ผมจำได้ว่า หลังวิกฤต COVID-19 หลายประเทศตะวันตกต่างประกาศอย่างมั่นใจว่าจะยุติการใช้รถเครื่องยนต์สันดาปภายใน พร้อมตั้งเป้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายในปี 2040-2045 แต่เมื่อจีนเริ่มเข้ามาครองความได้เปรียบในตลาดรถไฟฟ้า จู่ๆ พวกเขาก็เกลียดรถไฟฟ้าซะงั้น
เหตุผลในความเป็นจริง คือ รถไฟฟ้าเกือบทุกคันในโลกวันนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และซัพพลายเชนจากจีน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ตั้งแต่แบทเตอรี แร่หายาก เซมิคอนดัคเตอร์ ไปจนถึงซอฟท์แวร์ต่างๆ รถจีน และนวัตกรรมอีวี ไม่ได้กระจายตัวจากซีกโลกตะวันตกมาสู่ตะวันออก เหมือนยุคการเกิดของเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่ทุกวันนี้ กลจักรขับเคลื่อนมีศูนย์กลางอยู่ที่เอเชีย และกำลังกระจายไปที่อื่นๆ
สำหรับบ้านเรา สัดส่วนของรถไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น เกิดจากมาตรการอุดหนุนจากรัฐบาลที่ทำให้ราคารถไฟฟ้าถูกกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปภายใน และผู้จำหน่ายยังมีสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่เงินสดแทนที่ “เงินอุดหนุน” อีกด้วย
คนไทยเองก็แบ่งฝ่ายถกกันอย่างดุเดือด ผู้ใช้ทั่วไปเจอทางเลือกใหม่ หันไปสนับสนุนรถบแรนด์ใหม่ รถรุ่นใหม่คุณภาพดี “ราคาถูก สวย จบ ครบทุกฟังค์ชัน” แม้จะเป็นบแรนด์จีนก็ตาม ส่วนฝ่ายตรงข้ามมีเสียงในหัวบอกว่า รถไฟฟ้าไม่เหมาะกับบ้านเรา แถมปกปิดข้อมูลบางอย่าง ซึ่งมันจะไม่ถูกเปิดเผยออกมา เช่น อากาศที่ไทยมันร้อนทำให้รถไฟฟ้าทุกคันวิ่งได้ต่ำกว่าที่โฆษณาราว 10-30 % และยังไม่รวมปัญหาพื้นฐานด้านการประจุไฟฟ้า กับเรื่องบริการหลังการขาย
ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ในระดับมหภาค มีคำถามด้านความไม่เท่าเทียมกันของการส่งเสริมการใช้งานรถไฟฟ้าของรัฐบาล ที่เอาภาษีไปจ่ายให้รถจีน และผลกระทบจากนโยบายส่งเสริมอีวี ในแง่มุมของอุตสาหกรรมการผลิต ด้วยว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมเป็นรากฐานของประเทศ ถูกทำให้อ่อนแอลง
เมื่อไม่นานนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เตือนถึงวิกฤต การขยายห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบบเบ็ดเสร็จของบแรนด์จีน ที่เข้ามาทำลายกลไกการแข่งขันปกติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ และเสี่ยงทำให้เกิดการเลิกจ้างแรงงานไทยในหลายภาคส่วน ซึ่งโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงกว่า 40 ปีที่ผ่านมา เติบโตขึ้นบนรากฐานของเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะจากผู้ผลิตญี่ปุ่น มีการจ้างงานจำนวนมหาศาลทั้งในสายการผลิต ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับจ้างลอจิสติคส์ ไปจนถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกนับไม่ถ้วน แต่เมื่อรถไฟฟ้ามีชิ้นส่วนลดลงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปหลายเท่า ระบบซัพพลายเชนเดิมจำนวนมาก จึงเสี่ยงถูกลดบทบาท หรือหายไป
คำเตือนนี้ไม่ใช่เล่นๆ เพราะอาจมีผลกระทบร้ายแรงระดับ “ล้างบาง” เลยทีเดียว ผมผ่านการทำข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540-2542 ช่วงนั้นตลาดรถยนต์ไทยยอดการผลิตร่วงจาก 5.8-6 แสนคัน เหลือไม่ถึง 1.5 แสนคัน/ปี โรงงานประกอบรถยนต์จำนวนมากหยุดไลน์ผลิตชั่วคราว ผู้ผลิตชิ้นส่วนล้มละลาย แรงงานในอุตสาหกรรมถูกปลดจำนวนมาก ต่อด้วยวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2551-2552 มีการลดกะการผลิต หยุดโอที ใช้มาตรการสมัครใจลาออก หลังจากนั้นคงไม่มีใครลืมเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วน แม้เหตุการณ์เหล่านี้มีผลกระทบรุนแรงต่อภาคแรงงาน แต่พวกเขาก็กลับมาได้ เป็นการเข้าๆ ออกๆ ในโครงสร้างเดิม
แต่ปัจจุบัน หากแรงงานคนไหนถูกตัดออกจากระบบแล้ว จะไม่สามารถเข้าสู่โครงสร้างใหม่ได้เลย หรือถ้าได้ก็ถูกกดค่าแรง เพราะว่าทักษะที่มีอยู่ไม่เข้ากับเทคโนโลยี เชื่อว่ากระบวนการล้างบางเช่นนี้ เริ่มมาแล้วสักพักหนึ่งด้วยการนำเข้าแรงงานมาใช้แทนที่แรงงานท้องถิ่น สิ่งที่น่ากังวลจากนี้ คือ หากรัฐบาลไม่รีบปรับนโยบายอย่างจริงจัง ราคาน้ำมันก็ลดลงไม่พอให้ผู้บริโภคหันกลับมาใช้เครื่องยนต์ดั้งเดิม อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และแรงงานนับแสนคน อาจกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ในอนาคตอันใกล้
บทความแนะนำ

