ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไทยโดยเฉพาะกลุ่มรถไฟฟ้า หรือ EV ค่อนข้างป่วนด้วยแรงปั่นของ “สงครามราคา” โดยเฉพาะในกลุ่มรถจีน
ขอย้อนพูดถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดสงครามราคาสักนิด ปรากฏการณ์นี้เป็นผลมาจากมาตรการสนับสนุนรถไฟฟ้าชุดแรกของรัฐบาลที่เรียกว่า มาตรการ EV 3.0 ซึ่งดันมีแนวทางสวนทิศกับประเทศอื่นๆ คือ แทนที่จะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ซื้อรถไฟฟ้าโดยตรง กลับไปให้สิทธิ์นั้นแก่ผู้ผลิต
ตัวอย่างเช่น ในยุโรปโดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวีย ผู้ซื้อรถไฟฟ้าจะได้รับเงินชดเชย หรือส่วนลดจากภาครัฐ ตรงกันข้ามกับในบ้านเรา ที่ผู้ผลิตเป็นฝ่ายได้รับเงินอุดหนุนคันละ 150,000 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านภาษี
เงินฟรีก้อนนี้ ซึ่งก็คือภาษีของประชาชนนี่แหละที่ผู้ผลิตใช้เป็นส่วนลดแข่งขันกัน จนลุกลามเป็นสงครามราคา
อย่างไรก็ตาม วันนี้หลายคนเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า สงครามราคารถจีน ถึงเวลาจบหรือยัง หลังมาตรการ EV 3.0 หมดอายุ พร้อมเข้าสู่มาตรการใหม่ หรือ EV 3.5 เต็มรูปแบบ
เนื่องจากภายใต้มาตรการ EV 3.5 เงินสนับสนุนจากรัฐที่จ่ายให้ผู้ผลิต จะลดลงจาก 150,000 บาท เหลือ 100,000 บาทต่อคัน หมายความง่ายๆ ว่า ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้น 50,000 บาทต่อคัน ซึ่งผู้ผลิตต้องบริหารจัดการเอาเอง
เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญมองตรงกันว่า ผู้ผลิตจะปรับราคา EV เพิ่มแน่นอน แต่จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ของแต่ละบริษัท บางรายอาจเลือกแบกรับบางส่วนเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ขณะที่บางรายอาจสะท้อนต้นทุนเต็มจำนวนเพื่อคงกระแสเงินสด
ส่วนผลกระทบต่อยอดขายน่าจะแค่ชะลอตัวมากกว่าทรุดตัว เพราะฐานลูกค้า EV ในไทยส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงสูง ทำให้ราคาไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจซื้อ ระยะหลัง ความมั่นใจในเทคโนโลยี ภาพลักษณ์บแรนด์ และต้นทุนการใช้งานระยะยาว เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะเดียวกัน ตลาดไม่ได้มีเพียง EV เต็มรูปแบบเท่านั้น รถไฮบริด และพลัก-อิน ไฮบริด ยังคงทำหน้าที่เป็นสะพานให้ผู้บริโภคที่ไม่พร้อมกระโดดข้ามจากรถสันดาปไปสู่ไฟฟ้า 100 % จะเห็นว่า ช่วงที่ EV เติบโตแรง ตลาดไฮบริดก็ขยายตัวควบคู่กัน จากผู้บริโภคที่นิยมทางสายกลาง หากระยะต่อไป EV ชะลอตัวจากราคาที่สูงขึ้น ความต้องการอาจไหลไปสู่กลุ่มไฮบริดแทน ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมไม่ได้หดตัวรุนแรงอย่างที่กังวล
กลับมาถึงคำถามว่าสงครามราคารถจีนจบหรือยัง คำตอบที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด คือ ยังคงมีอยู่ แต่จะไม่ดุเดือดเท่ายุค EV 3.0 และแนวรบจะค่อยๆ เคลื่อนจากการเอาชนะกันด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี สมรรถนะ ความปลอดภัย เครือข่ายบริการหลังการขาย และความมั่นคงของบริษัทผู้ผลิต
ประเด็นสำคัญ คือ รัฐต้องไม่ออกมาตรการที่ส่งผลให้ไทยกลายเป็นเพียงสนามประลองราคาของบแรนด์ต่างชาติ แต่ต้องส่งเสริมให้เราเป็นฐานการผลิต EV ที่ยั่งยืน
ดังนั้น มาตรการสนับสนุน EV ในอนาคต จะต้องออกแบบให้ผลประโยชน์ซึ่งเป็นแรงจูงใจในการเลือกซื้อรถไฟฟ้าตกถึงมือผู้บริโภคโดยตรง พร้อมมอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้ผลิตอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงมีการกำกับดูแลให้ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้เบี้ยวกันง่ายๆ
ถ้าทำได้อย่างที่ผมว่า “สงครามราคา” ก็จะเป็นเพียงสีสันการตลาดในช่วงต้นของการเปลี่ยนผ่านเท่านั้น
บทความแนะนำ

