
ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์จำนวนไม่น้อยกำลังเร่งเข้าสู่ยุค BEV แต่ Suzuki กลับประกาศชัดเจนว่าจะเดินหน้าแนวทาง Multi-Pathway คือ ไม่มีเทคโนโลยีเดียวที่เหมาะกับทุกประเทศ
Suzuki จึงยังเดินหน้าทั้ง BEV, HEV, เครื่องยนต์สันดาป, CNG และเชื้อเพลิงรูปแบบอื่น ๆ โดยเลือกให้เหมาะกับสภาพตลาดและโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละพื้นที่ เพราะรถยนต์ไฟฟ้าอาจเหมาะมากในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานชาร์จพร้อมและไฟฟ้ามาจากแหล่งพลังงานที่เหมาะสม
แต่ในบางประเทศ ผู้บริโภคอาจยังต้องการรถไฮบริด บางตลาดมีการใช้ CNG บางประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ นี่คือเหตุผลที่คำว่า Multi-Pathway กลายเป็นแกนกลางสำคัญของยุทธศาสตร์ Suzuki
หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดของ Suzuki คือ Technology is shared. Products are regionally optimized. คือ ใช้เทคโนโลยีร่วมกัน แต่ปรับให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค
ญี่ปุ่นจะทำหน้าที่พัฒนาเทคโนโลยีหลัก ขณะที่ตลาดอย่างอินเดียสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านั้นไปปรับใช้กับความต้องการของตลาดตัวเองได้
อินเดียไม่ได้เป็นเพียงตลาดสำคัญของ Suzuki แต่จะถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกสำคัญของบริษัท โดยที่ตั้งเป้ากำลังการผลิตในอินเดียประมาณ 4 ล้านคันต่อปีในปี 2030
Suzuki e SKY (ซูซูกิ อี สกาย) รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กขนาด Kei car รุ่นแรกของบริษัท และเตรียมเปิดตัวในญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2026
ตอนเริ่มต้นทีมพัฒนาประเมินระยะทางวิ่งต่อการชาร์จไว้ประมาณ 230 กิโลเมตร แต่ Suzuki ตั้งข้อสังเกตว่า “สำหรับคนที่เปลี่ยนจากรถเครื่องยนต์สันดาปมาเป็น EV ระยะทางประมาณ 230 กิโลเมตรจะทำให้รู้สึกมั่นใจจริงหรือ ?”
จากนั้นทีมพัฒนาจึงปรับปรุงตั้งแต่แรงต้านการหมุนของยาง ระบบช่วงล่าง การใช้พลังงานของไฟ LED ประสิทธิภาพมอเตอร์ อัตราทดเกียร์ และรายละเอียดอื่น ๆ ผลที่ Suzuki เปิดเผยคือ ระยะทางของต้นแบบอ้างอิงเพิ่มขึ้นไปถึงประมาณ 310 กิโลเมตร
สะท้อนวิธีคิดของ Suzuki ได้ชัดเจนมาก ว่าบางครั้งการสร้างรถที่ดีขึ้นไม่ได้เกิดจากการค้นพบของยิ่งใหญ่เพียงสิ่งเดียว แต่อาจเกิดจากการทำเรื่องเล็ก ๆ 100 เรื่องให้ดีขึ้นพร้อมกัน
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและยานยนต์ ขณะที่ Suzuki Thailand ปัจจุบันมีทั้งรถเครื่องยนต์สันดาป รถไฮบริด และ EV อย่าง e VITARA (อี วีทารา) ทำตลาดอยู่แล้ว
หากแนวคิด Multi-Pathway ของ Suzuki เดินหน้าเต็มรูปแบบ ประเทศไทยก็อาจไม่ได้เห็นเพียงรถ EV เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่มีโอกาสเห็นการนำเทคโนโลยีหลายรูปแบบเข้ามาปรับใช้ตามสภาพตลาดในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวในวงการ รถยนต์


