บทความ
ระบบเบรคอัตโนมัติ ป้องกันการชนรถคันหน้า แต่เหมือนโยนความเสี่ยงให้แก่รถตามหลัง
ระบบเบรคอัตโนมัติ เป็นเทคโนโลยีเพื่อลดอุบัติเหตุการชนด้านหน้า แต่หลายเหตุการณ์กำลังถูกตั้งคำถามอีกมุม ว่าอาจเป็นต้นเหตุของความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในอีกรูปแบบหรือไม่ ?Highlight
เมื่อรถตัดสินใจเอง สามารถ “มองเห็น” อันตราย และตัดสินใจเหยียบเบรคแทนคนขับได้ ระบบเบรคอัตโนมัติช่วยลดอุบัติเหตุได้จริงแค่ไหน ? หากรถเบรคกะทันหันโดยไม่จำเป็น รถที่ตามหลังจะรับมือทันหรือไม่ ?
ระบบถูกพัฒนาเพื่อลดอุบัติเหตุ
ในยุคที่รถยนต์รุ่นใหม่มีระบบความปลอดภัย ระบบช่วยเหลือการขับขี่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Forward Collision Warning, Collision Mitigation, Front Collision Avoidance หรือ AEB (Automatic Emergency Braking) ชื่ออาจแตกต่างกันไปตามแต่ละผู้ผลิต แต่แนวคิดสำคัญใกล้เคียงกัน นั่นคือ รถสามารถตรวจจับความเสี่ยงจากการชนด้านหน้า และช่วยเบรคให้เองโดยอัตโนมัติในเวลาเสี้ยววินาที หากคนขับไม่ตอบสนองกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือช่วยลดอุบัติเหตุ
ลดอุบัติเหตุได้กว่า 50 % แต่ทำไมถูกตั้งคำถาม ?
หลักฐานจาก IIHS หรือ Insurance Institute for Highway Safety สนับสนุนว่า AEB ช่วยลดการชนท้ายได้จริง โดยงานศึกษาของ IIHS พบว่ารถที่มีระบบเตือนการชนด้านหน้าร่วมกับระบบเบรคอัตโนมัติ มีอัตราการชนท้ายลดลงประมาณ 50 % และการชนท้ายที่มีผู้บาดเจ็บลดลงประมาณ 56 % เมื่อเทียบกับรถที่ไม่มีระบบดังกล่าว
แต่เมื่อเราเห็นข่าว หรือคลิพเกี่ยวกับรถที่ “เบรคเองกะทันหัน” มากขึ้น คำถามอีกด้านก็เริ่มตามมา ถ้าระบบเบรคอัตโนมัติช่วยป้องกันรถคันหน้าไม่ให้ชน แล้วรถที่ตามหลังจะเกิดอะไรขึ้น หากรถคันนั้นเบรคแรงโดยที่คนขับรถด้านหลังไม่ทันตั้งตัว ? นี่คืออีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยีความปลอดภัยที่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในยุคที่รถยนต์ไม่ได้ถูกควบคุมโดยมนุษย์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
ระบบเบรคอัตโนมัติ หรือ AEB คืออะไร ?
AEB หรือ Automatic Emergency Braking แปลตรงตัวว่า “ระบบเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ” หน้าที่ของระบบ คือ เฝ้าสังเกตพื้นที่ด้านหน้ารถอยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยความสามารถของเซนเซอร์ เช่น กล้อง เรดาร์ หรือเซนเซอร์ที่ติดตั้งในจุดต่างๆ รอบตัวรถ เพื่อดูว่ามีรถ คนเดินถนน หรือมีวัตถุกีดขวางอยู่บนเส้นทางเดินรถหรือไม่ หากระบบประเมินว่ารถกำลังเข้าใกล้วัตถุเร็วเกินไปจนมีโอกาสเกิดการชน ระบบอาจทำงานเป็นขั้นตอน ตั้งแต่เตือนคนขับไปจนถึงช่วยเพิ่มแรงเบรค และหากคนขับไม่ตอบสนอง ระบบสามารถสั่งเบรคเองได้
ในความเป็นจริงระบบอันทันสมัยนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะต้องจัดการจนหยุดรถให้สนิททุกครั้ง แต่คือการลดความเร็วให้ได้มากที่สุดก่อนชน หรือหลีกเลี่ยงการชนหากสถานการณ์ และระยะทางเอื้ออำนวย
NHTSA ของสหรัฐฯ (National Highway Traffic Safety Administration หรือสำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติ) อธิบายว่า AEB ใช้เซนเซอร์ตรวจจับว่ารถกำลังเข้าใกล้รถ หรือคนเดินถนนจนเสี่ยงต่อการชน และสามารถสั่งเบรคโดยอัตโนมัติเมื่อคนขับไม่ตอบสนอง
ระบบเบรคอัตโนมัติ มาจากไหน เกิดขึ้นเมื่อไร ?
แนวคิดเรื่องรถที่สามารถช่วยคนขับรับมือกับอุบัติเหตุไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคของรถไฟฟ้า ผู้ผลิตรถยนต์เริ่มพัฒนาแนวคิด Pre-Crash Safety หรือระบบความปลอดภัยก่อนการชนมานานกว่า 20 ปี ในปี 2002 ค่ายยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น Toyota (โตโยตา) ประกาศพัฒนาระบบ “Pre-crash Safety” (ปัจจุบันเรียกว่า Pre-Collision System หรือ PCS) โดยใช้เรดาร์คลื่นมิลลิเมตร ตรวจจับรถ และสิ่งกีดขวางด้านหน้า เพื่อประเมินตำแหน่ง ความเร็ว และทิศทางของวัตถุนั้น เพื่อคาดการณ์ว่าการชนกำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่
ในปี 2003 Toyota นำระบบ Pre-crash Safety ไปติดตั้งในรถที่จำหน่ายจริง และในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันได้เพิ่มฟังค์ชัน Pre-crash Brakes ซึ่งสามารถช่วยเบรคเมื่อผู้ขับไม่ตอบสนองทันเวลา หลังจากนั้น เทคโนโลยีจึงค่อยๆ พัฒนาจากระบบที่แค่ “เตือน” ไปสู่ระบบที่สามารถ “ช่วยควบคุมรถ” และในที่สุดก็มาถึง AEB ที่เราพบในรถยนต์รุ่นใหม่จำนวนมากในปัจจุบัน
Mercedes-Benz และ Volvo ก็พัฒนาเทคโนโลยีเบรคอัตโนมัติ
Toyota ไม่ใช่ผู้ผลิตรายเดียวที่พัฒนาแนวคิดระบบนี้ ทาง Mercedes-Benz (เมร์เซเดส-เบนซ์) ก็เริ่มต้นจากระบบ Brake Assist หรือ BAS ในปี 1996 จากนั้นนำเรดาร์เข้ามาช่วยประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าในปี 2005 ก่อนพัฒนาเป็น Pre-Safe Brake ในปี 2006 ซึ่งสามารถเบรคอัตโนมัติบางส่วนเมื่อพบความเสี่ยงจากการชน
ขณะที่ Volvo (โวลโว) ในปี 2008 นำระบบ City Safety มาใช้กับ Volvo XC60 (โวลโว เอกซ์ซี 60) ระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกัน หรือลดการชนท้ายในความเร็วต่ำ และสามารถสั่งเบรคเองหากคนขับไม่ตอบสนองต่อความเสี่ยง นี่จึงเป็นเหมือนการเปิดหน้าประวัติศาสตร์สร้างมาตรฐานใหม่ในระบบความปลอดภัยรถยนต์ จากเดิมที่รถมีเพียง เข็มขัดนิรภัย, ถุงลมนิรภัย รวมถึงโครงสร้างนิรภัย รถเริ่มมีระบบที่สามารถทำงาน “ก่อนเกิดอุบัติเหตุ” และนี่คือต้นทางของเทคโนโลยี ADAS ที่พบเห็นในรถยุคปัจจุบัน
แล้ว AEB ช่วยลดอุบัติเหตุได้จริงหรือ ?
คำตอบ คือ ลดได้จริง อย่างที่ได้กล่าวถึงในตอนต้นเรื่อง งานศึกษาของ IIHS จากข้อมูลอุบัติเหตุในสหรัฐฯ พบว่า ระบบเตือนการชนด้านหน้าเพียงอย่างเดียวช่วยลดการชนท้ายประมาณ 27 % ขณะที่ระบบเตือนร่วมกับ AEB ลดการชนท้ายได้ประมาณ 50 % และลดการชนท้ายที่มีผู้บาดเจ็บประมาณ 56 %
นั่นหมายความว่า หากรถคันหนึ่งกำลังจะพุ่งชนรถคันหน้าเพราะคนขับมองไม่ทัน ระบบ AEB สามารถเข้ามาช่วยในช่วงเวลาสำคัญได้ บางครั้งอาจหยุดรถได้ทัน บางครั้งอาจลดความเร็วจากเดิมที่กำลังจะชนอย่างรุนแรง ให้กลายเป็นการชนที่เบาลง และในอุบัติเหตุบนท้องถนนความเร็วที่ลดลงเพียงเล็กน้อยก่อนการชน ก็อาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างอุบัติเหตุที่เสียหายเล็กน้อยกับอุบัติเหตุที่มีผู้บาดเจ็บรุนแรงได้เลย
แต่ AEB ไม่ได้ถูกต้องเสมอ
ตรงนี้ คือ สิ่งที่ผู้ใช้รถควรเข้าใจ และให้ความใส่ใจ เมื่อระบบเบรคอัตโนมัติไม่ได้มองโลกเหมือนมนุษย์ มันไม่ได้ “เข้าใจ” ถนนแบบที่คนขับเข้าใจ แต่ใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์ และซอฟท์แวร์มาวิเคราะห์ว่า วัตถุที่อยู่ข้างหน้าคืออะไร อยู่ห่างเท่าไร และกำลังเคลื่อนที่อย่างไร
IIHS พบว่า AEB ทำงานได้ดีเป็นพิเศษในสถานการณ์ชนท้ายทั่วไป แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงเมื่อสถานการณ์ซับซ้อนขึ้น เช่น รถคันหน้ากำลังเปลี่ยนเลน กำลังเลี้ยว ถนนเปียก หรือมีหิมะ รวมถึงสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะประเภทอื่น งานวิจัยล่าสุดของ IIHS และ Transport Canada ยังพบว่า ระบบเตือนการชนบางรุ่นให้คำเตือนน้อยครั้ง และช้าลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เมื่อเจอกับยานพาหนะบางประเภท โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุก เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่เป็นรถยนต์นั่งทั่วไป
ปัญหาอีกด้าน เมื่อ “รถเบรคเอง”
ระบบ AEB ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา “เบรคไม่ทัน” แต่หากระบบตรวจจับผิดพลาด ปัญหาอาจเปลี่ยนเป็น “เบรคโดยไม่ควรเบรค”
ลองนึกภาพรถกำลังวิ่งตามการจราจรตามปกติ ทันใดนั้น ระบบตรวจพบวัตถุด้านหน้า และประเมินว่ามีความเสี่ยง รถจึงลดความเร็ว หรือเบรคอย่างรวดเร็ว คนขับรถคันนั้นอาจตกใจ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ รถที่ตามหลังมาอาจไม่มีเวลามากพอที่จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หากระยะห่างสั้น และความเร็วต่างกันมาก รถคันหลังอาจชนท้ายได้ เป็นที่มาของเหตุการณ์รถคันหน้าใช้ระบบความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุด้านหน้า แต่การทำงานของระบบกลับอาจสร้างความเสี่ยงให้รถที่อยู่ด้านหลัง
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำให้ชัดว่า นี่ไม่ได้หมายความว่า AEB โดยรวมทำให้การชนท้ายเพิ่มขึ้น หลักฐานภาพรวมยังชี้ไปในทางตรงกันข้ามอย่างชัดเจน นั่นคือ AEB ช่วยลดการชนท้าย สิ่งที่เรากำลังพูดถึงคือ ความเสี่ยงจากกรณีระบบทำงานผิดพลาด หรือทำงานในสถานการณ์ที่ซับซ้อนขึ้นกว่าที่ระบบจะเข้าใจเองได้ทั้งหมด
เบรคกะทันหัน กลายเป็นความเสี่ยงรถที่ตามหลัง
NHTSA เคยตรวจสอบเกี่ยวกับระบบเบรคฉุกเฉินของรถบางรุ่นที่อาจทำงานโดยไม่มีสิ่งกีดขวางที่ชัดเจนด้านหน้า ซึ่งการเบรคโดยไม่ตั้งใจสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการชนจากด้านหลังได้ และ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการพัฒนาระบบ AEB จึงไม่ได้เพียงแค่ “จะทำให้รถเบรคเร็วขึ้นได้อย่างไร ?” แต่ต้องถามด้วยว่า “จะทำให้รถมั่นใจได้อย่างไรว่าควรเบรคจริงๆ?” เพราะถ้าระบบตัดสินใจผิดพลาด หรือเร็วเกินไป ความปลอดภัยที่ต้องการเพิ่มอาจกลายเป็นความเสี่ยงรูปแบบใหม่ขึ้นมาในทันที
แล้วคนขับรถคันหลังผิดหรือไม่ ?
ในความโลกแห่งความจริง รถคันหลังอาจยังคงต้องรับผิดชอบต่อการเว้นระยะห่างที่ปลอดภัย ไม่ว่ารถคันหน้าจะมี AEB หรือไม่มี AEB ก็ตาม เพราะเมื่อรถคันหน้าหยุดกะทันหัน คนขับรถด้านหลังยังต้องมีเวลาในการมองเห็น ตัดสินใจ และเหยียบเบรค นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ขับรถจึงไม่ควรขับจี้ท้ายจนเกินข้อกำหนดความปลอดภัย เพราะหากรถคันหน้ามีระบบ AEB แล้วเกิดเหตุฉุกเฉิน ระบบอาจต้องการเบรคอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันการชน
ดังนั้นสิ่งที่คนขับรถด้านหลังทำได้ดีที่สุดยังเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ เว้นระยะห่างให้เพียงพอ และพร้อมเบรคด้วยตัวเองเสมอ
วันหนึ่ง รถอาจไม่ได้แค่ "เห็น" แต่จะ "คุยกัน"
อีกเทคโนโลยีที่อาจเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ในอนาคต คือ การสื่อสารระหว่างรถ หรือ V2V (Vehicle to Vehicle) และ V2X (Vehicle to Everything) รถคันหนึ่งเบรค รถคันหลังต้องอาศัยไฟเบรค และเซนเซอร์ของตัวเองเพื่อรับรู้ แต่ในอนาคตรถอาจสามารถส่งข้อมูลให้กันได้ว่า “ข้างหน้ามีเหตุฉุกเฉิน” หรือ “รถคันนี้กำลังเบรคฉุกเฉิน” รถที่ตามมาอาจได้รับข้อมูลก่อนที่กล้อง หรือเรดาร์ของตัวเองจะตรวจพบเหตุการณ์เสียอีก
หากเทคโนโลยีลักษณะนี้พัฒนาไปถึงจุดที่ใช้งานได้จริงในวงกว้าง ความปลอดภัยบนถนนอาจเปลี่ยนจากการที่รถแต่ละคัน “ป้องกันตัวเอง” ไปสู่การที่รถทั้งระบบสามารถรับรู้สถานการณ์ร่วมกันได้ และจะช่วยลดความซับซ้อนของสถานการณ์ที่รถตามหลังอาจไม่สามารถเข้าใจได้ผ่านเซนเซอร์ของตัวเอง
สรุป ระบบเบรคอัตโนมัติปลอดภัย หรืออันตราย ?
ถ้าถามว่า “ระบบเบรคอัตโนมัติ AEB ปลอดภัยหรือไม่ ?” คำตอบจากงานศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ ปลอดภัย และช่วยลดอุบัติเหตุได้จริง ขณะเดียวกัน ถ้าถามว่า “AEB มีโอกาสสร้างความเสี่ยงใหม่หรือไม่ ?” คำตอบก็คือ มี เพราะไม่มีระบบเซนเซอร์ และซอฟท์แวร์ใดที่สมบูรณ์แบบ 100 % การตรวจจับผิด การประเมินสถานการณ์ผิด หรือการเบรคกะทันหันโดยไม่จำเป็น ล้วนเป็นประเด็นที่ผู้ผลิต และหน่วยงานด้านความปลอดภัยต้องพัฒนาต่อไป
และนี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญของรถยนต์ยุคใหม่ เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ดีไม่ได้หมายความว่า “รถต้องทำอะไรบางอย่าง หรือตัดสินใจแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด” แต่หมายถึง “รถต้องรู้ว่าเมื่อไรควรช่วย และเมื่อไรไม่ควรเข้าไปแทรกแซง” เพราะในท้ายที่สุดแล้ว AEB ไม่ควรถูกมองว่าเป็นคนขับอีกคนหนึ่ง แต่มันควรเป็น ผู้ช่วยที่เข้ามาช่วยในเสี้ยววินาทีที่มนุษย์พลาด และตราบใดที่ยังมีรถอีกคันอยู่ด้านหลัง ความปลอดภัยของรถหนึ่งคันก็อาจไม่ได้จบลงที่ป้องกันการชนเฉพาะด้านหน้าของตัวเองเพียงแค่นั้น

- ระบบเบรกอัตโนมัติ
- AEB
- Automatic Emergency Braking
- ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ
- รถเบรกเอง
- รถเบรกกะทันหัน
- ระบบเบรกอัตโนมัติอันตรายไหม
- AEB อันตรายไหม
- ระบบช่วยเบรก
- ระบบความปลอดภัย ADAS
- รถชนท้าย
- รถตามหลังชนท้าย
- ระบบป้องกันการชน
- Forward Collision Warning
- ระบบช่วยขับ
- เทคโนโลยีความปลอดภัยรถยนต์
- ประวัติระบบเบรกอัตโนมัติ








