ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลงกว่า 30 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2568 สวนทางกับเดือนมกราคม ที่ยอดพุ่งสูงจากการเร่งส่งมอบก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ตัวเลขนี้สะท้อนภาพการ “ปรับตัว” อย่างชัดเจน ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ สถาบันการเงินเข้มงวด สินเชื่อ และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมัน และต้นทุนลอจิสติคส์สูงขึ้น ยอดขายรถกลุ่มเครื่องสันดาปภายใน (ICE) ลดลงชัดเจน ขณะที่รถไฟฟ้า BEV กลุ่มรถยนต์นั่ง และครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี ลดลงจากช่วงปีที่แล้วเกือบ 20 %
ภาพรวม 2 เดือนแรกของปี (มกราคม-กุมภาพันธ์) ยอดขายสะสมยังขยายตัว แต่แรงส่งหลักมาจากเดือนมกราคมที่ยอดพุ่งแรงจากการเร่งส่งมอบก่อนสิ้นสุด EV 3.0 เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ตลาดก็เข้าสู่ภาวะปกติ ที่ผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจ รวมถึงรอความชัดเจนของโปรโมชันใหม่ พร้อมประเมินความคุ้มค่าอย่างละเอียด
สำหรับรถกระบะ 1 ตัน ซึ่งเป็นเสาหลักของตลาดไทย ยอดขายลดลงเล็กน้อย ในขณะที่ตลาดกระบะไฟฟ้าเติบโตสวนทาง แต่ปริมาณยังน้อยจากยอดเกือบ 100 คัน แสดงให้เห็นว่ากระบะไฟฟ้ายังไม่สามารถเจาะทะลวงแนวต้านของกระบะ ICE ไปได้
ภาพที่น่าสนใจของตลาดอย่างหนึ่ง คือ การชะลอตัวของ BEV หลังสิ้นสุด EV 3.0 และยอดจดทะเบียน EV กระจายตัว ไม่มีบแรนด์ใดบแรนด์หนึ่งกวาดส่วนแบ่งไว้เจ้าเดียวเหมือนช่วงแรกที่ BYD (บีวายดี) ครองตลาดมวลชน (MASS MARKET) ไว้เจ้าเดียว
ค่ายรถญี่ปุ่นเริ่มปรับกลยุทธ์ โดยจะเห็นว่า TOYOTA (โตโยตา) HONDA (ฮอนดา) และ ISUZU (อีซูซุ) เจ้าตลาดหลักปรับกลยุทธ์ชัดเจน โดยเริ่มบุก BEV อย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น การเตรียมส่ง HILUX (ไฮลักซ์) พลังไฟฟ้า การอัดโฆษณา TOYOTA BZ4X (โตโยตา บีเซด 4 เอกซ์) ส่วน HONDA เน้นยืนราคา และนำเสนอจุดแข็งที่ทำให้ค่ายญี่ปุ่นยังครองใจผู้บริโภค นั่นคือ เครือข่ายศูนย์บริการ และอะไหล่ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งค่ายใหม่โดยเฉพาะจากจีนยังตามไม่ทัน ส่วนทาง MAZDA (มาซดา) ดูก้าวหน้ามากในเรื่องรถไฟฟ้าเพราะ 6E ซีดาน ทำยอดได้ตามเป้า และครอสส์โอเวอร์ เอสยูวีไฟฟ้า กำลังตามมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ผู้บริโภคไทยเริ่มเรียนรู้จากประสบการณ์จริง หลายรายหันไปซื้อรถไฟฟ้าราคาถูกจากบแรนด์จีน แต่ต้องเผชิญปัญหาหลังการขาย ทั้งอะไหล่ขาดแคลน รอซ่อมนานหลายเดือน ศูนย์บริการไม่ครอบคลุมโดยเฉพาะต่างจังหวัด และคิวซ่อมยาว โดยเฉพาะการซ่อมแบทเตอรีที่มีค่าใช้จ่ายหลักหลายแสน ผู้บริโภคบางคนเริ่มลังเลหันกลับไปพิจารณาค่ายที่มีระบบบริการหลังการขายที่มั่นคงมากกว่า แม้ราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย ผู้บริโภคชาวไทยได้เรียนรู้จาก “ราคาถูก แต่เสี่ยง” ไปสู่ “คุ้มค่า และมั่นใจ” เป็นผลดีต่อค่ายญี่ปุ่นเหนียวแน่นด้วยเครือข่ายเก่าแก่ที่สั่งสมมานาน ขณะที่ค่ายจีนต้องเร่งแก้ปัญหาหลังการขายให้เร็วขึ้น มิฉะนั้น “ยอดขายพุ่งแต่ชื่อเสียงร่วง” จะหยุดการเติบโตของรถจีน
สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลก เงินเฟ้อซ้ำเติมกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้ว ต้นทุนลอจิสติคส์ และชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น กระทบทั้งการส่งออก (ตลาดตะวันออกกลางเป็นอันดับต้นๆ ของไทย) และการผลิตในประเทศ ผู้บริโภคยิ่งชะลอการซื้อรถใหม่ โดยเฉพาะรถ ICE และกระบะขนาดใหญ่ หันไปเน้นรถที่ใช้งานคุ้มค่าระยะยาวมากกว่า
ก่อนหน้าที่จะมีสงครามเราคิดว่า สภาพตลาดรถไทยน่าจะฟื้นตัว แต่ ณ เวลานี้ผมเชื่อว่า สถานการณ์ตลาดปี 2569 น่าจะฝืดอีกปี ผลกระทบจากสถานการณ์สงครามค่อนข้างร้ายแรง ตัวเลขรวมอาจอยู่ที่ 6-6.2 แสนคัน และ BEV และ HEV ยังเป็นรถขับเคลื่อนตลาด ทั้งการซื้อรถใหม่ และพฤติกรรมการใช้รถโดยรวมแล้ว เราต้องเข้าสู่ “โหมดปรับตัว” ภายใต้เงาสงคราม และเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ค่ายรถเองก็ต้องแข่งกันด้วยคุณภาพ และบริการ ไม่ใช่แค่ราคา หากทุกฝ่ายปรับตัวได้ดี ตลาดจะฟื้นตัวได้บ้างในระยะกลาง

